นโยบายส่งเสริมการผลิต การบริโภค และนโยบายอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Friday, 18 July 2008

แผนปฏิบัติการสำหรับการดำเนินนโยบายส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน และนโยบายอุตสาหกรรมยั่งยืนของสหภาพยุโรปได้ฤกษ์เปิดตัวแล้วเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 51 ที่ผ่านมา มีทั้งการเสนอชุดร่างกฎหมายที่จะบังคับใช้ ได้แก่ การตั้งคุณสมบัติสำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน การผลักดันให้มีการติดฉลากที่ให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคในการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการโดยสมัครใจ ได้แก่ การปรับกฎหมายเกี่ยวกับ Eco-label และจะดึงให้ภาคเอกชนยุโรปมีบทบาทสำคัญในนโยบายกระตุ้นการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย รวมทั้งการกระตุ้นเรื่องนี้ในเวทีระหว่างประเทศ คาดว่าจะมีผลกระทบต่อสินค้าที่ส่งออกไปยังอียูที่ควรเตรียมปรับตัวต่อกระแสรักษาสิ่งแวดล้อมในยุโรปในระยะยาว

 

1.      เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2551 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแผนปฏิบัติการสำหรับดำเนินนโยบายส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production หรือ SCP) และนโยบายอุตสาหกรรมยั่งยืน (Sustainable Industrial Policy หรือ SIP) หลังจากที่เลื่อนมาแล้วสองครั้งในช่วงเดือน ธ.ค. 50 และ พ.ค. 51 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ภายในอียูให้ใช้พลังงานและทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคที่เข้าใจได้ง่าย ปรับปรุงการติดฉลาก ส่งเสริมการให้แรงจูงใจแก่ผู้ประกอบการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยแผนการดำเนินการหลักมีทั้งรูปแบบที่เป็นการบังคับและโดยสมัครใจ ได้แก่

 

1.1  ขยายข้อกำหนดการออกแบบผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน (Ecodesign requirements) จากเดิมที่มีผลบังคับกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน (energy-using products) ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่แม้จะไม่ได้ใช้พลังงานในช่วงระหว่างการใช้งานแต่มีผลทำให้ประหยัดพลังงานทุกชนิดด้วย (energy-related products) อาทิ อุปกรณ์ก๊อกน้ำ หน้าต่าง โดยออกร่างระเบียบเรื่อง “Setting of ecodesign requirements for energy related products” โดยจะมีข้อกำหนดขั้นต่ำและสร้าง benchmark โดยจะทบทวนเป็นระยะๆ

1.2  ผลักดันการติดฉลากที่แสดงถึงการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยจะมีข้อกำหนดการติดฉลากผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภทในข้อ 1.1 โดยจะเสนอร่างระเบียบเรื่อง “Energy Efficiency Labelling” ในระยะต่อไป ในขณะเดียวกันได้เสนอร่างข้อบังคับเพื่อทบทวนการใช้ Ecolabel ซึ่งเป็นมาตรการโดยสมัครใจ

1.3  สร้างแรงจูงใจสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอียูสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ในการให้แรงจูงใจเองได้ และในขณะเดียวกันจะมีมาตรการโดยสมัครใจเพื่อเพิ่มการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม “Communication on Green Public Procurement” ต่อไป

1.4  จัดตั้ง Retail Forum โดยร่วมมือกับผู้ค้าปลีกและผู้ผลิต ซึ่งจะให้ผู้บริโภคและ NGOs มีส่วนร่วมด้วยในการส่งเสริมการซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้ผู้ค้าปลีกในอียูตั้งเป้าหมาย ระยะเวลา กระบวนการติดตามความสำเร็จของตนขึ้นมา โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) โดยให้แจกแจงสาขาที่จะต้องมีการแก้ไข แบ่งปัน best practices และรายงานผลการดำเนินงาน

1.5  ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยทบทวนมาตรการโดยสมัครใจในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (EMAS) ในขณะเดียวกันจะส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมยุโรปทำความตกลงกับภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาคอื่นเพื่อสร้างพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกัน เพื่อป้องกันขีดจำกัดในการแข่งขันระหว่างอุตสากรรมยุโรปกับภูมิภาคอื่น โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะผลักดันเรื่องนี้ในกรอบการเจรจาระหว่างประเทศ ในเรื่อง climate change และจะมี capacity-building ใน emerging economies ด้วย

1.6  ในระดับระหว่างประเทศ จะส่งเสริมให้ SCP เป็นส่วนหนึ่งของ UN SCP 10-year framework programme ให้เป็น good practice และจะผลักดันการเจรจาการเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในกรอบ WTO และในกรอบการเจรจาทวิภาคีด้วย โดยหวังจะให้ร่างระเบียบ Ecodesign ฉบับใหม่เป็นมาตรฐานวัดประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมในระดับระหว่างประเทศด้วย

 

            ทั้งนี้ จะมีการทบทวนแผนปฏิบัติการนี้อีกครั้งในปี 2012 ซึ่งอาจมีขยายการบังคับใช้ระเบียบ Ecodesign และระเบียบเรื่อง

            การติดฉลากให้ครอบคุลมผลิตภัณฑ์นอกเหนือจาก energy-related products อีกด้วย           

 

2.      ผลกระทบต่อไทย 

แผนปฏิบัติการฉบับนี้ซึ่งครอบคลุมถึงร่างระเบียบทุกฉบับจะมีผลต่อสินค้าที่ส่งออกมายังอียูเช่นกัน โดยอียูใช้ทั้งวิธีการบังคับใช้มาตรการโดยภาครัฐ และการดำเนินการเชิงรุกโดยใช้ผู้ค้าปลีกในยุโรปเป็นตัวช่วยดำเนินการ ซึ่งผู้ผลิตของไทยควรติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแผนการออกกฎหมายเรื่อง Ecodesign requirements ทั้งนี้ คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปจะศึกษารายละเอียดของร่างระเบียบและวิเคราะห์ผลกระทบต่อสินค้าที่ส่งออกมายังอียูต่อไป

 

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

host by colorpack.net