กฎระเบียบและมาตรฐานที่สำคัญเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ในตลาดยุโรป Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Thursday, 17 July 2008

ในงานสัมมนาเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายในสหภาพยุโรปซึ่งจัดโดยคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 51 ที่อาคารไบเทค กรุงเทพฯ นั้น Mr. Julian Carroll จากองค์กร Europen (European Organisation for Packaging and the Environment) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสมาชิกเป็นบริษัทด้านบรรจุภัณฑ์ในยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศเบลเยียม ได้มาบรรยายในหัวข้อกฎระเบียบและมาตรฐานที่สำคัญเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ในตลาดยุโรป มีสาระที่น่าสนใจเกี่ยวกับระเบียบและมาตรฐานต่างๆ ซึ่งควรศึกษาทำความรู้จักในการผลิตบรรจุภัณฑ์ทั้งในเรื่องระเบียบหลักเกณฑ์การผลิตและการกำจัดของเสีย มาตรฐาน CEN ข้อบังคับเกี่ยวกับวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหาร ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ และแนวคิดบรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืน  

กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์หลักๆ ในสหภาพยุโรปที่ควรรู้ ได้แก่

1.1 EU Packaging and Packaging Waste Directive
ปัจจุบันระเบียบที่มีผลบังคับ คือระเบียบที่ 2004/12/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงระเบียบเดิมที่ออกเมื่อปี 1994 มีเนื้อหาครอบคลุมหลักเกณฑ์ด้านบรรจุภัณฑ์และการจัดการของเสียของบรรจุภัณฑ์ในประชาคมยุโรป

ดูรายละเอียดของระเบียบได้ที่ http://europa.eu/scadplus/leg/en/lvb/l21207.htm หรือ หากต้องการดูสรุปสาระสำคัญของระเบียบนี้สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ของ Europen เช่นกัน ที่ http://www.europen.be/?action=onderdeel&onderdeel=3&titel=Key+Topics&categorie=3&item=21

จุดประสงค์สำคัญของระเบียบดังกล่าวมี 5 ประการหลัก คือ (1) รักษาสิ่งแวดล้อมและกระตุ้นการค้า (2) วางระบบในการรวบรวมบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว (3) ตั้งเป้าหมายในการฟื้นฟู (recovery) และรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ (4) ตั้งข้อกำหนดที่จำเป็นสำหรับบรรจุภัณฑ์ และ (5) รับรองการไหลเวียนอย่างเสรีของสินค้าในประชาคมยุโรป

จากข้อ (4) ข้อกำหนดที่จำเป็นสำหรับบรรจุภัณฑ์ ประเด็นที่ควรทำความรู้จัก ได้แก่ (1) การกำหนดน้ำหนักและปริมาตรขั้นต่ำของบรรจุภัณฑ์ (2) ส่วนประกอบของสารเคมีอันตรายขั้นต่ำในบรรจุภัณฑ์ (3) บรรจุภัณฑ์ควรเหมาะสมสำหรับวิธีการฟื้นฟูอย่างน้อยหนึ่งชนิด และหากอ้างว่าสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (reuse) ก็จะต้องเหมาะสมสำหรับนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (4) จำกัดปริมาณสารหนัก (heavy metals) ให้อยู่ในบรรจุภัณฑ์ได้เพียง 100 p.p.m.

ระเบียบนี้มีข้อบังคับซึ่งเป็นภาระรับผิดชอบของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ โดยแต่ละประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ประกาศกฎหมายภายในประเทศของตนโดยใช้ระเบียบนี้เป็นหลัก มีผลบังคับใช้ต่อผู้ประกอบการ โดยรายละเอียดของข้อบังคับอาจมีความแตกต่างกันบ้างในแต่ละประเทศสมาชิก

สามารถดูรายชื่อกฎหมายเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ที่ประกาศใช้ในแต่ละประเทศสมาชิกอียูได้ที่
http://packaging.thaieurope.net/wp-content/uploads/2008/06/Appendix1.pdf
และหน่วยงานติดต่อในแต่ละประเทศสมาชิกอียูได้ที่ http://ec.europa.eu/food/food/chemicalsafety/foodcontact/auth_ref_en.pdf

 

1.2 CEN Packaging standards
เป็นมาตรฐานที่แตกต่างจากระเบียบของประชาคมยุโรปในข้อ 1.1 ตรงที่ว่า ข้อกำหนดในระเบียบระบุว่าบรรจุภัณฑ์จะต้องเป็นอย่างไร ห้ามบรรจุภัณฑ์ที่มีลักษณะอย่างไร แต่มิได้ระบุถึงวิธีการออกแบบหรือวิธีการปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบ ซึ่ง CEN standards จะเป็นเหมือนตัวช่วยในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับระเบียบ (CEN หรือ European Committee for Standardization เป็นองค์กรที่ออกแบบมาตรฐานสินค้า บริหารงานโดยภาคเอกชน มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงบรัสเซลส์ สามารถดูรายละเอียดขององค์กรนี้ได้ที่ http://www.cen.eu/cenorm/homepage.htm)

ทั้งนี้ CEN เป็นหนึ่งในองค์กรที่เกี่ยวกับการออกแบบมาตรฐานที่สำคัญของสหภาพยุโรป โดยมีบทบาทร่วมกับคณะกรรมธิการยุโรปในการพัฒนามาตรฐานใหม่ๆ ให้กับสหภาพยุโรป มาตรฐานที่พัฒนาโดย CEN จำนวนมากได้ถูกนำไปประกาศใช้เป็นกฎระเบียบของสหภาพยุโรป

มาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์จาก CEN หลักๆ มี 6 มาตรฐาน (ซึ่งหากจะขอข้อมูลและวิธีการปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้จะต้องซื้อจากองค์กร CEN) ได้แก่

1.2.1 ระบบบริหารการใช้มาตรฐาน (Management System to Use of the Standards หรือ Umbrella Standard) ตามมาตรฐานที่ EN 13427:2004

1.2.2 การผลิตและส่วนประกอบบรรจุภัณฑ์ (Manufacturing & Composition of Packaging หรือ Prevention Standard) ตามมาตรฐานที่ EN 13428:2004

1.2.3 มาตรฐานการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ (Reusable Packaging Standard) EN 13429:2004

1.2.4 มาตรฐานการรีไซเคิล (Recycling Standard) EN 13430:2004

1.2.5 มาตรฐานการฟื้นฟูพลังงาน (Energy Recovery Standard) EN 13431:2004

1.2.6 มาตรฐานการฟื้นฟูอินทรีย์ (Organic Recovery Standard) EN 13432:2000

 

1.3 ข้อบังคับเกี่ยวกับวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหาร (Food Contact Material)
มีรายละเอียดตาม Regulation ที่ 1935/2004 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2004 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการถ่ายทอดของสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์ลงไปสู่อาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ หรือมีผลทำให้ส่วนประกอบของอาหารเปลี่ยนแปลง หรือมีผลทำลายรสชาติและกลิ่นของอาหาร ซึ่งวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหารจะต้องมีตราสัญลักษณ์ว่าใช้สำหรับการสัมผัสกับอาหาร ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์แก้วและส้อมคู่กัน

ในข้อบังคับปัจจุบันมีมาตรการที่ครอบคลุมวัสดุ 17 กลุ่ม ได้แก่

• active and intelligent materials and articles
• adhesives
• ceramics
• cork
• rubbers
• glass
• ion-exchange resins
• metals and alloys
• paper and board
• plastics
• printing inks
• regenerated cellulose
• silicones
• textiles
• varnishes and coatings
• waxes
• wood

และยังมีข้อบังคับเกี่ยวกับกระบวนการในการขออนุญาตการใช้สารเคมีในวัสดุที่สัมผัสกับอาหาร โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่ประเมินในเรื่องนี้คือ European Food Safety Authority (EFSA) ซึ่งได้รับความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละประเทศสมาชิกอียูภายใต้คณะกรรมการที่เรียกว่า Standing Committee on the Food Chain and Animal Health (SCFCAH) และในข้อบังคับนี้ยังระบุอีกด้วยว่า นับตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 2006 เป็นต้นไป วัสดุที่สัมผัสกับอาหารและผลิตภัณฑ์จะต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต)

1.4 ระเบียบเกี่ยวกับขนาดบรรจุภัณฑ์ (Packaging sizes)
กำหนดอยู่ในระเบียบที่ 2007/45/EC ซึ่งเป็นการยกเลิกข้อบังคับที่กำหนดขนาดของบรรจุภัณฑ์ (กล่าวคือ ขนาดเล็กที่สุดต้องมีน้ำหนักอย่างน้อย 5 กรัม หรือ 5 มิลลิลิตร และขนาดใหญ่ที่สุดต้องไม่เกิน 10 กก. หรือ 10 ลิตร) ระเบียบเดิมที่ใช้ในยุโรปตั้งแต่ปี 1975 โดยจะเริ่มมีผลยกเลิกตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 2009 เป็นต้นไป ยกเว้นไวน์และสปิริต และในบางประเทศอียูยังสามารถขอผ่อนผันให้บังคับใช้ระเบียบของปี 1975 สำหรับสินค้าบางประเภท ได้แก่ นม เนย เส้นพาสตา และกาแฟ ได้จนถึงวันที่ 11 ต.ค. 2012 และน้ำตาลทรายขาว;จนถึงวันที่ 11 ต.ค. 2013

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับระเบียบดังกล่าวได้ที่ http://europa.eu/scadplus/leg/en/lvb/l32049.htm

 

1.5 นโยบายยุโรปอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์

1.5.1 ระบบการตรวจสอบย้อนกลับสำหรับอาหาร (Food traceability)
ข้อบังคับประชาคมยุโรปที่ 178/2002 กำหนดข้อบททั่วไปในเรื่องนี้ #

ดูรายละเอียดของข้อบังคับดังกล่าวได้ที่ http://eur-lex.europa.eu/pri/en/oj/dat/2002/l_031/l_03120020201en00010024.pdf

ระบุให้สามารถบอกแหล่งที่มาของอาหาร รวมทั้งส่วนประกอบของอาหารและอาหารสัตว์ โดยมีหลักการ 'One step back – one step forward' นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้กับอาหารบางประเภท อาทิ เนื้อวัว ปลา ผลิตภัณฑ์ตัดแต่งพันธุกรรม (GMOs) อีกด้วย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Food traceability ได้ที่ http://ec.europa.eu/food/food/foodlaw/traceability/factsheet_trace_2007_en.pdf

1.5.2 บรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืน (Sustainable packaging)
บรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืนมิได้มีคำจำกัดความ และยังไม่มีระเบียบบังคับ แต่จากการตีความของ Europen เห็นว่า ควรผลิตจากวัสดุที่มีแหล่งที่มาที่มีความรับผิดชอบ ออกแบบให้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตลอดช่วงวงจรของการใช้งาน มีคุณสมบัติตามกลไกตลาดคือมีราคาและคุณสมบัติที่เหมาะสม สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหมายของผู้บริโภค และสามารถได้รับการฟื้นฟูหลังการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ                             

ทั้งนี้ การผลิตบรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายของบริษัทผู้ประกอบการ โดยการเข้าร่วมในระบบที่เรียกว่า integrated life cycle-based product system (ซึ่งคำนึงถึงการผลิตโดยส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด) ประหยัดทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ตอบสนองความคาดหมายของลูกค้าในการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ปกป้องสินค้า มีความปลอดภัย และมีข้อมูลครบถ้วน รวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายและในการขนส่ง

 

 


Related Items:

  1. สรุปผลการสัมมนาเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายในสหภาพยุโรป
Last Updated ( Thursday, 21 August 2008 )
.