|
เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2551 ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังอียู (Ecofin Council) ได้รับรองข้อตัดสินใจที่จะให้สโลวะเกียเข้าร่วมกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2552 เป็นต้นไป โดยจะเป็นประเทศที่ 4 ในกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมอียูในการขยายสมาชิกภาพสหภาพยุโรปเมื่อปี 2547 (ตามหลังสโลวีเนีย ไซปรัส และมอลตา) รวมประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรในขณะนี้ 16 ประเทศ ในขณะที่ประชาชนชาวสโลวัคยังมีท่าทีเคลือบแคลงถึงผลดีผลเสียที่จะได้รับจากการใช้เงินยูโร โดยจากการสำรวจความคิดเห็นชาวสโลวัค 34.3% ต่อต้านการใช้เงินยูโร
ประเด็นที่ว่าทำไมชาวยุโรปถึงไม่ค่อยภูมิใจกับการบูรณาการทางการเงิน โดยการใช้เงินยูโรร่วมกันนั้นเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงในการประชุมของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมยุโรป (European Economic and Social Committee: EESC) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14-15 เม.ย. 51 ที่กรุงบรัสเซลส์ เช่นกัน โดยในปีนี้เป็นปีแห่งการครบรอบ 1 ทศวรรษของการใช้เงินสกุลยูโร ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. 1998
ภาครัฐของอียูเห็นว่าเงินยูโรก่อผลดีหลายประการที่สำคัญ อาทิ สร้างความเข้มแข็งด้านการคลัง เสถียรภาพด้านราคา อัตราดอกเบี้ยต่ำ การบูรณาการตลาดการเงิน ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถในการผลิต และทำให้มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงการปรับตัวของแต่ละประเทศยังมีความแตกต่างกัน ความแตกต่างด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อยังคงมีอยู่ และยังไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างผู้แทนของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรเพียงหนึ่งเดียวในเวทีระหว่างประเทศ อาทิ ในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 51 คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการคลังได้ออกรายงานเสนอนโยบายที่เป็นการตอบสนองต่อข้อท้าทายต่างๆ โดยเน้นการแก้ไขปัญหา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
(1) การปฏิรูปภายในอียู ควรมีการเพิ่มการเฝ้าระวังภาวะทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร นอกเหนือจากการวิเคราะห์งบประมาณ ควรมีการแก้ไขทันทีหากพบว่ามีความไม่สมดุลในระดับเศรษฐกิจมหภาค รวมทั้งควรพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน และจัดการความเสี่ยงในส่วนที่เกี่ยวกับเสถียรภาพทางการคลัง ส่วนการปฏิรูปโครงสร้างยังควรดำเนินต่อไป
(2) ในระดับระหว่างประเทศ กลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรต้องเพิ่มการหารือด้านเศรษฐกิจมหภาคกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน เพื่อเพิ่มอำนาจการเจรจาในระดับระหว่างประเทศ (โดยควรมีท่าทีเดียวกันเพิ่มขึ้นในระหว่างรอการสร้างผู้แทนของกลุ่ม)
(3) เพิ่มธรรมาธิบาลของสหภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary Union หรือ EMU) โดยรัฐบาลของประเทศสมาชิกอียูควรดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกัน เพื่อเป็นการกระตุ้นการปฏิรูปโครงสร้างในประเทศสมาชิกและควรเพิ่มการหารือระหว่างกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร กับกลุ่มประเทศที่ไม่ใช้เงินสกุลยูโรด้วย
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการคลังได้ที่ http://ec.europa.eu/economy_finance/emu10/com2008_238en.pdf
|