|
ตามที่สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดสินค้าเนื้อสัตว์ปีกในสหภาพยุโรป (EU) โดยได้รายงานให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบมาตามลำดับแล้วนั้น สำนักงานฯ ขอรายงานสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปในการยกเลิก การห้ามนำเข้า (ban) ไก่ที่ผ่านการล้างด้วยคลอรีน (chlorine-rinsed chicken) จากสหรัฐอเมริกา โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
ความเดิม
USDA-FSIS กำหนดให้สาร 4 ชนิด ได้แก่ chlorine dioxide, acidified sodium chlorite, trisoduim phosphate และ peroxyacids สามารถใช้ในขั้นตอนการทำความสะอาดเนื้อสัตว์ปีกได้เพื่อกำจัดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ เช่น Salmonella และ Campylobactor โดยให้สอดคล้องกับมาตรฐาน HACCP ในการลดเชื้อที่ทำให้เกิดโรค กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา หากแต่กลุ่มประเทศยุโรปซึ่งมีมาตรฐานอาหารสูงและเน้นความปลอดภัยของอาหาร ไม่แน่ใจในผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวที่มีต่อผู้บริโภคเนื้อไก่ที่ผ่านการใช้ยา antimicrobial ล้างฆ่าเชื้อโรค ดังนั้น EU จึงได้ประกาศห้ามนำเข้าเนื้อไก่จากสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1997 จนถึงปัจจุบัน รวมเวลา 11 ปี
สถานการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เสนอในที่ประชุมคณะกรรมการห่วงโซ่อาหารและสุขภาพสัตว์ SCFCAH ให้ลงคะแนนเสียง เรื่อง การยกเลิกการห้ามนำเข้าเนื้อไก่ที่ถูกล้างด้วยสารคลอรีนจากสหรัฐฯ ซึ่งการสนับสนุนให้มีการลงคะแนนเสียงในครั้งนี้ ถูกผลักดันโดย นาย Gunter Verheugen กรรมาธิการยุโรปด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม (DG-Enterprise and Industry) ซึ่งเป็นรองประธานกรรมาธิการยุโรปด้วย โดยให้เหตุผลว่ายังไม่มีความเห็นทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่สนับสนุนการห้ามนำเข้าดังกล่าว ทั้งนี้ การห้ามนำเข้าไก่จากสหรัฐฯ ของสหภาพยุโรปที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ผลิตเนื้อไก่ในสหรัฐฯ ต้องสูญเสียรายได้ประมาณ 180 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี รวมถึงกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง EU-US โดยที่สหรัฐฯ ได้มีการผลักดันให้มีการยกเลิก มาโดยตลอด
ข้อเสนอดังกล่าวมีเงื่อนไขว่าเนื้อไก่นั้นต้องผ่านการล้างด้วยน้ำสะอาดและติดฉลากว่า มีการใช้สารต้านจุลชีพ หรือฆ่าเชื้อด้วยสารเคมี เพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อ และต้องมีการจัดการน้ำเสียจากอุตสาหกรรมที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเสนอให้มีการอนุญาตเรื่องนี้เพียงชั่วคราว (2 ปี) หลังจากนั้น ให้มีการพิจารณาใหม่เมื่อมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้แทนจากประเทศสมาชิกต่างๆ ในที่ประชุมของ SCFCAH ออกเสียงไม่เห็นด้วย 26 จาก 27 ประเทศต่อข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป มีเพียงสหราชอาณาจักรที่งดไม่ออกเสียง
ประธานร่วมของ the Greens/EFA Groups (นาง Monica Frassoni) กล่าวว่า MEP ยินดีกับผลการลงคะแนนเสียงใน SCFCAH ที่คัดค้านข้อเสนอในการยกเลิกการห้ามนำเข้า ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของผู้บริโภคในยุโรป ที่ไม่ต้องการดำเนินการตามแรงกดดันทางการค้าของสหรัฐฯ จนทำให้ต้องลดหย่อนมาตรฐานและกฎระเบียบเกี่ยวกับการผลิตอาหารที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ตัวแทนจากหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องเห็นว่า หากอนุญาตให้นำเข้าไก่จากสหรัฐฯ จะเป็นการทำลายความพยายามของธุรกิจ EU ที่ต้องการผลิตเนื้อไก่ที่มีคุณภาพ คณะกรรมาธิการยุโรปควรตั้งมั่นในแนวทางการผลิตเนื้อสัตว์ปีกของยุโรปที่ควบคุมสุขอนามัยเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการฟักไข่ (hatching) ไปจนถึงวงจรการเลี้ยงดู (rearing cycle) เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อที่เป็นอันตรายในห่วงโซ่อาหารมากกว่าการใช้วิธีกำจัดเชื้อด้วยสารต้านจุลชีพในขั้นตอนสุดท้าย
สหรัฐฯ เห็นว่าเงื่อนไขในข้อเสนอของ EC ที่บังคับติดฉลากอาจทำให้เสียภาพลักษณ์ของสินค้าต่อผู้บริโภคหรือทำให้เกิดการต่อต้านการซื้อสินค้า โดยสหรัฐฯ ยืนยันว่าเนื้อสัตว์ปีกของตน ที่ผ่านระบบตรวจสอบของ USDA ภายใต้มาตรฐาน HACCP นั้น มีความเข้มงวดเพียงพอและเป็นไปตามข้อบังคับของการลดเชื้อโรคติดต่อหรือมาตรฐานวิทยาศาสตร์อื่นๆ ดังนั้น การที่ EU กำหนดเงื่อนไขที่เหนือกว่ามาตรฐานของ USDA เป็นสิ่งที่มากเกินความจำเป็น
ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ฯ
1) การที่ EU พยายามส่งเสริมความปลอดภัยด้านอาหารโดยออกนโยบายด้านต่างๆ เช่น สวัสดิภาพสัตว์ การควบคุมโรค และสิ่งแวดล้อม ทำให้ EU ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการสนับสนุนนโยบายเหล่านี้และผู้ผลิตสินค้าก็มีต้นทุนสูงในการปฏิบัติตามเกณฑ์ต่างๆ อันส่งผลให้สินค้าเกษตรที่ผลิตใน EU มีราคาสูงกว่าประเทศอื่นๆ รวมทั้งเนื้อสัตว์ ดังนั้น EU จึงต้องการนำเข้าเนื้อสัตว์หลายชนิดจากประเทศนอกกลุ่มโดยสร้างเงื่อนไขการค้าที่ต้องเป็นไปมาตรฐานที่ EU กำหนด สหรัฐฯ เองก็ต้องการส่งออกเนื้อไก่มายังประเทศยุโรปแต่มาตรฐานความปลอดภัยของอาหารที่ต่างกันทำให้เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจและยังไม่มีทีท่าจะตกลงเงื่อนไขร่วมกันได้ในเวลาอันใกล้
2) EU มองว่าการอนุญาตให้นำเข้าไก่จากสหรัฐได้นอกจากเป็นการลดมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร สุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป เพื่อทำให้สหรัฐฯ พึงพอใจแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเนื้อไก่ใน UK หรือในประเทศสมาชิกอาจหันมาใช้วิธีการล้างฆ่าเชื้อโรคในเนื้อไก่ในขั้นตอนสุดท้ายด้วยคลอรีนแทนการควบคุมโรคเริ่มต้นตั้งแต่ในฟาร์ม (เช่น on-farm salmonella control) ทำให้ความพยายามที่ผ่านมาของ EU สูญเปล่า ประเทศที่ต้องการค้าขายกับ EU ควรต้องทำตามมาตรฐานที่ EU ตั้งไว้ ในขณะที่ US มองว่าการห้ามนำเข้าของยุโรปเป็นการกีดกันทางการค้าอย่างหนึ่ง เพราะสหรัฐฯ เชื่อว่าสินค้าของประเทศมีมาตรฐานเพียงพอ
3) ข้อสรุปของที่ประชุม SCFCAH ซึ่งคัดค้านข้อเสนอของ EC ในการยกเลิกห้ามการนำเข้านั้นส่งผลดีกับประเทศไทย เพราะหากสหรัฐฯ ส่งเนื้อไก่มาขายในยุโรปได้จะเป็นการแย่งส่วนแบ่งตลาดที่มีอยู่ ดังนั้น เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในอนาคต ไทยจำเป็นต้องติดตามการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขทางการค้าของ EU ในด้านต่างๆ และหาทางปรับการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานของ EU นอกจากนี้ จำเป็นต้องเน้นพัฒนาด้านคุณภาพสินค้าและพยายามสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้สินค้ามีจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่งขัน
4) เห็นควรแจ้งให้กรมปศุสัตว์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติทราบ เพื่อติดตามสถานการณ์ตลาดสินค้าเนื้อสัตว์ปีกของ EU อย่างใกล้ชิด รวมทั้งศึกษาและวิเคราะห์โอกาสการขยายส่วนแบ่งตลาดสินค้าเนื้อไก่ไทยใน EU ต่อไป
|