แนวทางแก้ไขวิกฤติราคาน้ำมันและอาหารเพิ่มขึ้น Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Friday, 04 July 2008

         

ภาวะราคาน้ำมันและอาหารเพิ่มขึ้นก่อให้ความเดือดร้อนไปทุกภูมิภาคไม่เว้นแม้แต่ยุโรป ซึ่งได้พยายามแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาทั้งการปรับปรุงภายในอียูและการร่วมมือกับประเทศและองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนา ความช่วยเหลือด้านการพัฒนานโยบายเกษตรเป็นเป้าหมายสำคัญที่คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือ แต่คาดว่าข้อเสนอนี้คงจะได้รับการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในหมู่ประเทศสมาชิกอียู ซึ่งส่วนหนึ่งคงไม่ต้องการให้งบประมาณอียูที่เหลือถูกใช้ไปในภูมิภาคอื่น

          เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2551 ที่ประชุมสุดยอดอียู (European Council) ได้สรุปแนวนโยบายต่อภาวะราคาน้ำมันและอาหารเพิ่มขึ้น ประกอบด้วยแนวนโยบายที่จะดำเนินการภายใน EU และในระดับระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับประเทศกำลังพัฒนา สรุปได้ดังนี้

 

1. ในระดับภายใน EU ประเด็นที่ที่ประชุมเห็นว่าควรปรับปรุง ได้แก่

 

1.1  การเกษตร  อาทิ

       (1) อียูได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดภาวะกดดันที่ทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้น อาทิ จำหน่ายผลผลิตที่อยู่ใน intervention stocks การลด export refund การยกเลิกระเบียบ set-aside requirements ในปี 2008 ซึ่งกำหนดให้พื้นที่บางส่วนว่างเปล่าโดยไม่มีการเพาะปลูก การระงับการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าธัญพืช

                               (2) ปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วม (CAP Health Check) จะพิจารณากำหนดมาตรการดำเนินการต่อไปเพื่อส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรี การเกษตรที่ยั่งยืนและการมีอาหารเพียงพอ

                               (3) ส่งเสริมนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนาการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มผลผลิต และการปรับตัวต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

 

1.2  ในส่วนที่เกี่ยวกับประชากร การใช้มาตรการช่วยเหลือครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำที่ได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น ควรเป็นมาตรการระยะสั้นและมีเป้าหมายที่แน่นอนเพื่อหลีกเลี่ยงการบิดเบือนด้านราคา

 

1.3  ในส่วนที่เกี่ยวกับการทบทวนกฎระเบียบ ได้แก่ (1) ที่ประชุมฯ สนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปที่จะติดตาม ตรวจสอบกิจกรรมความเคลื่อนไหวใน commodity-related financial markets รวมทั้งการค้าเพื่อเก็งราคาและผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวด้านราคา โดยขอให้คณะกรรมาธิการยุโรปรายงานประเด็นนี้ในการประชุม European Council ในเดือน ธ.ค. ศกนี้เพื่อเสนอแนวนโยบายตอบสนองซึ่งรวมมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในตลาด (2) กำหนดคุณสมบัติด้านความยั่งยืนสำหรับพลังงานชีวภาพสำหรับการผลิต biofuel รุ่นที่ 1และส่งเสริมการพัฒนาการผลิต biofuel รุ่นที่ 2 และประเมินผลกระทบต่อการผลิตอาหาร รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมทั้งภายใน EU และในประเทศนอกกลุ่ม โดยควรร่วมมือกับหุ้นส่วนระหว่างประเทศ

 

2.      ในระดับระหว่างประเทศ 

2.1  ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศกำลังพัฒนา ราคาอาหารที่เพิ่มสูงกระทบต่อประชากรที่ยากจนที่สุดของโลกและก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมาย MDGs ที่ประชุมฯ จึงสนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปที่จะเสนอตั้งกองทุนใหม่เพื่อช่วยเหลือด้านการเกษตรในประเทศกำลังพัฒนา โดยจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ UN และองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและมนุษยธรรมในประเทศที่มีปัญหา โดยพร้อมระดมทรัพยากรเพื่อให้เงินช่วยเหลือครอบคลุมด้าน safety nets สำหรับคนยากจนด้วย รวมทั้งจะยกระดับความช่วยเหลือทั้งต่อรัฐและภาคเอกชนในการพัฒนานโยบายเกษตรให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการช่วยเหลือฟาร์มขนาดเล็ก

 

2.2  ความช่วยเหลือในระดับระหว่างประเทศ ที่ประชุมแสดงความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามแถลงการณ์ในการประชุม FAO High Level Conference on World Food Security เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 51 ที่กรุงโรม และจะเจรจากับประเทศที่สามอย่างโปร่งใสเพื่อลดการจำกัดการส่งออกและการห้ามการส่งออกอาหาร โดยจะยกประเด็นนี้ขึ้นหารือใน WTO และองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย และจะผลักดันการสรุปผลการเจรจารอบโดฮาที่สมบูรณ์และสมดุลต่อไป

 

2.3  ที่ประชุมฯ ขอให้ฝรั่งเศสในฐานะประธานอียูร่วมกับคณะกรรมาธิการยุโรปศึกษามาตรการที่ควรจะนำมาใช้เพื่อลดผลกระทบของการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซ และรายงานในการประชุม European Council ในเดือน ต.ค. 51

 

            ทั้งนี้ ก่อนหน้าการประชุมดังกล่าว คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกรายงานเรื่อง “Facing the challenge of higher oil prices” ซึ่งวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นและผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรป และนโยบายการดำเนินการต่อปัญหาดังกล่าว ซึ่งในระยะยาวอียูวางแผนที่จะใช้ร่างกฎหมายด้าน energy and climate change ในการกระตุ้นภาคธุรกิจให้พัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงแนวคิดที่จะพิจารณาการใช้เครื่องมือด้านภาษี (tax incentives) การอุดหนุนหรือลดภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานในครัวเรือนโดยจะมีรายงานผลในช่วงปลายปีนี้

 

           การดำเนินนโยบายของอียูจะเกิดผลเป็นจริงเพียงใดและจะมีความช่วยเหลือกับประเทศกำลังพัฒนาจริงหรือไม่ มีประสิทธิผลในการลดภาวะวิกฤติเพียงใดเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป โดยข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปที่เสนอตั้งกองทุนใหม่เพื่อช่วยเหลือด้านการเกษตรในประเทศกำลังพัฒนานั้น ยังจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกอียูก่อนจะมีผลใช้ได้

 

            นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 51 นาง Mariann Fischer Boel กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรได้กล่าวในระหว่างการประชุมหัวข้อ “Who will feed the world?” ว่า จะจัดทำข้อเสนอตั้งกองทุน 1 พันล้านยูโรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศที่ยากจนให้เพิ่มความสามารถในการผลิตอาหาร อาทิ การซื้อเมล็ดพันธุ์พืชและปุ๋ย โดยการใช้งบประมาณที่เหลือจากนโยบายเกษตรร่วม (CAP) ซึ่งคาดว่าบางประเทศในสหภาพยุโรปจะคัดค้านข้อเสนอนี้ อาทิ เยอรมนีซึ่งโดยปกติจะคัดค้านการใช้งบประมาณที่เหลือของสหภาพยุโรป ในขณะที่รัฐมนตรีเกษตรของฝรั่งเศสเสนอทางเลือกในการจัดตั้งตลาดเกษตรภายในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอฟริกา

 

 


Last Updated ( Monday, 07 July 2008 )

 

 

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

.