นโยบายอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป: มุ่งเน้นนโยบายอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Wednesday, 02 July 2008
นาย Gunter Verheugen คณะกรรมาธิการยุโรปด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเปิดเผยวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป ในระหว่างงาน Breakfast Policy Briefing จัดโดย European Policy Centre (EPC) เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2008 สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

 

- ทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป
นาย Verheugen เน้นว่า นโยบายอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปในยุคปัจจุบันนั้นแตกต่างไปจากยุคเดิม กล่าวคือ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในของยุโรป แต่มุ่งสร้างพื้นฐาน กรอบการดำเนินงาน และบรรยากาศที่ดีสำหรับภาคธุรกิจให้เติบโตและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยที่อุตสาหกรรมยุโรปยังเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุโรป และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มการสร้างงานในยุโรป ท่ามกลางกระแสความท้าทายใหม่ๆ หลายประการ อาทิ การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก กระแสโลกาภิวัตน์ การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ และราคาสินค้าอาหารและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น

คณะกรรมาธิการยุโรปมุ่งสนับสนุนความร่วมมือและการดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเน้นความร่วมมือกับทั้งสถาบันของสหภาพยุโรปและผู้ที่มีส่วนได้เสียอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นการส่งเสริมการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของยุโรป (SMEs) ล่าสุด คณะกรรมาธิการยุโรป ได้ออก "Small Business Act" เพื่อส่งเสริม SMEs ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจยุโรป และเพื่อส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการหรือ entrepreneurship โดยใช้แนวคิด Think Small First นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังจะออกแผนการเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป็นรายสาขา อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร และวิศวกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมยุโรปดำเนินการในลักษณะ cross-border มากขึ้น และอุตสาหกรรมในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหลายประเทศไม่ได้เน้นการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเองอีกต่อไป แต่เน้นการเป็นผู้ให้บริการเพื่อสนับสนุนการผลิตสินค้าเหล่านั้น ที่เรียกว่า support manufacturing แทนการ manufacturing เองในภูมิภาค โดยอุตสาหกรรมยุโรปหันไปมุ่งเน้นแต่การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง และเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการอุตสาหกรรม

Midterm Review สำหรับนโยบายอุตสาหกรรม ที่ออกโดยคณะกรรมาธิการยุโรป เมื่อปี 2007 ชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมยุโรปดำเนินไปในทิศทางที่ดี นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจะมุ่งส่งเสริมบริษัทยุโรปในการเปิดตลาดในประเทศที่สามด้วย

- นโยบายอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน: อุตสาหกรรมกับประเด็นสิ่งแวดล้อม
ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรปมากขึ้น นาย Gunter Verheugen เน้นว่า สหภาพยุโรปกำลังมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมแบบยั่งยืนหรือ green industries อย่างจริงจัง

ในช่วงต้นเดือน ก.ค. 2008 ศกนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปมีกำหนดจะออกแผนการดำเนินการนโยบาย Sustainable Consumption and Production (SCP) และนโยบายอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน (Sustainable Industrial Policy Action Plan) เน้นการเพิ่มการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการใช้พลังงานทดแทน และลดก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม

นาย Verheugen เน้นว่า ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยุโรปตั้งเป้าหมายที่สูงในการลดก๊าซเรือนกระจก แต่จะไม่ให้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมยุโรปเอง โดยจะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของสินค้า อาทิ ตู้เย็น และรถยนต์ และอาจมีการจัดทำ sustainability rating สำหรับสินค้าหลายประเภทที่วางขายในยุโรปเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับ environmental footprint

สำหรับประเทศไทย นโยบายอุตสาหกรรมแบบยั่งยืนอาจรวมถึงการออกมาตรการใหม่ๆ และปรับปรุงกฎระเบียบ และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในการผลิตสินค้าส่งมาขายยังตลาดสหภาพยุโรป ประเด็นที่น่าจับตาได้แก่ ข้อเสนอให้มีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สามที่มิได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เรียกว่า carbon tax (บางครั้งแรกกันว่า border tax)

แม้นาย Peter Mandelson กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าจะมีท่าทีไม่เห็นด้วย แต่รัฐมนตรีเศรษฐกิจ/อุตสาหกรรมของ 7 ประเทศสมาชิก (ออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก ฟินแลนด์ ฮังการี และสาธารณรัฐเชค) ได้มีหนังสือถึงนาย Gunter Verheugen คณะกรรมาธิการยุโรปด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อเรียกร้องให้ใช้ carbon tax ดังกล่าว โดยอ้างว่า หากไม่มีการใช้ carbon tax จะทำให้เกิดภาวะ carbon leakage ไปยังประเทศที่ไม่ได้ปฏิบัติตามพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (โดยเฉพาะในช่วงหลังจากที่ Kyoto Protocol จะหมดอายุลงในปี 2012) ซึ่งหมายถึงการย้ายฐานการผลิตสินค้าไปยังประเทศนอกสหภาพยุโรปที่ไม่ต้องปฏิบัติตาามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เคร่งครัดและสามารถส่งสินค้ากลับมาจำหน่ายในยุโรป ซึ่งจะใช้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

ข้อริเริ่มดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากฝรั่งเศส ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรปในปัจจุบัน (ครึ่งหลังของปี 2008) และเยอรมนี และคาดว่าอาจจะเริ่มใช้ในปี 2013

ทีมงานไทยยุโรป.เน็ตจะรายงานความคืบหน้าและผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรมแบบยั่งยืนและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ของสหภาพยุโรป ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยต่อไป


 

 

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

.