สรุปรายงานมาตรการกีดกันทางการค้าของสหภาพยุโรป Print E-mail
Contributed by สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศฯ ณ กรุงบรัสเซลส์   
Thursday, 19 June 2008

สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศฯ ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้นำเสนอรายงาน 2008 National Trade Estimate Report on Foreign Trade Barriers  ซึ่งจัดทำโดย The Office of the United States Trade Representative (USTR)  สหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รายงานดังกล่าวได้รวบรวมมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศต่างๆที่มีต่อธุรกิจของชาวสหรัฐฯ 

บทนำ

เมื่อเดือนเมษายน 2007 ผู้นำสหรัฐฯและสหภาพยุโรปได้ร่วมมือกันวางแผนกรอบAdvancing Transatlantic Economic Integration มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้า และลดอุปสรรคทางการค้าการลงทุน โดยมีโปรแกรมการดำเนินการร่วมกันในแต่ละปีในด้านต่างๆ เช่น กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุน secure trade ตลาดการเงิน และนวัตกรรม ซึ่งได้มีการจัดตั้ง Transatlantic Economic Council(TEC) ขึ้นเมื่อปี 2005

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการค้าระหว่างสหรัฐฯและสหภาพยุโรปจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่บางธุรกิจของสหรัฐฯก็ประสบปัญหาการเปิดตลาดของสหภาพฯ เช่น สินค้าเกษตรซึ่งสหภาพฯใช้อัตราภาษีที่ค่อนข้างต่ำ  แต่ก็มีมาตรการกีดกันอื่นๆที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งสหรัฐฯมีข้อกังวล เช่น สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกให้การอุดหนุนการผลิตและการตลาดเครื่องบิน และ ยา เป็นต้น

นโยบายการนำเข้า
การบริหารจัดการศุลกากร
ประเทศสมาชิกสหภาพฯมีกฎหมายศุลกากรเดียวกัน แต่ไม่บริหารจัดการในทางเดียวกัน มีหน่วยงานดูแลรับผิดชอบในแต่ละประเทศสมาชิก 27 ประเทศ ไม่มีองค์กรใดรับรองว่าในทางปฏิบัติ เช่น การสำแดง การประเมินราคา แหล่งกำเนิดและพิธีการศุลกากรในประเทศสมาชิก 27 ประเทศจะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และไม่มีกฎหมายของสหภาพฯที่จะบังคับให้ศุลกากรในประเทศสมาชิกหนึ่งยอมรับการตัดสินของอีกประเทศสมาชิกในกรณีที่เกิดปัญหาคล้ายๆกัน

หน่วยงานศุลกากรในแต่ละประเทศสมาชิกปฏิบัติตามกฎหมายศุลกากรของสหภาพยุโรปแตกต่างกัน แม้ว่าจะมี Customs Code Committee ที่แต่งตั้งขึ้นตาม the Community Customs Code

ประกอบด้วยผู้แทนประเทศสมาชิก เพื่อช่วยเหลือการทำงานของคณะกรรมาธิการยุโรป ลดความแตกต่างระหว่างประเทศสมาชิกลง แต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก จนในที่สุดหากต้องเข้ากระบวนการพิจารณาของศาลยุโรป (European Court of  Justice - ECJ) ก็ต้องใช้ระยะเวลานานหลายปี

การเพิ่มจำนวนประเทศสมาชิก(Enlargement)
การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของโรมาเนียและบัลแกเรีย ทำให้ทั้งสองประเทศปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าหลายรายการให้เท่ากับของสหภาพยุโรป  ดังนั้นสหรัฐฯจึงขอชดเชยการขึ้นภาษีของสหภาพยุโรป ตาม GATT 1994 Articles XXIV:6 และXXVIII รวมทั้งการเจรจาเรื่องที่สหภาพยุโรปขยาย tariff-rate quotas ครอบคลุมโรมาเนียและบัลแกเรียด้วย

ข้อตกลงเทคโนโลยี่การสื่อสารในWTO
สหภาพยุโรปเรียกเก็บภาษีสินค้าเทคโนโลยี่การสื่อสารภายใต้ความตกลง ITA เช่น set-top boxes with communication function จอคอมพิวเตอร์ LCD และเครื่องพิมพ์ เป็นต้น อัตราใหม่สำหรับภาษีนำเข้าสหภาพยุโรปสูงถึง 14%

กฎระเบียบที่กระทบการส่งออกไวน์ของสหรัฐฯ
ในปี 2006 สหรัฐฯและสหภาพยุโรปลงนามข้อตกลงยกเลิกมาตรการกีดกันการค้าไวน์ ซึ่งการยกเลิกใช้ระยะเวลาดำเนินการยาวนานมากสำหรับไวน์ที่ผลิตในสหรัฐฯ รวมทั้งปัญหาการใช้คำว่า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ยอมรับวิธีการผลิตไวน์แบบใหม่ของสหรัฐฯ แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้มีการเจรจากันต่อไป

กล้วย
สหภาพยุโรปปรับมาตรการนำเข้ากล้วยเริ่ม 1 มค.2006 มีการใช้ tariff-rate quotas ซึ่งไม่เป็นไปตาม GATT Article I และ XIII และไม่ถือเป็น MFN ในการเปิดตลาดสำหรับผู้ผลิตและส่งออกในแต่ละประเทศ เพราะสหภาพยุโรปเรียกเก็บภาษี 176 ยูโร/ตัน แต่ยกเว้นให้ประเทศในแอฟริกา แปซิฟิค และแคริบเบียน(ACP) ในเดือน พย.2006 เอควาดอร์ได้ยื่นฟ้องสหภาพยุโรปใน WTO ผลตัดสินว่า การเก็บภาษีนำเข้าข้างต้นได้เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ผลิตกล้วยจากภูมิภาคแอฟริกา และกลุ่มประเทศแคริบเบียน ซึ่งเป็นอาณานิคมเก่าของอังกฤษ และฝรั่งเศส และจัดว่าการใช้มาตรการดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎระเบียบการค้าเสรีของ WTO คำตัดสินดังกล่าว ทำให้สหรัฐฯ และเอควาดอร์ สามารถใช้มาตรการลงโทษต่อสินค้าจาก สหภาพยุโรปได้ และสหภาพยุโรปจะต้องปรับมาตรการให้สอดคล้องกับระเบียบของ WTO ภายในเวลา 5 ปี (http://www.uswatch.in.th/laout3.php?id=1948)

การเปิดตลาดสำหรับยาจากสหรัฐฯ
ผู้ส่งออกของสหรัฐฯยังประสบปัญหาเนื่องจากกฎระเบียบของแต่ละประเทศสมาชิกเกี่ยวกับราคา ปริมาณ และการควบคุมการใช้ยาแตกต่างกัน โดยปกติชาวสหภาพยุโรปสามารถขอคืนค่ารักษาพยาบาลได้ แต่ขั้นตอนการขอคืนค่ารักษาฯดังกล่าวไม่โปร่งใส จึงมีผลกระทบการส่งออกของสหรัฐฯ นอกจากนั้น สหภาพยุโรปมีมาตรการเข้มงวดกับบริษัทยาที่จะต้องให้ข้อมูลกับผู้ใช้ยา และลดโอกาสคนไข้ให้ได้ใช้ยาที่คิดค้นใหม่ๆ และลดการค้นคว้าของบริษัทผู้ผลิตยาของสหรัฐฯและสหภาพยุโรป

แม้ว่าสหภาพยุโรปจะเป็น single market แต่แต่ละประเทศสมาชิกกำหนดราคายาแตกต่างกันมาก ทำให้กระทบการซื้อยาจำนวนมาก(bulk)ราคาถูกในประเทศสมาชิกหนึ่งแต่ขายราคาแพงในอีกประเทศสมาชิกหนึ่ง

มาตรการยาของประเทศสมาชิก
ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจำนวน 16 ประเทศที่มีปัญหาเกี่ยวกับการค้ายารักษาโรค เช่น ออสเตรียมีปัญหาความโปร่งใสการเบิกค่ารักษาพยาบาลของประชาชน เบลเยี่ยมมีปัญหาเรื่องภาษีและการกำหนดราคา รัฐบาลบัลแกเรียกำหนดกลไกการขายยาในประเทศ เป็นต้น

การนำเข้ายูเรเนียม
สหภาพยุโรปมีข้อจำกัดการนำเข้ายูเรเนียม(enriched uranium) และสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น nuclear fuel, nuclear rods  อย่างไม่มีเหตุผลเพียงพอ ตั้งแต่ปี 1992 สหภาพยุโรปจำกัดปริมาณการนำเข้าเพื่อปกป้องผู้ผลิตของสหภาพยุโรป ต่อมาในปี 1994 สหภาพยุโรปถือว่าปฏิบัติตาม Corfu Declaration แต่ไม่เคยประกาศเผยแพร่และแจ้งต่อ WTO ขณะนี้ สหรัฐฯกำลังจับตามองการเจรจาข้อตกลงเรื่องนี้ระหว่างสหภาพยุโรปกับรัสเซียว่าเป็นไปตาม WTO หรือไม่

มาตรฐาน/การตรวจสอบ/ฉลาก/หนังสือรับรอง
กฎระเบียบ มาตรฐานสินค้าและการตรวจสอบของสหภาพยุโรปเป็นอุปสรรคทางการค้าสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรของสหรัฐฯ มาตรฐานสินค้าและการตรวจสอบของสหภาพยุโรปและสหรัฐฯมีความแตกต่างกันทำให้ผู้ส่งออกสหรัฐฯต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

สหภาพยุโรปเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังมากขึ้นกับสินค้าบางรายการโดยไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เพียงพอ กฎระเบียบของสหภาพยุโรปประกอบด้วยหลายมาตรการจึงมีความซับซ้อนยุ่งยากมาก ตัวอย่างสินค้าที่ถูกกีดกัน เช่น

-   สหภาพยุโรปห้ามนำเข้าสัตว์ปีกที่ล้างทำความสะอาดโดยวิธี anti-microbial treatment(AMT)จากสหรัฐฯ เป็นเวลา 10 ปีแล้ว แม้ว่า European Food Safety Agency จะพบว่า AMT เป็นวิธีที่ปลอดภัย

-    ผู้ส่งออกสหรัฐฯได้รับความเสียหายจากการที่สหภาพยุโรปห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรเทคโนโลยี่ทางชีวภาพ(GMO)ชนิดใหม่หรือชนิดเดิมที่สหภาพยุโรปอนุญาติ(แต่รัฐบาลประเทศสมาชิกบางประเทศไม่อนุญาติ) สหรัฐฯชนะกรณีนี้ใน WTO

-    ผู้ผลิตสารเคมีและผู้ใช้สารเคมีในการผลิตสินค้าในสหรัฐฯ ประสบปัญหายุ่งยากและค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นจากมาตรการ REACH ของสหภาพยุโรป

มาตรฐานสินค้า
มาตรฐานสินค้าของสหภาพยุโรปเป็นอุปสรรคทางการค้าอย่างยิ่งแก่ผู้ส่งออกสหรัฐฯ ในแต่ละประเทศสมาชิกยังมีมาตรฐานสินค้าที่แตกต่างกันทำให้เกิดความยุ่งยากและเพิ่มค่าใช้จ่ายแก่ผู้ส่งออกสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินงาน ความรับผิดชอบและความไม่โปร่งใสของหน่วยงานของสหภาพยุโรป เช่น

- Pressure Equipment
สหภาพยุโรปเคยยอมรับ US. ASME Code แต่ต่อมาในปี 2002 สหภาพยุโรปได้ออกระเบียบใหม่ กำหนดมาตรฐานเครื่องจักรในโรงงาน(EU  Pressure Equipment Directive:PED) ซึ่งไม่ยอมรับ US.ASME Code  ความแตกต่างระหว่าง US. ASME Code และข้อกำหนดมาตรฐานใน PED มีเพียงเล็กน้อย แต่ทำให้ผู้ส่งออกสหรัฐฯเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการขอรับ European Approval of Material หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือต้องได้รับ Particular Material Appraisal

- สหภาพยุโรปได้ริเริ่ม Ecological-labeling ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ส่งออกสหรัฐฯเสียเปรียบทางการค้าจากข้อกำหนดในการติดฉลากนี้ ตัวอย่างสินค้า เช่น กระดาษ สหรัฐฯเห็นว่าควรให้ความร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา

สินค้าเกษตรเทคโนโลยี่ทางชีวภาพ(agricultural biotechnology products)
ตั้งแต่ปี 1998 สหภาพยุโรปห้ามสินค้าเกษตรเทคโนโลยี่ทางชีวภาพ ทำให้สหรัฐฯได้ยื่นฟ้องใน WTO ในปี 2003 และชนะ ในปี 2006 โดยสหภาพยุโรปต้องปฏิบัติตามภายใน 1 ปี และขยายเวลาจนถึง 11 มค.2008

ประเทศสมาชิกบางประเทศมีมาตรการ  safeguard สินค้าเกษตรเทคโนโลยี่ทางชีวภาพบางรายการ ที่สหภาพยุโรปได้อนุญาติการค้าสินค้ารายการนั้นไว้แล้ว เช่น

- European Court of Justiceได้ตัดสินว่าให้ออสเตรียห้ามขายสินค้า biotechnology maize ได้ โดยการตัดสินไม่มีการพิจารณาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

- ในปี 2007 เยอรมัน ban สินค้า MN810 แต่ต่อมาได้ยกเลิกไป

- ในปี 2008 ฝรั่งเศส ban สินค้า MN810 เป็นการชั่วคราว สหภาพยุโรปใช้เวลานานมากในการในปรับตัว และอนุญาติให้ขายสินค้าเกษตรเทคโนโลยี่ทางชีวภาพในสหภาพยุโรป ซึ่งการใช้ระยะที่ยาวนานนี้ได้ก่อปัญหาให้แก่ผู้ผลิตของสหรัฐฯอย่างมาก

ข้าว
สหรัฐฯและสหภาพยุโรปห้ามขายข้าวที่มี LL061 แต่ต่อมาได้มีการค้นพบว่าไม่มีอันตรายต่อสุขภาพจึงให้ขายได้ในสหรัฐฯ ส่วนในสหภาพยุโรป DG SANCO ได้ออกระบียบให้มีการตรวจหา LL061 ข้าวในตลาดสหภาพยุโรป ปรากฏว่าพบในข้าวและอาหารแปรรูปจากข้าวที่นำเข้าจากสหรัฐฯ จึงห้ามการนำเข้าสินค้าล๊อตนั้น โดยสั่งให้นำไปทำลาย นอกจากนี้ สหภาพยุโรปมีมาตรการ tariff-quota โดยจัดสรรการนำเข้าจากประเทศอื่นๆ(ที่ไม่ใช่สหรัฐฯ)จำนวน 13,000 ตัน สหรัฐฯได้พยายามเจรจารับรองว่าจะไม่มีการส่งออกข้าวที่มี  LL061 สหภาพยุโรปจึงยอมที่จะไม่ตรวจสอบหา LL061 เมื่อนำเข้าข้าวจากสหรัฐฯมาถึงที่ท่าเรือ

- Co-existence เป็นกฎหมายที่ออกในประเทศสมาชิก ได้แก่ สเปน เดนมาร์ก เยอรมัน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และออสเตรีย เพื่อติดตามควบคุมและรายงานการปลูกพืช biotechnology ซึ่งกฎหมายดังกล่าวในแต่ละประเทศสมาชิกก็มีความแตกต่างกันมาก สหภาพยุโรปอาจจะเข้าไปทักท้วงประเทศสมาชิกหากมีข้อแตกต่างไปจากกฎหมายกลางของสหภาพยุโรป แต่ก็ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนในการดำเนินการ

- การตรวจสอบการผลิตและติดฉลาก(Traceablity and Labeling) สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายให้มีการตรวจสอบการผลิตและติดฉลากสินค้าเกษตรเทคโนโลยี่ทางชีวภาพ กำหนดให้ต้องแจ้งข้อมูลตลอดสายการผลิตสินค้ารวมทั้งสินค้าที่ใช้สินค้าเกษตรเทคโนโลยี่ทางชีวภาพเป็นส่วนประกอบด้วย โดยจะต้องเก็บข้อมูลเพื่อการตรวจสอบได้เป็นระยะเวลา 5 ปี กฎหมายนี้ควบคุมการติดฉลากว่ามีความแตกต่างจากสินเกษตรที่ไม่ใช่สินค้าเกษตรเทคโนโลยี่ทางชีวภาพอย่างไร มีสารอาหาร วิธีการใช้และผลต่อสุขภาพอย่างไร

ในบางกรณี มาตรการดังกล่าวมีผลต่อการเปิดตลาดของสหภาพยุโรปอย่างมาก เพราะขาดบทสรุปที่ชัดเจน

การห้ามขายเนื้อสัตว์ที่ถูกเลี้ยงโดย Growth-Promoting Hormones
ตั้งแต่เมื่อประมาณปี 1980 สหภาพยุโรปห้ามการขายเนื้อสัตว์ที่ถูกเลี้ยงโดย Growth-Promoting Hormones ในขณะที่ในสหรัฐฯอนุญาติให้ขายได้ ดังนั้น สหภาพยุโรปจึงห้ามการนำเข้าเนื้อวัวจาก สหรัฐฯ ต่อมาในปี 1996 สหรัฐฯได้ยื่นฟ้องใน WTO  ซึ่งมีผลตัดสินปี 1999 ว่าการห้ามขายดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อตกลง SPS   เพราะไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และให้สิทธิ์สหรัฐฯได้รับการsantionเป็นการชดเชย โดยเก็บภาษีนำเข้าเนื้อสัตว์จากสหภาพยุโรป 100% จากมูลค่าการนำเข้า 116.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เมื่อกันยายน 2003 สหภาพยุโรปได้ปรับแก้กฎหมายห้ามใช้ hormone estradiol-17β รวมทั้ง hormones อีก 5 ชนิดที่สหภาพยุโรปได้ห้ามไว้ในกฎหมายฉบับก่อน ซึ่งสหรัฐฯเห็นว่าไม่เป็นไปตามคำตัดสินของ WTO สหรัฐฯจะขอใช้การ sanction ต่อไป คาดว่าจะมีผลการตัดสินจาก  WTO ในต้นปี 2008

สินค้าที่ได้มาจากสัตว์(Animal By-Products)
สหภาพยุโรปได้ออก EC Regulation 1774/2002 ว่าสินค้าที่ได้มาจากสัตว์บางรายการไม่เหมาะแก่การบริโภค ทำให้มีผลกระทบต่อสินค้าดังกล่าวที่ส่งออกจากสหรัฐฯมูลค่าประมาณ 110 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าที่ถูกกระทบมากที่สุดได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง และtallow กฎหมายฉบับนี้ไม่มีความชัดเจนลักษณะของสินค้า แม้ว่าต่อมาสหภาพยุโรปจะได้มีการปรับแก้ไขกฎหมายฉบับนี้หลายครั้ง แต่ยังเป็นปัญหาต่อการส่งออกของสหรัฐฯอยู่มาก ซึ่งสหรัฐฯยังต้องพยายามหาทางแก้ไขต่อไป

เนื้อสัตว์ปีก
สหภาพยุโรปห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากสหรัฐฯตั้งแต่ 1 เมย.1997 เพราะเนื้อสัตว์ปีกจากสหรัฐฯใช้วิธีการล้างแบบที่เรียกว่า low concentration pathogen reducing treatment(PRTs)  เช่น ใช้คลอรีน ต่อมาเมื่อธันวาคม 2005  EFSA ศึกษาวิจัยแล้วพบว่า PRTs เป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เมื่อกุมภาพันธ์ 2006 สหภาพยุโรปได้มีร่างกฎหมายว่าอนุญาติให้ใช้  PRTs ได้สำหรับเนื้อสัตว์ปีกที่ขายในตลาดสหภาพยุโรป แต่ห้ามวิธี PRTs ซ้ำทันทีหลังจาก PRTs ไปแล้ว ซึ่งการห้ามนี้ ก็ยังคงเป็นปัญหากับผู้ส่งออกสหรัฐฯต่อไป ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกเก็บไว้นานกว่า 18 เดือนโดยไม่มีการประกาศใช้ ล่าสุด เมื่อปลายปี 2007 สหภาพยุโรปออกกฎหมายว่าจะให้มีการศึกษาวิจัย PRTs ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร แต่ไม่เกี่ยวกับความปลอดภัยของ PRTs ต่อผู้บริโภคและการส่งออกของสหรัฐฯ

ในการประชุม Transatlantic Economic Council เมื่อเดือน พย.2007 สหภาพยุโรปรับปากว่าจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาแก้ไขต่อไป

มาตรการของประเทศสมาชิก

ฟินแลนด์และสวีเดน
สหภาพยุโรปอนุญาตให้ฟินแลนด์และสวีเดนมีมาตรการที่เข้มงวดกว่าประเทศสมาชิกอื่นในการควบคุมห้ามอาหารที่มี  salmonella และเขตกักกันสัตว์มีชีวิตที่นำเข้าจากประเทศที่สาม และต้องมีหนังสือรับรองประกอบการนำเข้า

โรมาเนียและบัลแกเรีย
สหภาพยุโรปอนุญาตให้โรมาเนียและบัลแกเรียมีระยะเวลาในการปรับปรุงขั้นตอนการผลิตเนื้อสัตว์ในประเทศจนถึงปี 2009 ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป แต่การนำเข้าจากประเทศที่สามต้องเป็นไปข้อกำหนดนั้นทันที ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับ national treatment การปรับเปลี่ยนนี้ ก่อให้เกิดปัญหาการส่งออกไก่ย่างแช่แข็งของสหรัฐฯไปยังโรมาเนีย

Mycotoxins
สหภาพยุโรปได้กำหนดปริมาณสูงสุดของสาร mycotoxin ที่มีได้ในอาหาร เช่น  cereals ผลไม้ และถั่วต่างๆ แต่มีอาหารหลายประเภทที่ปริมาณดังกล่าวยังต่ำกว่าปริมาณสูงสุดที่สหรัฐฯ กำหนด ดังนั้น สหรัฐฯได้พยายามร่วมมือกับผู้ผลิตในสหรัฐฯ เพื่อให้สหภาพยุโรปยอมรับมาตรฐานเดียวกัน และหาทางร่วมมือในระดับนานาชาติภายใต้ CODEX ในปัจจุบันสหภาพยุโรปได้ห้ามการนำเข้าอัลมอนด์จากสหรัฐฯเนื่องจากพบ  alfataxin เกินปริมาณที่กำหนด

เครื่องสำอาง
สหภาพยุโรปห้ามนำเข้าเครื่องสำอางที่ทดลองใช้กับสัตว์ สหรัฐฯจึงได้ร่วมมือกับสหภาพยุโรปเริ่มโครงการพัฒนาวิจัยหาวิธีทางเลือกอื่นแทนที่การทดลองใช้กับสัตว์ เพื่อลดผลกระทบทางการค้ากับเครื่องสำอางจากสหรัฐฯที่จะส่งออกมายังสหภาพยุโรป

WEEE and RoHS
สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการขยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและสารอันตรายในเครื่องใช้ไฟฟ้า (The Waste Electrical and Electronic Equipment: WEEE and The Restriction of the Use of Certain Hazardous Substances in Electrical and Electronic Equipment: RoHS) เพื่อการจัดการเก็บขยะ การนำกลับมาใช้ใหม่ และระวังสารอันตราย เช่น ตะกั่ว แคดเมี่ยม

ตั้งแต่สค. 2005 ภายใต้กฎหมาย WEEE ผู้ผลิตจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ และการนำกลับมาใช้ใหม่สำหรับสินค้าใหม่ของตน ผู้ผลิตสินค้าเก่าต้องรับผิดชอบตามส่วนแบ่งตลาด ซึ่งคาดว่าแต่ละบ้านจะมีขยะเครื่องใช้ไฟฟ้าปริมาณ 4 กิโลกรัมต่อปี  ในขณะที่ RoSH ห้ามใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสารอันตรายเกินกว่าที่กำหนด ทำให้ผู้ผลิตของสหรัฐฯมีปัญหาในการผลิต เนื่องจากความไม่ชัดเจนของกฎหมาย และแต่ละประเทศสมาชิกก็มีความแตกต่างกัน

สินค้าใช้พลังงาน
เมื่อ 11 สค.2005 สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายเพื่อส่งเสริมการออกแบบสินค้าให้รักษาสิ่งแวดล้อม(ecological design for energy using products:EuP)  และหากกฎหมายนี้มีผลบังคับจริง จะครอบคลุมสินค้าหลายรายการ เช่น โคมไฟ อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องทำความร้อน โดยจะมี CE marking สำหรับสินค้าที่ตรงตามข้อกำหนด ซึ่งภาคอุตสาหกรรมกังวลผลกระทบจากกฎหมายนี้ในเรื่อง recycle และความยืดหยุ่นในการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการวิจัยพัฒนาสินค้า

Metric-Only Directive
สหภาพยุโรปกำหนดให้ใช้มาตรา metric เท่านั้นสำหรับสินค้าที่ขายในตลาดสหภาพยุโรปเริ่มตั้งแต่ 1 มค. 2010 โดยต้องใช้กับฉลาก บรรจุภัณฑ์ การโฆษณา แคตาล๊อค คู่มือและวิธีการใช้สินค้า ซึ่งการกำหนดให้ใช้เฉพาะมาตรา metric นี้ขัดกับกฎหมายของสหรัฐฯ สหรัฐฯจึงขอให้ปรับกฎหมายให้ยอมรับมาตราการวัดแบบสากลอื่นๆด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาสหภาพยุโรป

การเร่งรัดการลดมลพิษ(Acceleration of the Phase-Outs of Ozone Depleting Substances and Green house Gases
เมื่อ พค.2006 สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงานที่ทำให้เกิด fluorinated gases(f-gases) สำหรับเครื่องมือเครื่องจักร และ hydrofluorocarbons(HFCs)ในเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ กฎหมายนี้มีผลกระทบต่อผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และสารเคมีรถยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ของสหรัฐฯ โดยในส่วนที่เกี่ยวกับ HFCs จะเริ่มในปี 2011 และห้ามอย่างเด็ดขาดในปี 2017 และอนุญาติให้ประเทศสมาชิกให้มีมาตรการที่เข้มงวดกว่ามาตรการที่เป็นส่วนกลางของสหภาพยุโรปได้

การจัดซื้อของรัฐบาล(Government Procurement)
ตามกฎหมาย Utilities Directive(2004/17) ของสหภาพยุโรปกำหนดให้การจัดซื้อของรัฐบาล เช่น น้ำ การขนส่ง พลังงานและบริการไปรษณีย์จากการประมูล แต่ต้องมีส่วนประกอบที่ผลิตในสหภาพยุโรปไม่น้อยกว่า 50% ซึ่งถือว่าไม่เป็นไปตาม ข้อตกลง สากล ปัญหาอีกประการของผู้ขายของสหรัฐฯ คือ ไม่สามารถหาข้อมูลที่เกี่ยวกับการจัดซื้อของภาครัฐฯของแต่ละประเทศสมาชิกได้ จึงเป็นการยากที่จะยื่นข้อเสนอขายหรือเข้าร่วมโครงการจัดซื้อของภาครัฐของสหภาพยุโรปได้ ซึ่งในแต่ละประเทศสมาชิกก็ยังมีปัญหาที่แตกต่างกันไปในรายละเอียด

มาตรการอุดหนุน

Airbus
ในเวลาหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลของประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน สเปนและสหราชชอาณาจักรได้ให้การอุดหนุนช่วยเหลือบริษัท Airbus ในหลายๆรูปแบบในด้านต่างๆ โดยคิดเป็นมูลค่าตั้งแต่ 33%-100% ของต้นทุนค่าใช้จ่าย  เช่น การจัดการด้านการเงินและสินทรัพย์  การตลาด การจัดซื้อโดยภาครัฐ การศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบหรือสร้างเครื่องบิน สหภาพยุโรปให้เงินจำนวนหลายร้อยล้านยูโร แก่ Airbus และยังมีเงินจำนวน 751 ล้านยูโร ที่ City of Hamburg ให้โรงงานสำหรับสร้าง A380 “superjumbo” และฝรั่งเศสให้ AeroConstellation site มูลค่า 182 ล้านยูโร

Airbus SAS เติบโตมาจาก Airbus Consortium เดิมที่ Europeam Aeronautic Defense and Space Company(EADS)เป็นเจ้าของ Airbus เป็นบริษัทผลิตเครื่องบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

สหรัฐฯยังคงพยายามหาทางเจรจาเพื่อให้สหภาพยุโรปยุติการอุดหนุน Airbus แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่ประสบผลสำเร็จและสหรัฐฯได้เคยยื่นขอหารือใน WTO มาแล้วก็ตามเมื่อปี 2005

ผลไม้กระป๋อง
มีการจัดตั้ง  EU Common Market Organization(CMO) ขึ้นเมื่อวันที่ 1 มค.2008 เพื่อควบคุมดูแลผลไม้สดและผ่านการแปรรูปและผลักดัน Producer Organizations(POs) ให้เป็นแกนนำการส่งเสริมการขายและการตลาด และแม้ว่าสหภาพยุโรปจะยุติการอุดหนุนการส่งออกและหลังจากใช้เวลาปรับตัว(transitional period)ครบ 5 ปีแล้วสหภาพยุโรปจะลดการให้อุดหนุนอุตสาหกรรมนี้ให้เหลือน้อยที่สุด

เมื่อปี 1985 สหรัฐฯและสหภาพยุโรปได้มีข้อตกลงเรื่องการให้การอุดหนุนผลไม้แปรรูป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตพีชของสหภาพยุโรปยังคงได้รับการอุดหนุน

การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property Rights (IPR) Protection
บทนำ
เมื่อมิย.2006 สหรัฐฯและสหภาพยุโรปได้ประชุมและมีข้อตกลง Anticounterfeiting Trade Agreement(ACTA) เพื่อร่วมมือกันปกป้อง IPR ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่สหรัฐฯได้ยกประเด็นปัญหาในเรื่อง IPR ของแต่ละประเทศสมาชิก ผ่านทางกระบวนการกฎหมาย U.S. Special 301 และ WTO dispute settlement เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์เครื่องจักรที่ถูกส่งไปขายตามชายแดนประเทศ Czech

สิทธิบัตร
แม้ว่าการจดสิทธิบัตรในสหภาพยุโรปจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงแล้ว แต่ก็ยังถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นและสหรัฐฯ ค่าใช้จ่ายต่างๆได้แก่ ค่าธรรมเนียม ค่าประกัน และค่ารักษาสภาพ และในบางประเทศสมาชิก เช่น โปรตุเกสและฮังการี โดยกระทรวงสาธารณสุขอนุญาติให้ผลิตยาลอกเลียนแบบขายได้

การป้องกันข้อมูล(Data Exclusivity)
สหรัฐฯเห็นว่าน่าจะมีการปรับปรุงระบบคุ้มครองข้อมูลโดยเฉพาะระบบที่ใช้ประเทศสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะข้อมูลการตลาดสำหรับยา สารเคมีที่ใช้ทางการเกษตร ตามที่ระบุใน article 39.3 ของข้อตกลง TRIPS

สิทธิบัตรสินค้าเทคโนโลยี่ทางชีวภาพ
EU Directive(98/44) กำหนดการคุ้มครองสิทธิบัตรสินค้าเทคโนโลยี่ทางชีวภาพและให้กฎหมายแต่ละประเทศสมาชิกปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็ยังมีบางประเทศสมาชิกที่ยังมีส่วนแตกต่างจากกฎหมายนี้ ซึ่งสหภาพยุโรปได้เริ่มฟ้องต่อศาลของสหภาพยุโรป แล้ว

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(Geographical Indications : GIs)
สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายคุ้มครอง GIs สำหรับ ไวน์ สินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการ ซึ่งสหรัฐฯยังกังวลว่าเป็นไปตาม TRIPS หรือไม่ สหรัฐฯจึงได้ยื่นฟ้องสหภาพยุโรป เรื่อง สินค้าอาหารใน WTO ซึ่งในปี 2005 Panel มีผลตัดสินว่า สหภาพยุโรปไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โดยปฏิบัติต่อผู้ผลิตสินค้าของประเทศอื่นแตกต่างจากผู้ผลิตของตน และไม่สามารถคุ้มครองเครื่องหมายทางการค้าตามที่กำหนดใน TRIPS สหภาพยุโรปจึงได้แก้ไข GIs regulation ตามคำตัดสินของ WTO แต่สหภาพยุโรปยังไม่แก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับ national treatment

มาตรการกีดกันสินค้าบริการ
สหรัฐฯพบปัญหาการกีดกันการค้าสินค้าบริการในสหภาพยุโรป เช่น
- การเผยแพร่ทางวิทยุและโทรทัศน์
EU Broadcast Directive กำหนดให้เฉพาะรายการส่วนใหญ่ที่ผลิตในสหภาพยุโรปใช้เวลาเกือบทั้งหมดของการเผยแพร่ทางโทรทัศน์
ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหลายประเทศมีกฎหมายแตกต่างกัน และมีการห้ามการเผยแพร่บางรายการโทรทัศน์ และภาพยนตร์บางเรื่อง

- ไปรษณีย์
มีการผูกขาดการให้บริการไปรษณีย์ในประเทศสมาชิกหลายประเทศ

- การให้บริการคำปรึกษา(Professional Services)
กฎหมายของแต่ละประเทศสมาชิกจะอนุญาติให้ประกอบธุรกิจด้านนี้ได้ในประเทศ แต่ก็มีข้อกำหนดที่จะเป็นอุปสรรคไม่ให้ต่างชาติเข้ามาให้บริการในประเทศได้

-การสื่อสารโทรคมนาคม

- รัฐบาลของไซปรัสขอให้สหภาพยุโรปอนุญาตให้ปกป้องควบคุมตลาดก๊าซธรรมชาติในประเทศ

 
การลงทุน
บทนำ

คณะกรรมาธิการยุโรปส่งเสริมให้มีการลงทุนในระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน โดยแต่ละประเทศสมาชิกได้มีข้อตกลงทวิภาคีในกรอบเรื่องการปกป้องการลงทุน(investment protection) ภาษี และความรับผิดชอบของผุ้ลงทุน แต่บริษัทของสหรัฐฯได้รับผลกระทบจากกฎหมายของประเทศสมาชิกมากกว่ากฎหมายกลางและนโยบายของสหภาพยุโรป

ภายใต้สนธิสัญญา Maastricht ปี2003 เปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนในสหภาพยุโรปและได้ยกเลิกการควบคุมเงินทุนระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน และระหว่างประเทศสมาชิกกับประเทศที่สาม แต่ยังมีประเทศสมาชิกบางประเทศที่มีกฎหมายขัดกับกฎหมายกลางของสหภาพยุโรป เช่น

-  การลงทุนจากประเทศที่สามต้องได้รับอนุญาติจากทั้งสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก

-  กฎหมายของสหภาพยุโรป มีข้อกำหนดเรื่องเงินปันผลจากหุ้นในแต่ละภาคอุตสาหกรรมแตกต่างกัน

-  รัฐบาลของประเทศสมาชิกควบคุมการจัดตั้งสาขาการให้บริการด้านการเงิน
สหรัฐฯต้องการให้สหภาพยุโรปปฏิบัติต่อผู้ลงทุนต่างชาติเช่นเดียวกับผู้ลงทุนของสหภาพยุโรป(national treatment) เช่น กฎหมายการก่อตั้งบริษัทของแต่ละประเทศสมาชิกจะต้องจะได้รับ national treatment โดยไม่ขึ้นกับสัญชาติของผู้ก่อตั้ง

ELECTRONIC COMMERCE
สหรัฐฯมีข้อกังวลถึงปัญหาการเก็บความลับของข้อมูล(data privacy) และความรับผิดชอบของผู้ประกอบการทาง Internet ในสหภาพยุโรป

Data Privacy

EU Data Protection Directive (1995/46) ให้มีการส่งข้อมูลระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศที่สามได้ หากสหภาพยุโรปได้ยอมรับแล้วว่าประเทศนั้นสามารถปกป้องข้อมูลได้ตามกฎหมายของประเทศนั้นหรือในระดับสากล แต่กำหนดให้บริษัทอเมริกันสามารถรับส่งข้อมูลได้เฉพาะข้อมูลของลูกจ้างและลูกค้าเท่านั้น ทำให้บริษัทอเมริกันที่ต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลประสบปัญหาความยุ่งยาก

สหรัฐฯต้องการให้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกผ่อนปรนข้อกำหนดใน Data Protection Directive เพื่อลดปัญหาการรับส่งข้อมูลกับสหรัฐฯ และแจ้งให้สหรัฐฯทราบหากมีระเบียบข้อปฏิบัติที่ส่งผลต่อการรับส่งข้อมูลของสหรัฐฯ

Brussels Regulation
เมื่อวันที่ 22 ธค.2000 สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายชื่อ Brussels Regulation ที่อนุญาติให้ผู้บริโภคของประเทศสมาชิกฟ้องบริษัทที่เผยแพร่ทาง Internet ในประเทศของตน ต่อศาลในประเทศของตนได้ ดังนั้นจึงถือว่ามีความเสี่ยงที่บริษัทต่างๆที่ทำธุรกิจทาง Internet ในสหภาพยุโรปอาจจะถูกฟ้องในทุกประเทศสมาชิกหากผิดกฎหมาย

 

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. "คลินิกศุลกากร" ช่วยธุรกิจแก้ปัญหาศุลกากร
  2. Designing your packaging for European Markets: Be Sustainable
  3. EU กำหนดค่าตกค้างสูงสุดของยารักษาโรคสัตว์บางรายการในอาหารเพื่อการบริโภค
  4. EU กำหนดชนิดของยาฆ่าแมลงภายใต้การสุ่มตรวจเข้ม 50% สินค้าผักนำเข้าจากไทย
  5. EU กำหนดเอกสารรับรองสำหรับหอยมีชีวิตและปลามีชีวิตที่ได้จากการเพาะเลี้ยง
host by colorpack.net