|
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2551 รัสเซียได้ออกกฎหมายว่าด้วยการลงทุนในภาคยุทธศาสตร์ของระบบเศรษฐกิจรัสเซีย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ได้สรุปสาระสำคัญของกฏหมายดังกล่าว และผลที่อาจมีต่อนักธุรกิจและนักลงทุนไทย ดังนี้
วัตถุประสงค์ของร่างกฎหมายฯ คือเพื่อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศในวิสาหกิจ 42 ประเภทที่ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งได้แก่ นิวเคลียร์ อาวุธ การรักษาความปลอดภัยของสายการบิน เครื่องบิน อวกาศ วิทยุ โทรทัศน์ ประมงและอาหารทะเล โทรคมนาคม แร่ธาตุที่ใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ แร่ธาตุอื่น ๆ สื่อมวลชน โรงพิมพ์ขนาดใหญ่ และทรัพยากรธรรมชาติ
ในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติ ได้ครอบคลุมถึงแหล่งทรัพยากรนอกชายฝั่ง และแหล่งสำรองของน้ำมันมากกว่า 70 ล้านตัน ก๊าซธรรมชาติมากกว่า 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ทองคำมากกว่า 50 ตัน และทองแดงมากกว่า 5 แสนตัน
นักลงทุนจากต่างประเทศที่ประสงค์จะเป็นเจ้าของเกินกว่า 50 % ของกิจการใดในสาขาดังกล่าวข้างต้น ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมาธิการ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัสเซีย และสำหรับนักลงทุนที่เป็นรัฐวิสาหกิจต่างชาติ จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมาธิการ หากประสงค์จะเป็นเจ้าของเกินกว่า 25 % ของกิจการใดในสาขาดังกล่าว
กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง กล่าวคือไม่ได้ใช้บังคับกับนักลงทุนต่างชาติที่ครอบครองเกิน 50% ของกิจการดังกล่าวแล้วในปัจจุบัน
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโกขอรายงานความเห็นและข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้
1. ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการขยายสาขากิจการที่ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ เนื่องจากกฎหมายเดิม ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 ได้จำกัดขอบเขตเฉพาะสาขาพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมองว่า การออกกฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่เพียงแต่ปกป้องกิจการยุทธศาสตร์เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงของประเทศเท่านั้น แต่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่รัฐในการครอบครองกิจการขนาดใหญ่ที่สร้างกำไรมหาศาล กอปรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับการลงทุนจากต่างประเทศขนาดใหญ่หลายราย โดยเฉพาะ Shell, Mitsubishi และ Mitsui ได้ถูกบังคับขายหุ้นในโครงการ Sakhalin-2 ทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความลังเลใจว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมสาขาของกิจการที่เป็นยุทธศาสตร์ในภายหลัง ซึ่งได้เกิดขึ้นจริง
2. อย่างไรก็ตาม รัสเซียก็ยังคงเป็นประเทศที่น่าลงทุนในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจาก (1) ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ (2) มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 2 สมัยของประธานาธิบดีปูติน อัตราเติบโตเฉลี่ยถึง 7% และ (3) รัสเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการเติบโตของของชนชั้นกลางที่มีอำนาจซื้อ ซึ่งเป็นที่รองรับ niche investment
3. นักลงทุนต่างชาติมีข้อสรุปเกี่ยวกับการลงทุนในรัสเซียว่า (1) ความเสี่ยงของการลงทุนในรัสเซียจะขึ้นอยู่ขนาดของธุรกิจ กล่าวคือ ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามขนาดของการลงทุน (2) นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนระยะยาวควรจะมีหุ้นส่วนที่เป็นคนท้องถิ่น ซึ่งมี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเข้าใจระบบและข้อมูลของรัสเซียเป็นอย่างดี ทำให้การลงทุนราบรื่นและมีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากกว่าการไม่มีหุ้นส่วนชาวรัสเซีย และ (3) การลงทุนในภาคการบริโภค โดยเฉพาะกิจการขายปลีกจะมีศักยภาพเติบโตอย่างมาก (4) โอกาสของการลงทุนในรัสเซียน่าจะมีมากขึ้นตามลำดับจากการที่รัสเซียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกภายหลังการเข้าเป็นสมาชิก WTO ซึ่งคาดว่าจะเป็นปลายปีนี้
4. นอกเหนือจากกิจการที่รัสเซียถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งจำกัดการลงทุนจากต่างชาติแล้ว สถานเอกอัครราชทูตฯ มีความเห็นว่า ยังมีกิจการอีกมากมายที่มีลู่ทางน่าลงทุนสำหรับนักลงทุนไทย และไม่ได้เป็นกิจการที่รัฐบาลรัสเซียต้องการลงทุนเอง ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ การก่อสร้าง ร้านอาหารและสปา
5. สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอเรียนข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในรัสเซียของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ซึ่งเป็นรูปแบบการลงทุนที่น่าสนใจ กล่าวคือ CP ได้เข้ามาดำเนินกิจการการผลิตอาหาร โดยเริ่มต้นจากการตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์และขยายพันธุ์สุกรในเขตมอสโก เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีทุนจดทะเบียนถึง 900 ล้านรูเบิล โดย CP ลงทุน 100% และไม่มีหุ้นส่วนชาวรัสเซีย เนื่องจากเป็นนโยบายของบริษัทฯ ที่ไม่ต้องการมีผู้ร่วมลงทุน แต่ปัจจัยที่ทำให้การลงทุนราบรื่นแม้ว่าจะไม่มีหุ้นส่วนชาวรัสเซีย ได้แก่ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับภาครัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่นและเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางสังคมของท้องถิ่น รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ของบริษัทในฐานะเป็นผู้ผลิตอาหารที่มีคุณภาพที่ช่วยให้คนรัสเซียมีชีวิตยืนยาว มากกว่าที่จะเป็นบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของคนท้องถิ่น นอกจากนี้ CP ให้ประชาชนระดับรากหญ้าเข้ามามีส่วนร่วมโดยวิธีการ Contract Farming ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ร่วมโครงการได้อย่างเพียงพอและยั่งยืน ทำให้ได้รับการยอมรับจากภาครัฐและประชาชนในท้องถิ่น ในขณะเดียวกัน CPก็ได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากการที่รัสเซียเป็นประเทศนำเข้าอาหารถึงร้อยละ 70 นับเป็นตลาดที่น่าลงทุนมากที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับ CP ขณะนี้ CP มีนโยบายจะขยายการผลิตในระบบ Contract Farming ไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของรัสเซีย โดยในชั้นนี้จะเริ่มโครงการกับเกษตรกร 2 รายในมณฑล Kaluga เพื่อเป็นโครงการสาธิต และนำร่องให้เกษตรกรรายอื่น ๆ ต่อไป
|