|
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2550 ที่ประชุมสภายุโรปเต็มคณะได้ลงมติเห็นชอบร่างระเบียบการรวมสาขาการบินไว้ในระบบการซื้อ-ขายสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (EU Emission Trading Scheme) ให้มีผลบังคับใช้กับสายการบินของยุโรปและสายการบินจากประเทศอื่นพร้อมกันในปี 2554 ซึ่งต้องรอฟังผลต่อไปว่าคณะมนตรีสหภาพยุโรปจะพิจารณาอย่างไร ก่อนที่ร่างระเบียบจะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์
ในระหว่างการพิจารณาร่างระเบียบครั้งแรก (First reading) สภายุโรปได้ลงมติเห็นชอบโดยมีประเด็นที่มีความเข้มงวดต่างจากร่างที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการยุโรป (DG Environment) เมื่อเดือน ธ.ค. 2549 ดังนี้
- เริ่มใช้ระเบียบนี้กับทุกสายการบินที่บินเข้า-ออกสนามบินใน EUทั้งหมดในปี 2554
- จำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซต่อปีที่สัดส่วน 90% ของอัตราเฉลี่ยของปริมาณการปล่อยก๊าซในช่วง ปี 2547-2549
- อย่างน้อย 25% ของโควต้าการปล่อยก๊าซดังกล่าวข้างต้นจะนำไปเปิดประมูลให้กับสายการบิน (มากกว่าที่คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดไว้ที่ 10%) ซึ่งสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกในปี 2555 เพื่อให้สอดคล้องกับการลดปริมาณปล่อยก๊าซจากภาคขนส่งอื่นๆ ในระบบ ETS ซึ่งสมาชิกสภายุโรปหวังว่ารายได้จากการประมูลจะนำไปใช้ในการบรรเทาผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจก และเป็นเงินสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนา ตลอดจนเป็นเงินช่วยเหลือสำหรับการลดภาษีที่เรียกเก็บจากการขนส่งแบบอื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เช่น รถไฟและรถประจำทาง
- เพิ่ม efficiency clause กำหนดสิทธิของสายการบินในการซื้อสิทธิการปล่อยก๊าซจากภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ หรือสิทธิจากการซื้อเครดิตจาก Clean Development Mechanism (CDM) ในประเทศกำลังพัฒนา หากว่าสายการบินได้พยายามพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว
- เครื่องบินทางการ (official flights) จะไม่ได้รับการยกเว้นจากระเบียบนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชน แต่เครื่องบินขนาดเล็กน้ำหนักน้อยกว่า 20 ตันและเครื่องบินของกองทัพ จะไม่ถูกรวมอยู่ในระบบนี้
ในขั้นต่อไปร่างระเบียบนี้จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีสหภาพยุโรป หากคณะมนตรีฯ ไม่เห็นชอบกับผลการพิจารณาของสภายุโรปยังสามารถปรับเปลี่ยนร่างระเบียบได้เพื่อส่งให้สภายุโรปพิจารณาอีกเป็นครั้งที่สอง (Second reading)
การพิจารณาร่างระเบียบในที่ประชุมสภายุโรปในครั้งนี้ เป็นการพิจารณาโดยประนีประนอมระหว่างความเห็นของคณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งพยายามลดผลกระทบจากการขนส่งทางอากาศต่อสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมาธิการด้านการขนส่งซึ่งมีข้อกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันสายการบินยุโรป จนออกมาเป็นผลการรับรองร่างมติดังกล่าว
อย่างไรก็ดี กลุ่ม NGO พิทักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น WWF เห็นว่าการลงมติในครั้งนี้ยังเป็น weak support สำหรับความพยายามของ EU ที่จะลดการปล่อยก๊าซลงให้ได้ 30% ภายในปี 2563 โดยเห็นว่าการขนส่งทางอากาศควรตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซให้เหลือเพียง 50% จากปริมาณการปล่อยก๊าซในช่วงปี 2547-2549 และเปิดประมูลการปล่อยก๊าซทั้งหมดปริมาณ 100% (มิใช่ 25%)
ในขณะเดียวกัน สมาคมผู้ประกอบการด้านการบิน เช่น Association of European Airlines (AEA), International Air Carrier Association (IACA) และ International Air Transport Association (IATA) เห็นว่าร่างระเบียบดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินและผู้โดยสาร โดย AEA เห็นว่าเป็นการเสนอร่างระเบียบโดยไม่ได้มีศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบ ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากทั้งต่อความมั่นคงด้านการเงินของสายการบินยุโรป ตลอดจนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ในขณะที่ IACA เห็นว่าร่างระเบียบนี้จะเพิ่มค่าใช้จ่ายจำนวน 11 bn ยูโรต่อปีสำหรับสายการบิน และ IATA เห็นว่าแนวทางของยุโรปที่ดำเนินการฝ่ายเดียว (Europes go-it-alone approach) เป็นการดำเนินการที่ไม่เกิดประโยชน์ โดยเห็นว่าเพียงการใช้ระบบน่านฟ้าเดียว (Single European Sky) อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ลงได้ถึง 12 ล้านตันต่อปี แต่การเสนอร่างระเบียบนี้มิได้เป็นการปรับปรุงแนวทางการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด
Related Items:
- ยุโรปเตรียมใช้ระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซจากการขนส่งทางอากาศ
- อียูเสนอแผนเก็บภาษีสายการบิน ไทยโดนด้วย
|