ควันหลงประชามติธรรมนูญยุโรปในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Tuesday, 14 June 2005

สถาบัน European Policy Centre (EPC) ได้จัดการสัมมนาในหัวข้อ “After the French and Dutch Referendum: What prospects for the Treaty?” เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2548 ณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่ออภิปรายเกี่ยวกับแนวโน้มอนาคตของสนธิสัญญาธรรมนูญยุโรป หลังจากที่ได้มีการลงประชามติที่ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ไม่ยอมรับธรรมนูญยุโรปฉบับนี้ไปแล้ว โดยได้เชิญนาย Antonio Vitorino อดีตกรรมาธิการยุโรปด้านยุติธรรมและกิจการภายในของอียู นาง Sylvie Goulard จากสถาบัน CERI ปารีส นาย Mark Kranenburg ผู้สื่อข่าวของวารสาร NEC Handelsblad นาย John Palmer ผู้อำนวยการด้านการเมืองศึกษาของสถาบัน EPC และนาง Dana Spinant บรรณาธิการของวารสาร the European Voice มาร่วมให้ข้อคิดเห็น

นาย John Palmer เห็นว่าการลงประชามติไม่ยอมรับธรรมนูญยุโรปในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์แสดงให้เห็นว่าระบบสหภาพยุโรปไม่สามารถเป็นในลักษณะ top-down ได้อีกต่อไปแล้ว และความรู้สึกร่วมกันของชาวยุโรปที่ควรหันหน้าเข้าหากัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หลังจากที่ผ่านสงครามโลกกันมาอย่างโชคโชน เริ่มจางหายและกำลังจะหมดยุคไปแล้ว และผู้นำสหภาพยุโรปคือผู้เคราะห์ร้ายจากสถานการณ์นี้ เนื่องจากทำให้ชาวยุโรปทั่วไปห่างเหินจากกระบวนการรวมตัวและการตัดสินใจของสหภาพยุโรปที่ส่วนกลางมานานแล้ว ในขณะเดียวกันแต่ละประเทศสมาชิกก็กำลังประสบปัญหาภายในประเทศ การจัดให้มีการลงประชามติจึงเปิดโอกาสให้ประชาชนออกมาแสดงความอัดอั้นตันใจและความรู้สึกทางลบที่มีต่อผู้บริหารประเทศและต่อกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่หลายฝ่ายเห็นว่าก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ผู้นำสหภาพยุโรปเห็นว่ากระบวนการลงประชามติเพื่อให้สัตยาบันธรรมนูญยุโรปในอีกหลายประเทศควรเดินหน้าต่อไป ถึงแม้ธรรมนูญยุโรปฉบับนี้จะไม่มีโอกาสได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ค่อนข้างแน่แล้วก็ตาม สำหรับในอนาคต ประเทศสมาชิกยุโรป คงต้องมาตั้งหลักกันใหม่เพื่อกำหนดจุดร่วมให้กระบวนการรวมตัวและโครงสร้างการบริหารงานของสหภาพยุโรปดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืนถาวร โดยอาจเป็นในลักษณะของคณะกรรมการเพื่อพิจารณาทุกประเด็นเกี่ยวกับธรรมนูญแบบเบ็ดเสร็จ โดยกรรมการจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อให้ชาวยุโรปเกิดจิตสำนึกของการมีส่วนร่วมและการเป็นเจ้าของตั้งแต่แรกเริ่ม

นาย Antonio Vitorino เห็นว่าจำเป็นต้องติดตามต่อไปว่าทำไมธรรมนูญยุโรปจึงไม่ได้รับความเห็นชอบจากการลงประชามติในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่ได้มีการกล่าวถึงสารัตถะของประเด็นเฉพาะในตัวบทของธรรมนูญเองเท่าใดนัก ทั้งนี้ รัฐบาลของทั้งสองประเทศควรออกมาชี้แจงในรายละเอียดว่าประชาชนของตนไม่เห็นชอบมาตราใดในธรรมนูญฉบับนี้ นอกจากนั้น ผู้นำยุโรปไม่ควรถือว่าการลงประชามติในสองประเทศดังกล่าวมีน้ำหนักมากกว่าผลการลงประชามติในประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่เหลืออยู่ ถึงแม้ธรรมนูญยุโรปฉบับนี้คงไม่สามารถมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ตามกำหนดเดิมได้แล้ว และไม่ควรให้ธรรมนูญยุโรปเป็นแพะรับบาปของปัญหาเรื้อรังภายในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และเสนอให้มีการกำหนดจุดติดต่อทางสังคมใหม่ในระดับภูมิภาคเพื่อใช้ประโยชน์จากกระแสความตื่นตัวของมหาชนในเวลานี้ให้ความรู้สึกของความเป็นชาวยุโรปเกิดขึ้นให้ได้

นาง Sylvie Goulard เห็นว่าร้อยละ 46 ของผู้ที่ลงประชามติไม่เห็นด้วยกับธรรมนูญยุโรปในฝรั่งเศสเชื่อว่าการรวมตัวของยุโรปจะนำไปสู่ปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น อีกร้อยละ 40 ไม่พอใจกับธรรมนูญทั้งฉบับ ส่วนที่เหลือต้องการให้มีการเจรจาใหม่เพื่อให้มีธรรมนูญที่ดีกว่านี้ โดยส่วนรวม ชาวฝรั่งเศสยังสนับสนุนสหภาพยุโรปแต่มีบางกลุ่มเห็นว่ายังสามารถปฏิเสธธรรมนูญฉบับนี้ได้ ดังนั้นอาจสรุปได้ว่าชาวฝรั่งเศสเห็นว่าธรรมนูญฉบับนี้มิใช่ทางออกของปัญหาต่างๆนานาในเวลานี้ กอปรกับการขยายสมาชิกภาพอย่างไม่หยุดยั้งของสหภาพยุโรป เป็นประเด็นที่ชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่ยังมีความหวาดระแวงอยู่มาก นาง Goulard เห็นว่าขณะนี้มีช่องว่างอยู่มากระหว่างสถาบันยุโรปที่บรัสเซลส์และประชาชนชาวยุโรปโดยทั่วไป สิ่งท้าท้ายต่อไปคือต้องพยายามลดช่องว่างนี้ลงให้เร็วที่สุด

การลงประชามติไม่เห็นด้วยกับธรรมนูญยุโรปในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ถือว่าเป็นวิกฤติการณ์ประชาธิปไตยยุคใหม่ของสหภาพยุโรป เนื่องจากเวลานี้ยุโรปขาดศูนย์รวมทางการเมืองระดับภูมิภาคที่เป็นที่ยอมรับของมหาชน สถาบันยุโรปจะต้องพยายามลดช่องว่างและต้องเข้าถึงประชาชนยุโรปให้ได้มากกว่านี้ และต้องพยายามเสริมสร้างค่านิยมความสำนึกของความเป็นยุโรป โดยอาจเริ่มด้วยการกำหนดแม่แบบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปิดกว้างและโปร่งใส หากการขยายสมาชิกภาพของสหภาพยุโรปซึ่งเป็นหัวใจของการรวมตัวของสหภาพยุโรป กลับสร้างกระแสต่อต้านในหลายประเทศเสียแล้วก็อาจต้องมาทบทวนพิจารณาหาทางเลือกอื่นที่จะสามารถเสริมสร้างเสถียรภาพและสันติภาพที่ยั่งยืนในยุโรปได้ ทั้งนี้ โอกาสที่ยุโรปจะรับสมาชิกใหม่เวลานี้มีน้อยมากโดยเฉพาะตุรกี การประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรปที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 17 มิถุนายน 2548 ณ กรุงบรัสเซลส์จะเป็นการประชุมที่มีความสำคัญมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหภาพยุโรป เนื่องจากผู้นำจะต้องหาทางออกและกำหนดทิศทางใหม่สำหรับสหภาพยุโรปที่จะดำเนินร่วมกันต่อไป ในขณะที่ความกดดันจากกระแสมหาชนมีสูงมาก

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Last Updated ( Friday, 10 February 2006 )
host by colorpack.net