REACH – แนวคิดและแนวปฏิบัติของภาคเอกชนในยุโรป Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Monday, 24 September 2007

เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา ศูนย์ความเป็นเลิศแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ คณะกรรมการ Responsible Care ดูแลด้วยความรับผิดชอบ กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้จัดสัมมนาเรื่อง “แนวปฏิบัติเกี่ยวกับระเบียบ REACH สำหรับผู้ประกอบการไทย” (Implication of REACH Implementation: Guidance for non-EU Exporters & SMEs) โดยเชิญนักกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทเอกชนในยุโรปมาบรรยายทำความเข้าใจเรื่องระเบียบ REACH และเน้นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญเพื่อปรับตัวรองรับระเบียบนี้ได้อย่างถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการส่งออกสารเคมีไปยังสหภาพยุโรป โดยมีมุมมองและแนวปฏิบัติที่น่าสนใจ ดังนี้

การเตรียมการรองรับระเบียบ REACH

ระเบียบ REACH (Registration, Evaluation, Authorisation and Restriction of Chemicals) ได้รับความสนใจในแวดวงนักวิชาการและภาครัฐของไทยในห้วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะภายหลังสหภาพยุโรปได้จัดทำสมุดปกขาว (White Paper) เพื่อกำหนดนโยบายด้านสารเคมีที่ก่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการรักษาสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพมนุษย์ และการส่งเสริมความสามารถในทางเศรษฐกิจ และสังคม ทั้งนี้ การดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นความร่วมมือระหว่างสามฝ่ายทั้งในแวดวงการวิจัย นักวิชาการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนในด้านการค้นคว้าข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ภาครัฐ กระทรวงต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการติดตามความเคลื่อนไหวภายในยุโรป เสนอและกำหนดแนวทางการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย

ภาพรวมเรื่อง REACH และการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้าสำคัญอย่างไร

แม้ว่าระเบียบ REACH มิได้กำหนดภาระหน้าที่โดยตรงให้แก่ผู้ประกอบการนอกสหภาพยุโรป แต่ก็มิอาจรับประกันได้ว่าผู้ประกอบการนอกสหภาพยุโรปจะไม่ประสบปัญหาในการส่งออกสารเคมีหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบไปยังสหภาพยุโรป เนื่องจากยังไม่มีความแน่นอนว่าผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปอาจผลักภาระการจดทะเบียนสารเคมีไปให้ผู้ผลิตสารเคมีภายนอก EU หรือไม่ หรืออาจเลือกนำเข้าสารเคมีจากผู้ผลิตที่มีการจดทะเบียนสารเคมีแล้วหรือไม่ ดังนั้น Mr. Jean-Philippe Montfort จากบริษัทกฎหมาย Mayer Brown ประจำกรุงบรัสเซลส์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้า (Pre-Registration) ซึ่งผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 1 ธันวาคม 2551 สำหรับสารเคมีที่จัดอยู่ในประเภท Phase-in substances กล่าวคือ สารเคมี่มีจำหน่ายใน EU ก่อนปี 2524 ซึ่งการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้าจะเป็นการส่งข้อมูลของสารเคมีบางประการให้กับหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบในเรื่อง REACH ซึ่งเรียกว่า European Chemicals Agency (ECHA) ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนสารเคมีอย่างสมบูรณ์ในระยะต่อไป โดยกำหนดการจดทะเบียนสารเคมีแบ่งเป็นช่วงเวลาต่างๆ จนถึงปี 2561 ขึ้นอยู่กับความเป็นอันตรายของสารเคมี และปริมาณ การส่งออกไปยัง EU ออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่

ช่วงที่ 1 ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2553 สารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ตั้งแต่ 1,000 ตันต่อปีขึ้นไป และสารประเภท CMR (สารก่อมะเร็ง สารที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ สารที่มีพิษ) และสารประเภท R50-53 (สารที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ และสารที่มีผลกระทบยาวนาน ต่อสภาพแวดล้อมในน้ำ) ที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ตั้งแต่ 100 ตันต่อปีขึ้นไป ต้องได้รับการจดทะเบียน

ช่วงที่ 2 ภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2556 สารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ตั้งแต่ 100-1000 ตันต่อปี ต้องได้รับการจดทะเบียน

ช่วงที่ 3 ภายในเดือน มิถุนายน 2561 สารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ตั้งแต่ 1-100 ตันต่อปี ต้องได้รับการจดทะเบียน

ข้อมูลที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้าประกอบด้วย
- รายละเอียดของผู้จดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้า (เป็นผู้ผลิตสารเคมี ผู้นำเข้า หรือเป็น ตัวแทนของผู้ประกอบการนอก EU ที่เรียกว่า Only Representative)
- สารเคมีที่จะจดทะเบียนล่วงหน้ามีกำหนดเส้นตายการจดทะเบียนจริงเมื่อใด ภายใน ปริมาณ (tonnage band) เท่าใด
- ชื่อสารเคมี รวมทั้งหมายเลข EINECS (European Inventory of Existing Commercial Chemical Substances ซึ่งเป็นรายชื่อสารเคมีที่จำหน่ายใน EU ก่อนวันที่ 18 กันยายน 2524) หรือหมายเลข CAS (ของ American Chemicals Society) หรือหมายเลขอื่นๆ หากมี
- สารเคมีสำหรับ read across approach กล่าวคือ สารเคมีที่มีโครงสร้างคล้ายกัน

เพื่อการประเมินคุณสมบัติทางกายภาพ ข้อมูลทางพิษวิทยา และข้อมูลความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม และผลของ (Q)SARS (Quantitative Structure-Activity Relationships) ข้อดีของการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้า จะทำให้สามารถรู้ได้ว่ามีผู้ประกอบการรายใดอีกบ้างที่กำลังจดทะเบียนสารเคมีชนิดเดียวกัน โดยจะปรากฏในฐานข้อมูลที่เรียกว่า Substance Information Exchange Forum (SIEF) ซึ่ง ECHA จะเผยแพร่รายชื่อสารที่มีการยื่นขอ จดทะเบียนล่วงหน้า และกำหนดเส้นตายของการจดทะเบียนสารเคมีประเภทนั้นลงในเวบไซต์ ซึ่งจะทำให้การผลิตหรือนำเข้าสารเคมีประเภทนั้นยังทำได้อยู่ต่อไปก่อนถึงเส้นตายการจดทะเบียนจริง โดยสหภาพยุโรปยึดหลักว่า “No Data No Market” หากไม่มีการยื่นข้อมูลสารเคมี ก็จะไม่สามารถผลิตหรือนำเข้าสารประเภทนั้นใน EU ได้

ผู้ที่จะขอจดทะเบียนล่วงหน้าสารประเภทเดียวกันจะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ใน SIEF โดยจะสามารถแบ่งปันข้อมูลของสารเคมีที่มีอยู่แล้ว ดูว่าข้อมูลอะไรที่ยังขาดอยู่ จะต้องทำการทดสอบเพิ่มเติมอย่างไร จะร่วมกันออกค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง รวมทั้งสามารถหารือกัน ได้ในเรื่องการจำแนกสารและการปิดฉลาก (Classification and Labelling) อย่างไรก็ดี หากผู้ประกอบการรายใดที่เข้าร่วมใน SIEF แต่ไม่ต้องการเข้าร่วมกลุ่มในการยื่นข้อมูลร่วมกัน (Joint Submission of Data) ก็สามารถแยกตัว (Opt out) ในขั้นตอนการยื่นขอจดทะเบียนสารเคมีได้แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้ หากผู้นำเข้าใน EU ยินดีที่จะรับภาระในการจดทะเบียนสารเคมีก็จะเป็นการผ่อนคลายภาระของผู้ประกอบการไทยได้มาก โดยผู้ประกอบการไทยจะต้องส่งข้อมูลที่จำเป็นของสารเคมีให้กับผู้นำเข้าเพื่อประกอบการจดทะเบียนต่อไป

Only Representatives ช่วยได้อย่างไร

หากผู้นำเข้าใน EU ไม่รับภาระหน้าที่ในการจดทะเบียน และผู้ประกอบการไทย ยังต้องการส่งออกสารเคมีในตลาด EU ต่อไป ก็จะต้องดำเนินการในเรื่องการจดทะเบียน สารเคมีล่วงหน้า ซึ่งผู้ประกอบการไทยรวมทั้งประเทศอื่นๆ นอก EU จะไม่สามารถดำเนินการ เองโดยตรงจากประเทศไทยได้ จำต้องผ่านตัวแทนที่เรียกว่า Only Representatives ซึ่งจะต้อง เป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีถิ่นฐานใน EU และมีพื้นฐานความรู้เพียงพอ ในการจัดการกับข้อมูล สารเคมีได้ ซึ่ง Mr. Montfort ระบุว่ายังมีหลายคำถามในเรื่อง Only Representatives ที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้และจะมีการจัดทำคู่มือ (Guidelines) ในเรื่องดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ แนวทางที่ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาคือ การจัดตั้งสมาคมการค้า (Trade Associations) ภายใน EU เพื่อช่วยดำเนินการในเรื่องการจดทะเบียนให้กับผู้ประกอบการไทย หรืออีกแนวทางหนึ่งคือการจัดตั้งบริษัทสาขาของไทย (subsidiary) ภายใน EU เพื่อช่วยดำเนินการจดทะเบียน เป็นต้น

ขั้นตอนเบื้องต้นสำหรับการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้า

1. จำแนกว่าสารเคมีประเภทใดที่ท่านต้องการส่งออกไป EU และต้องจดทะเบียน ล่วงหน้าบ้าง ซึ่งจะเป็นสาร Phase-in substances ที่ส่งออกไป EU ตั้งแต่ 1 ตันต่อปีขึ้นไป หรือสารเคมีประเภทใหม่ที่วางแผนจะส่งออกไปยัง EU ในอนาคต

2. พิจารณาว่าใครจะเป็นผู้ดำเนินการ บริษัทที่ผลิตหรือส่งออกไป EU หรือผู้นำเข้าใน EU หรือผู้จัดจำหน่าย (supplier) ใน EU

3. รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้า โดยอาจใช้คู่มือการจำแนกสารเคมี (RIP 3.10) ประกอบ

4. จัดตั้งหน่วยติดตามผลและควบคุมขั้นตอนการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้า

สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการนอกสหภาพยุโรปควรคำนึงถึง

Scoping ดูว่าระเบียบ REACH กระทบกับสินค้าที่ท่านส่งออกไปยังตลาด EU หรือไม่

Portfolio Review จำแนกว่าสารเคมีที่ท่านผลิตหรือส่งออกต้องได้รับการจดทะเบียน หรือต้องขออนุญาตก่อนใช้ภายใน EU หรือไม่

Pre-Registration หากสารเคมีที่ท่านผลิตหรือส่งออกจะต้องได้รับการจดทะเบียน ควรให้ความสำคัญกับการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2551

Candidate List Substances in Imported articles ควรคาดการณ์ล่วงหน้าหรือติดตามดูว่ารายชื่อสารเคมีที่จะถูกกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตก่อนใช้เป็นสารใดบ้าง โดย ECHA จะประกาศรายชื่อสารเคมีดังกล่าวต่อไป (สารเคมีที่จะต้องได้รับการอนุญาตก่อนใช้จะเป็นสารที่ควรระมัดระวังอย่างสูง (substances of very high concern หรือ SVHC) ได้แก่ สาร CMR สารที่สะสมเป็นพิษยาวนาน (PBTs และ vPvBs)) ควรดูว่าท่านผลิตหรือใช้สารประเภทนั้นในผลิตภัณฑ์อยู่หรือไม่ หากใช้สารอันตรายในผลิตภัณฑ์ ภาระหน้าที่จะแบ่งเป็นสองแบบ แบบที่หนึ่ง หากสารอันตรายนั้นจะถูกปล่อยออกมาในสภาพแวดล้อมระหว่างการใช้งานก็จะต้องจดทะเบียนสารเคมีประเภทนั้น แบบที่สอง หากสารอันตรายนั้นเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 0.1% ของน้ำหนักผลิตภัณฑ์จะต้องแจ้ง (notify) ให้ ECHA ทราบ

Resources เตรียมความพร้อมในด้านความรู้ ข้อมูล และความเชี่ยวชาญที่จำเป็น สำหรับการปฏิบัติตามระเบียบ REACH

การขออนุญาตใช้สารเคมีทำอย่างไร

Mr. Giuseppe Malinverno จากบริษัท Solvay ได้ให้ข้อมูลในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขออนุญาตใช้สารเคมี (สำหรับสาร SVHC ที่จะปรากฏใน Candidate List) โดยผู้ที่จะขออนุญาตใช้สารเคมีได้แก่ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และ/หรือ ผู้ใช้สารเคมีสำหรับผลิตสินค้าภายในสหภาพยุโรป โดยอาจขออนุญาตใช้สารเคมีหลายประเภทในคราวเดียวกัน หรือขอใช้สารเคมีประเภทหนึ่งสำหรับวัตถุประสงค์หลายอย่างก็ได้ โดยจะต้องขออนุญาตใช้สารเคมีภายในระยะเวลาที่จะกำหนดไว้ใน Annex XIV ของระเบียบ REACH

สิ่งที่จำเป็นสำหรับการขออนุญาตใช้สารเคมี คือ การยื่นรายงานความปลอดภัยของสารเคมี (Chemical Safety Report) และอาจให้ข้อมูลเพิ่มด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและสังคม แผนการทดแทนสารอันตรายนั้นด้วยสารประเภทอื่นหรือเทคโนโลยีอื่น

IUCLID 5 ฐานข้อมูลสารเคมีที่เป็นประโยชน์

Dr. Uwe Zimmermann ระบุว่าเครื่องมือสารสนเทศที่จะช่วยรองรับระเบียบ REACH มี 2 อย่างหลักๆ ได้แก่ ฐานข้อมูล IUCLID 5 และ REACH IT ของ ECHA

IUCLID 5 ได้รับการพัฒนาโดย OECD ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐที่เกี่ยวข้องในยุโรป ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติตามระเบียบ REACH สามารถ ดาวน์โหลดได้ที่ http://iuclid.eu โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังจะใช้ประโยชน์จาก REACH IT เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการใช้ฐานข้อมูลดังกล่าวสามารถดูได้ที่ http://ec.europa.eu/echa

ฐานข้อมูลทั้งสองข้างต้นเป็นประโยชน์ในการจัดทำแฟ้มข้อมูลสำหรับการจดทะเบียน (registration dossier) ข้อมูลทางเทคนิค (technical dossier) และรายงานความปลอดภัย ของสารเคมี (Chemical Safety Report) ด้วย

บริษัทในยุโรปปรับตัวอย่างไรเพื่อรองรับระเบียบ REACH

Mr. Malinverno จากบริษัท Solvay ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าการปรับตัวเพื่อรองรับระเบียบ REACH จะต้องใช้ความรู้ความสามารถจากหลายสาขา โดยในส่วนของ Solvay ได้พยายามสร้างความตื่นตัวให้กับหน่วยวางแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ (Strategy Business Unit หรือ SBU) ของแต่ละภาคการผลิตของ Solvay (ธุรกิจของ Solvay ประกอบด้วย 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เคมี เภสัชกรรม และพลาสติก) ให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวเพื่อรองรับระเบียบ REACH และการเตรียมงานเพื่อการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2551

ทีมงานที่สนับสนุนในเรื่องการปรับตัวเพื่อรองรับระเบียบ REACH มาจากหลายสาขา (multidisciplinary team) เช่น นักกฎหมาย นักล็อบบี้ ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยา เครือข่ายด้านการตลาด เป็นต้น โดยมีการจัดตั้ง REACH Management Team และ REACH Coordination Team ขั้นตอนสำคัญสำหรับการเตรียมจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้า คือการมอบหมายให้หน่วยงานภายในยุโรปจัดทำแฟ้มสารเคมีทั้งสารเคมีที่บริษัทเป็นผู้ผลิตเอง สารเคมีที่บริษัทเป็นผู้นำเข้า และสารเคมีที่บริษัทใช้ในการผลิตสินค้า และจัดเตรียมข้อมูลที่จะต้องส่งให้ ECHA

บริษัทได้จัดทำแผนปฏิบัติงาน (Global Action Plan) ประจำปี ค.ศ. 2006-2008 ว่าในแต่ละไตรมาสจะมีการดำเนินงานอะไรบ้าง โดยแบ่งเป็นส่วนของสารเคมีที่บริษัทเป็นผู้ผลิตและนำเข้า และสารเคมีที่บริษัทใช้ในการผลิตเช่นกัน

หน่วยวางแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ (SBU) เป็นกลไกที่สำคัญโดยมีวัตถุประสงค์การดำเนินงาน ดังนี้
- จัดลำดับความสำคัญว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการตามระเบียบ REACH มีกำหนดเส้นตายเมื่อใด
- สร้างรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเป็นผู้ผลิตและนำเข้า (Product inventory) และดูว่าสารเคมีประเภทใดบ้างจะต้องเตรียมการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2551
- ศึกษาผลกระทบต่อสารเคมีที่บริษัทซื้อเพื่อนำมาใช้ในการผลิตสินค้า และดูว่าจะต้องดำเนินการเพิ่มเติมอย่างใดบ้างกับผู้จัดจำหน่ายสารเคมีดังกล่าว
- หารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลว่าบริษัทต้องปรับตัวอย่างไรเพิ่มเติมบ้าง

ทั้งนี้ หลังจากวันที่ 1 ธันวาคม 2551 รายชื่อสารเคมีที่ขอจดทะเบียนล่วงหน้าจะปรากฏ ในเวบไซต์ของ ECHA ในช่วงเดือนมกราคม 2552 ผู้ที่มีข้อมูลสารเคมีซึ่งปรากฏในเวบไซต์สามารถยื่นข้อมูลเพิ่มเติมของสารเคมีนั้นต่อ ECHA เพื่อการจดทะเบียนต่อไป และผู้ที่มีข้อมูลสารเคมีประเภทเดียวกันสามารถเข้าร่วมใน SIEF เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้าง consortia เพื่อหารือในประเด็นด้านกฎหมาย การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับการจดทะเบียนจริงในระยะต่อไป เป็นต้น

Mr. Malinverno ได้ให้ข้อคิดเห็นหลักๆ เรื่องผลกระทบของภาคธุรกิจต่อระเบียบ REACH ดังนี้
- เกิดค่าใช้จ่ายเพื่อเตรียมข้อมูล กระบวนการจัดการต่างๆ ค่าธรรมเนียมในการจด ทะเบียนและการขออนุญาตใช้สารเคมีอันตราย ซึ่งจะต้องมีการวางแผนงบประมาณและวิเคราะห์ผลกระทบต่อบริษัทในอนาคต
- ภาคธุรกิจต้องปรับตัว กล่าวคือ ผู้ผลิตสารเคมีต้องเป็นผู้หาข้อมูลสารเคมีสำหรับการจดทะเบียนเพื่อที่จะสามารถจำหน่ายสารเคมีนั้นในตลาด EU ได้ต่อไป ผู้ใช้สารเคมีใน EU ก็จะต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการใช้สารเคมีนั้นและการจัดการความเสี่ยงของการใช้สารเคมี นอกจากนี้อาจต้องมีการทบทวนการใช้สารเคมีบางอย่างว่าควรถอนออกจากตลาด EU หรือไม่
- ต้องร่วมมือกับผู้ประกอบการรายอื่น หรือ Only representatives (ในกรณีเป็น ผู้ประกอบการนอก EU) หากต้องการจดทะเบียนสารเคมีชนิดเดียวกัน
- สารเคมีบางชนิดอาจประสบความลำบากในการจำหน่ายภายใน EU ดังนั้น บริษัท ต้องทบทวนแผนการซื้อ การใช้สารเคมีบางชนิด รวมทั้งวางแผนการผลิต การใช้สารเคมีในอนาคต

อย่างไรก็ดี ระเบียบ REACH มีข้อดีบางประการเรื่องการสร้างความสามารถในการ แข่งขันและนวัตกรรม โดยเป็นโอกาสให้ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดได้ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ในการนำเสนอสารเคมีและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งจะทำให้มีการพัฒนาสารเคมีใหม่ๆ เพื่อทดแทนสารอันตราย

การดำเนินการตามระเบียบ REACH อาจใช้คู่มือ (guidelines) ที่ EU ได้จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามระเบียบ REACH โดยในส่วนของภาคธุรกิจให้ดูใน RIP 3 Technical Guidance and Tools for Industry ซึ่งจะมีรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติมอีกสำหรับการเตรียมแฟ้มข้อมูล และกฎเกณฑ์ในเรื่องต่างๆ โดยสามารถดูรายละเอียดของคู่มือได้ที่ http://ec.europa.eu/echa/home_en.html

ในส่วนของบริษัท Solvay มีการจัดทำแนวทางการทำงานของบริษัท หลักๆ คือ การวางแผนแนวทางการทำงานโดย REACH Management Team การจัดทำเครื่องมือ IT ส่วนกลางเพื่อรวบรวมข้อมูลสารเคมีจากการผลิตและนำเข้า การจัดทำเครื่องมือ IT ส่วนกลางเพื่อศึกษาผลกระทบของ REACH ต่อวัตถุดิบในการผลิตที่ซื้อจากแหล่งอื่น การจัดทำแนวทางเพื่อเตรียมตัวจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้า ทั้งนี้ มีการจัดทำแบบสอบถาม ต่อลูกค้าของบริษัท ต่อผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้กับบริษัท และจัดเตรียมกระบวนการสื่อสาร ในห่วงโซ่อุปทาน REACH ในระยะต่อไป ทั้งนี้ ในการเข้าร่วมใน consortia บริษัทต้องเตรียม ความพร้อมในด้านกฎหมายในประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การรักษาความลับทางการค้า เป็นต้น

สรุป

การสัมมนาดังกล่าวเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการสัมมนาซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากบริษัทต่างๆ ของไทย และหน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องรวม 200 คน ได้ทราบแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวรองรับระเบียบ REACH จากประสบการณ์ตรงของภาคธุรกิจ EU แม้ว่าผู้ประกอบการ ของไทยจะมิได้มีภาระหน้าที่โดยตรงตามที่ระเบียบ REACH กำหนด แต่ก็ควรเตรียมหารือกับ ผู้นำเข้าสินค้าใน EU ว่าจะทำอย่างไรต่อไปเพื่อมิให้ระเบียบ REACH มีผลกระทบต่อการส่งออกสารเคมี และผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบ ซึ่งภายหลังการสัมมนา บริษัทต่างๆ ได้มีโอกาสสอบถามข้อสงสัยต่างๆ จากวิทยากร ทำให้ได้รับทราบคำตอบที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทอุตสาหกรรมร่วมกัน

ในโอกาสดังกล่าว คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปได้แจกระเบียบ REACH ฉบับแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งศูนย์ความเป็นเลิศแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้จัดทำ ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ และหวังว่าการสัมมนาในครั้งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการของไทย โดยเฉพาะ SMEs สามารถใช้มุมมอง หรือแนวทางจากประสบการณ์ตรงของบริษัทในยุโรปให้เป็นประโยชน์ได้ต่อไป

ดูรายละเอียดเรื่อง REACH จากเอกสารประกอบการสัมมนาและ presentations ของวิทยากร ได้ที่

Presentation 1 REACH in Thailand

Presentation 2 REACH Overview

Presentation 3 REACH Authorisation Process

Presentation 4 Registration, Pre-Registration, Data Sharing and Consortia

Presentation 5 REACH IT Tool

Presentation 6 SOLVAY experience in implementing REACH

คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป
18 กันยายน 2550

Related Items:

  1. Only Representatives อีกหนึ่งปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบ REACH
  2. REACH ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่า charges อื่นๆ
  3. REACH: ระเบียบ EU ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมการรับมือ
  4. การจดทะเบียนล่วงหน้าสำคัญอย่างไรสำหรับระเบียบ REACH
  5. การจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้า ตามระเบียบ REACH ของ EU
Last Updated ( Wednesday, 26 September 2007 )
 

ระเบียบสินค้าอุตสาหกรรม

ระเบียบด้านมาตรฐานความปลอดภัย

ระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

ระเบียบ RoHS และ WEEE

ระเบียบ Eco-Design

REACH

REACH

 

 

ThaiEurope

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

.