ประสบการณ์ตรงจากนักเรียนทุน Erasmus Mundus ปี 2549/2550 ภาค 2 Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Thursday, 20 September 2007

เมื่อคราวที่แล้ว "แจน" หรือ "พรรณพร อัชวรานนท์" ได้แนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวและระบบการศึกษาของนักศึกษาทุน Erasmus Mundus แล้ว มาภาคนี้จะขอเล่าเรื่องทั่วๆไปของชีวิตเด็กนักศึกษาทุน Erasmus Mundus ในยุโรปนะค่ะ

....

ชีวิตความเป็นอยู่ของนักศึกษาทุน Erasmus Mundus ในยุโรป

เงินทุนและการหารายได้พิเศษ

นักศึกษาทุน Erasmus Mundus จะได้รับเงินทุน 1,600 ยูโร ต่อเดือน (เป็นอัตราของปี 2549/2550) แต่ภายหลังมีการปรับเพิ่มและลดตามแต่ละสาขาวิชาและประเทศที่นักศึกษาทุนจะไปเรียน เงินจำนวนดังกล่าวมหาวิทยาลัยต้นสังกัดจะส่งให้แต่ละมหาวิทยาลัยที่เป็น Home University ดังนั้นนักศึกษาจะเริ่มต้นได้ทุนจากเดือนแรกที่มีการลงทะเบียนเรียน นักศึกษาทุน Erasmus Mundus จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสำรองค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งไปก่อนเช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก และ ค่ากินอยู่ในระยะอาทิตย์แรกๆที่เดินทางไป ถ้าถามประสบการณ์ส่วนตัวแล้วจำนวนเงินทุนดังกล่าว เป็นจำนวนที่มากเปรียบเทียบกับนักศึกษาทุนทั่วไป เมื่อนำมาบวกลบคูณหารกับค่าใช้จ่ายจริงแล้ว สามารถกินอยู่ในชีวิตประจำวันตามปกติโดยไม่ต้องไปทำงานหารายได้พิเศษเพิ่มเติม แต่คำถามที่นักศึกษาถามกันมาบ่อยที่สุดคือเรื่องการหารายได้พิเศษระหว่างเรียน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนักศึกษาทุนแต่ละคนที่ถ้าอยากไปหาประสบการณ์เพิ่มก็สามารถทำได้ แต่อาจไม่เป็นการสะดวกเพราะต้องเดินทางเปลี่ยนประเทศในการเรียนไปเรื่อยๆ ประกอบกับการหารายได้พิเศษในบางประเทศนั้นจะต้องมีบัตรประจำตัวต่างหากจากวีซ่าในหนังสือเดินทาง ซึ่งถ้านักศึกษาอยู่แค่ไม่กี่เดือนเป็นระยะสั้นในแต่ละประเทศ ก็จะไม่มีสิทธิทำบัตรดังกล่าว

การย้ายประเทศในยุโรปตามแผนการศึกษา

จากประสบการณ์ส่วนตัวของดิฉัน อยากบอกว่าทุน Erasmus Mundus เป็นโอกาสการศึกษาที่ดี ที่เอื้อให้นักศีกษาได้มีโอกาสเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมยุโรป ทั้งบ้านเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ ความคิดอ่านของคนยุโรปควบคู่กับการเรียนปริญญาโทในสาขาที่ตนเองสนใจ เพราะแต่ละสาขาวิชา ต้องไปเรียนที่ประเทศต่างๆอย่างน้อย 2 ประเทศ นักศึกษาส่วนใหญ่อาจมีความตื่นเต้นก่อนที่จะไปเรียนเพราะนึกสนุกที่จะย้ายไปมาเสมือนได้มาทัวร์ยุโรป ดังเช่นที่ดิฉันได้ประสบพบเหตุการณ์มาแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ที่อาจจะชอบและไม่ชอบ ดังนั้นนักศึกษาที่ได้ทุนแล้วต้องย้ายไปมา ขอให้พึงระวังเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ที่ต้องย้ายไปมาด้วยเพราะคงไม่สนุกแน่หากจะต้องแบกสัมภาระที่มักจะมีเพิ่มเติมไปเรื่อยๆตามแต่ละประเทศที่ย้ายไปด้วย

การย้ายจากประเทศที่หนึ่งไปประเทศที่สองและต่อๆไปขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่กำหนดให้นั้น ตามปกติวีซ่าที่เราขอมาจากประเทศแรก มักจะต้องนำไปเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียน Resident Permit เสียก่อนในประเทศนั้นๆ ซึ่งถ้าหากเป็นประเทศในเขตแชงเก้น เราจะสามารถเดินทางไปประเทศในเขตนี้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าใหม่ แต่ถ้าหากนักศึกษาจะต้องไปเรียนในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกเดิม ก็ขอให้ไปตรวจสอบจากสถานทูตประจำประเทศนั้นๆอีกครั้ง เพื่อความแน่นอน และเมื่อจะเข้าไปเรียนต่อในประเทศที่สอง ตามกฎแล้วถ้าจะพำนักมากกว่าสามเดือน จะต้องไปขอวีซ่านักเรียน Resident Permit จากสถานทูตประเทศที่สองอีกครั้ง ดังนั้นทางที่ดีที่สุด แนะนำให้ไปติดต่อขอรับวีซ่าในทุกๆประเทศที่จะต้องเดินทางไปเรียนเสียก่อนจากประเทศไทย จะได้ไม่เกิดความยุ่งยากต้องเดินทางไปสถานทูตต่างๆระหว่างที่เรียนอยู่ในประเทศแรก

ค่าครองชีพในเยอรมนีและสวีเดน

จากประสบการณ์แล้วเมื่อเปรียบเทียบสองประเทศนี้ สวีเดนชนะขาดเลยค่ะ ค่าครองชีพในประเทศนี้สูงมาก เนื่องด้วยเป็นหนึ่งในประเทศสแกนดิเนเวียที่ปกติก็มีมาตรฐานคุณภาพชีวิตสูงและมีระบบที่ดี โดยที่สวีเดนจะใช้อัตราเงินเป็น “สวีดิชโครน” (สวีเดนเป็นประเทศสหภาพยุโรปที่ไม่ได้ใช้เงินยูโร) โดย 1 สวีดิชโครน ประมาณ 5 บาท ในขณะที่ประเทศเยอรมนี จะมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่าในสวีเดน อัตราเงินเป็น “ยูโร” โดย 1 ยูโร จะเทียบได้ประมาณ 50 บาท แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเมืองไทย ยังไงทั้งสองประเทศนี้ก็ถือว่ามีค่าครองชีพที่สูงกว่ามากๆค่ะ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากค่าภาษีที่แพงมากโดยเฉพาะประเทศสวีเดน ยกตัวอย่างเช่น ในเยอรมนียาสีฟันหลอดขนาดเล็กจะราคาประมาณ 1 ยูโร แต่ในสวีเดนจะประมาณ 20 สวีดิชโครน (ทั้งที่เป็นยี่ห้อเดียวกัน) นอกจากนั้นเมื่อเทียบจากค่าหอพักทั้งสองประเทศแล้ว จะพบว่าในสวีเดนจะมีอัตราที่สูงกว่า ทั้งนี้ราคาอาจเปลี่ยนไปตามค่าครองชีพในแต่ละเมืองและสภาพความเก่าใหม่ของหอพัก ด้วยเหตุที่ค่าครองชีพสูงขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นทั้งนักศึกษาไทย นักศึกษาต่างชาติหรือแม้กระทั้งนักศึกษาสวีดิชเอง ทำข้าวกล่องหรือห่อแซนวิชมารับประทานกันเอง โดยจะมีเครื่องอบไมโครเวฟจัดไว้ตามมุมต่างๆในมหาวิทยาลัย พูดถึงเครื่องไมโครเวฟแล้ว เป็นเรื่องน่าขันเพราะแม้กระทั่งใน ร้าน McDonald เองก็มีเครื่องไมโครเวฟจัดไว้ให้ลูกค้าเช่นเดียวกัน ส่วนที่ประเทศเยอรมันนั้น นักศึกษาส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานอาหารเที่ยงและเย็นที่โรงอาหาร ซึ่งเรียกว่า Mensa เพราะอาหารในนี้จะถูกกว่ารับประทานข้างนอกมาก อย่างต่ำสุดก็มื้อละหนึ่งยูโรกว่าๆเท่านั้น นักศึกษาทั่วไปจึงเลือกที่จะมารับประทานที่โรงอาหารมากกว่าประกอบอาหารทานเองที่บ้าน

แต่เมื่อกล่าวถึงค่าใช้จ่ายโดยรวมสำหรับการมาเรียน ปัจจุบันประเทศสวีเดนเป็นประเทศที่น่าสนใจในยุโรปสำหรับนักศึกษาไทย เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน เสียแต่ค่ากินอยู่และที่พัก ในขณะที่ประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน เริ่มมีการเสียค่าเล่าเรียนบ้างในแต่ละมหาวิทยาลัยและบางเมือง เมื่อมองโดยรวมแล้วการเรียนในประเทศเยอรมนีต้องเสียทั้งค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ อย่างไรก็ตามสำหรับนักศึกษาทุน Erasmus Mundus เงินทุนที่ให้มานั้นจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ

อัธยาศัยของผู้คนท้องถิ่นในแต่ละเมือง

ลักษณะนิสัยของชาวเยอรมัน

ชาวเยอรมันมีลักษณะนิสัยแตกต่างไปตามแต่และแคว้น โดยความแตกต่างดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ชาวเยอรมันเองก็ยอมรับกันเองเป็นปกติ ชาวเยอรมันโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุจะเป็นคนที่คุยด้วยง่ายและมักเป็นผู้เริ่มต้นการสนทนา ไม่ว่าบนรถเมล์ รถไฟ หรือตามข้างถนนก็ตาม โดยมักจะพูดเสียงดัง เฮฮา และมีความมั่นใจสูง เวลาพบปะเจอกันในเวลาทั่วๆไป มักจะทักทายว่า “Hallo!!” สังคมของชาวเยอรมันถ้าเป็นในเมืองใหญ่ อาทิ แฟรงเฟิร์ต โคโลญจน์ มิวนิค เป็นต้น ก็จะเป็นสังคมคนทำงานที่ผู้คนจะพูดภาษาอังกฤษได้มากกว่าเมืองอื่น ยิ่งในฮัมบูร์ก ก็จะเป็นสังคมที่มีความหลากหลายและเป็นต่างชาติค่อนข้างสูง แต่ถ้าในเมืองอื่นๆ เล็กๆ ก็จะเป็นสังคมที่เรียบง่ายและมีชีวิตชีวาในแบบอนุรักษ์นิยมของเยอรมัน จึงจะสังเกตได้ว่าชาวเยอรมันจะแต่งตัวง่ายๆ ด้วยเสื้อผ้าแบบธรรมดา ไม่ได้ยึดติดกับแฟชั่นเหมือนประเทศยุโรปอื่นๆที่มีตามท้องตลาด ซึ่งเคยมีคนเปรียบเทียบกับชาวยุโรปประเทศอื่นๆ ว่าแฟชั่นการแต่งกายของชาวเยอรมันจะเป็นแบบเรียบๆไปจนถึงเชยเสียก็ว่าได้

ระบบ Neo-Nazi ในปัจจุบันและปัญหาการเหยียดผิวชาวต่างชาติในเยอรมนี

เนื่องจากเยอรมนีเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องการเหยียดผิวมาก่อนในสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยุโรปจึงกังวลเกี่ยวกับการไปประเทศเยอรมนี โดยเฉพาะนักศึกษาที่จะไปเรียนในประเทศนี้ จริงๆแล้ว นับจากสงครามโลกครั้งที่สองผ่านไป ทางการเยอรมันมีความพยายามที่จะสกัดกั้นความคิดและการรวมตัวกันของพวกนาซีไว้จนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งในปัจจุบันยังคงปรากฎให้เห็นอยู่บ้างตามเมืองทางเยอรมันตะวันออกและแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ หากแต่มุ่งเป้าหมายไปที่ชาวต่างชาติซึ่งเป็นแขกตุรกีเสียมากกว่าชาติอื่นๆ (แขกตุรกีเป็นชนชาติที่อพยพเข้ามาอยู่ในเยอรมนีมากที่สุด)

คำถามที่นักศึกษามักถามกันประจำคือคนเยอรมันจะเหยียดสีผิวชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวเอเชียหรือไม่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับโอกาสที่จะเจอคนเยอรมันที่มีนิสัยเช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นผู้คนส่วนน้อยประมาณ 1% โดยอาจไม่ได้แสดงออกโดยตรงด้วยการเข้ามาทำร้าย หากแต่อาจแสดงออกด้วยท่าทางและคำพูด แต่ขอย้ำตรงนี้ว่ามีจำนวนที่น้อยมากและในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นผู้ใหญ่หรือเด็กรุ่นใหม่ ต่างก็มีอัธยาศัยที่ดีกับชาวต่างชาติ ดังจะเห็นได้จากการยิ้มทักทายก่อนตามสถานที่สาธารณะทั่วๆไป นอกจากนี้ในปัจจุบัน ชาวเยอรมันมีนิสัยเปิดกว้างมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ นักศึกษาไทยจึงไม่มีปัญหาดังกล่าว

ลักษณะนิสัยของชาวสวีเดน

ชาวสวีเดนจะเป็นคนที่เงียบๆ รักสันโดษ ดูภายนอกแล้ว ถ้าเราไม่ทักเขาก่อนหรือเริ่มก่อน คงจะได้แต่ยิ้มและส่งเสียงทักทายว่า “Hej!” (คำทักทายของชาวสวีดิช ที่ออกเสียงเหมือน Hey ในภาษาอังกฤษ) ทุกครั้งที่เดินสวนกัน แต่ในความต่างคนต่างอยู่ของชาวสวีดิชนี้ยังคงแฝงไปด้วยความเอื้ออาทรและเป็นมิตร หากแต่ไม่แสดงออกเท่านั้น จริงๆแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับชาวยุโรปทั่วไป คนสวีดิชมีนิสัยคล้ายคนไทย ออกไปทาง easy going จนบ้างครั้งไปในแนวทางที่เรื่อยๆกับชีวิตก็มี นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ชาวสวีดิชชอบมาเที่ยวและอพยพมาอยู่ในประเทศไทย อีกอย่างที่อยากเล่าไว้ด้วยความภูมิใจในประเทศไทยของเราคือ ชาวสวีดิชจะมีทัศนคติที่ดีกับชาวไทยเมื่อเทียบกับชาวยุโรปอื่นๆ โดยจากประสบการณ์การพูดคุยในครั้งแรกกับชาวสวีดิชส่วนใหญ่ เพราะเขาจะให้ความสนใจกับคนไทยเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ นอกจากนั้นตามร้านแลกเงินในสวีเดนทั่วไปก็จะมีอัตราการแลกเปลี่ยนของเงินบาทไทยแสดงควบคู่กับอัตราเงินของประเทศใหญ่อื่นๆ อาทิ US Dollar อีกด้วย พูดถึงเรื่องเครื่องดื่ม เนื่องจากอยู่ในแถบที่หนาวเย็น การดื่มแอลกอฮอลล์ เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นจึงเป็นเรื่องปกติของชาวสวีดิช ซึ่งสามารถดื่มเครื่องดื่มดังกล่าวตั้งแต่เช้าจดกลางคืนเป็นเรื่องปกติ โดยจะดื่มในปริมาณมากกว่าประเทศอื่นๆในยุโรป (ไม่รวมประเทศสแกนดิเนเวียอื่นๆที่ดื่มในปริมาณมากเช่นเดียวกัน) ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจถ้าหากเพื่อนสวีดิชดื่มได้มากกว่าคนปกติทั่วไป

อาหารประจำชาติ

เมื่อกล่าวถึงเยอรมนี คงอดไม่ได้ที่จะพูดถึงเบียร์ (Bier) และไส้กรอก (Wurst) เบียร์กับชาวเยอรมันเป็นของที่คู่กันมาแต่โบราณ โดยคนเยอรมันสามารถดื่มเบียร์ได้ในทุกโอกาส แล้วเบียร์ของที่เยอรมันก็จะมีหลากหลายไปตามแต่ละเมืองและแคว้นต่างๆให้ลองชิม ไส้กรอกก็เช่นเดียวกัน โดยไส้กรอกในแต่ละแคว้นก็จะมีรสชาติและส่วนผสมที่แตกต่างกัน อาหารง่ายๆในแต่ละมื้อของชาวเยอรมันจึงมักมีไส้กรอกเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย

สำหรับสวีเดน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสแกนดิเนเวีย ผลิตภัณฑ์ปลาแฮร์ริ่งในน้ำซอสต่างๆถือเป็นอาหารที่จำเป็นในครัวของชาวสวีดิช นอกจากนั่น ลูกชิ้นเนื้อ (Köttbullar) ก็เป็นอีกอาหารซึ่งชาวสวีดิช กินกันทั่วไป โดยสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารต่างๆได้ในครัวเรือน ซึ่งมีวางขายในร้าน IKEA ในประเทศต่างๆด้วย

ภาษาต่างประเทศที่สอง (ภาษาเยอรมันและสวีดิช)

คำถามที่ถามกันมากในเรื่องของทุน Erasmus Mundus คือเรื่องภาษา เนื่องจากนักศึกษาไทยหลายคนมักกังวลกับภาษายุโรป ซึ่งเป็นภาษาที่สองที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ว่าจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เรื่องภาษาอื่นๆ มาก่อนหรือไม่ คำตอบคือ ถ้ามีความรู้มาก่อนก็จะช่วยมาก ในเรื่องของการปรับตัวและการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ในด้านการเรียน ส่วนใหญ่แล้วสาขาวิชาต่างๆ มักจะเรียนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้นักศึกษาที่สนใจในแต่ละสาขาวิชาตรวจสอบกฎระเบียบของแต่ละมหาวิทยาลัย เพราะบางมหาวิทยาลัยในแต่ละประเทศอาจจะมีความต้องการนักศึกษาที่มีความรู้ในภาษาประเทศนั้นๆ แตกต่างกันไป

: ภาษาเยอรมัน เป็นภาษาที่มีรากเดียวกับภาษาอังกฤษ คำบางคำจึงมีความเหมือนกับภาษาอังกฤษอยู่มาก หากแต่อ่านออกเสียงต่างกันเท่านั้น นอกจากลักษณะนิสัยที่แตกต่างไปในแต่ละแคว้น สำเนียงของภาษาเยอรมันในแต่ละแคว้นก็แตกต่างกันตามไปด้วย คนเยอรมันส่วนใหญ่จะพูดภาษาเยอรมันกับชาวต่างชาติเสมอ โดยเฉพาะในเมืองกลางๆ ค่อนไปทางเล็ก คนเยอรมันโดยเฉพาะคนรุ่นกลางคนไปถึงเก่าจะไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เลย ดังนั้น ถ้านักศึกษาสนใจอยากมาเรียนที่ประเทศเยอรมนี ก็ขอแนะนำให้มีพื้นฐานภาษาเยอรมันสักนิดเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้

: ภาษาสวีดิช เป็นอีกภาษาที่น่าสนใจ โดยมีส่วนคล้ายกับภาษาเยอรมันอยู่มาก หากแต่ว่าส่วนใหญ่แล้วชาวสวีดิชสามารถพูดภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งผู้ที่มีอายุแล้วก็ตาม หากแต่ในชีวิตประจำวันของชาวสวีดิชก็ติดต่อสื่อสารกันเป็นภาษาสวีดิชอยู่แล้ว แต่ละคนจึงเป็นเหมือน Bilingual เมื่อเราทักเป็นภาษาอะไร (ภาษาสวีดิชหรือภาษาอังกฤษ) เขาก็จะสามารถตอบภาษานั้นได้ทันที นักศึกษาที่สนใจมาเรียนที่สวีเดนจึงไม่ค่อยประสบปัญหาในเรื่องของภาษามากเท่าประเทศอื่นๆ

เมื่อพูดถึงภาษาทั้งสองภาษา ผู้คนทั้งสองประเทศนี้ เมื่อเห็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักเรียน เขาจะพูดภาษาเยอรมันหรือสวีดิชกับเราก่อนเสมอ โดยคาดหวังว่าเราจะพูดภาษานั้นๆได้ (โดยเฉพาะในประเทศเยอรมนี) นี่จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ฝึกภาษาต่างประเทศที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษา อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องกลัวนะคะ ถึงเราพูดไม่ได้หรือไม่เข้าใจ แต่ถ้าเรามีความพยายามที่จะสื่อสารกับเขาไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาประเทศนั้นๆ ชาวเยอรมันและสวีดิชก็มักจะพยายามช่วยนักศึกษาต่างชาติอย่างเราๆอยู่แล้วค่ะ

อะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ

ในเยอรมนี วัฒนธรรมการซื้อของฝากสำหรับชาวเยอรมันถือเป็นของแปลกและชาวเยอรมันจะไม่กระทำกันถ้าไม่ได้ไปทำอะไรที่ต้องตอบแทนกัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันคนไทยแล้ว การซื้อของฝากเป็นเรื่องปกติของชาวไทยที่เมื่อไปไหนมาไหนมักจะมีการซื้อของฝากให้กัน แต่สำหรับที่นี่ ถ้าเราเอาของไปให้ใคร บุคคลนั้นจะคิดว่าเราต้องการสิ่งของตอบแทน จึงไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

ในสวีเดน คนสวีดิชจะรักความเป็นส่วนตัว (Individualist) ค่อนข้างสูง แขกหรือแม้เป็นคนรู้จัก ไม่ควรที่จะเดินเข้าบ้านหรือห้องส่วนตัว ถ้าไม่ได้รับการเชิญหรืออนุญาตมาก่อนซึ่งจะแตกต่างจากนิสัยของชาวต่างประเทศอื่นๆ หรือแม้กระทั่งการถามเรื่องส่วนตัวมากๆโดยแม้ว่าจะสนิทหรือยังไม่สนิทนั้น ก็สามารถทำให้คนสวีดิชลำบากใจได้ นอกจากนั้นด้วยความที่ชีวิตประจำวันของชาวสวีดิชจะเป็นแนวสบายๆ สิ่งนี้เลยตกทอดมาถึงเรื่องการทำงานด้วย โดยชาวสวีดิชจะทำงานแบบสบายๆไม่ชอบการเร่งรัด ทำให้ในบางครั้งการที่มีคนไปเร่งหรือบังคับมาก อาจเป็นเสมือนการไปก้าวก่ายหน้าที่การงานก็เป็นได้นอกจากนั้นด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ชาวสวีดิชที่รักสันโดษมักจะชอบอยู่กับครอบครัวหรือคนรู้จักไม่กี่คน ต่างกับวัฒนธรรมไทยที่มักอยู่กันเป็นสังคมแบบกลุ่มเพื่อนๆคนรู้จักและแบบครอบครัวขยาย จึงอาจทำให้มีปัญหาในการปรับตัวระหว่างเพื่อนชาวสวีดิชได้ นอกจากนั้น ระบบความเชื่อถือ (Trust) ในสวีเดนเป็นระบบที่ค่อนข้างแข็ง ดังนั้น การจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่ารถ ค่าที่จอดรถ หรือ แม้กระทั่งการปฏิบัติตนตามกฎจราจรจึงเป็นสิ่งที่ควรถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในประเทศสวีเดน

ประกันสุขภาพในยุโรป

โดยปกติแล้ว นักศึกษาที่ไปเรียนในยุโรปจะต้องทำประกันสุขภาพด้วย เนื่องจากว่าค่ารักษาพยาบาลในยุโรปจะมีราคาที่สูงมากและนักศึกษาอาจไม่สามารถจ่ายได้หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น แต่ละประเทศจึงกำหนดให้นักศึกษาต้องทำประกันสุขภาพในช่วงระยะเวลาที่เรียนอยู่ในยุโรป สำหรับนักศึกษาทุน Erasmus Mundus นั้น หลังจากที่ทางคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ตอบรับการให้ทุนแล้ว ก็จะดำเนินการส่งรายชื่อนักศึกษาทุนทั้งหมดไปทำประกันสุขภาพ แล้วจะจัดส่งไปให้แต่ละมหาวิทยาลัย ให้จัดส่งแก่นักศึกษาทุนต่อไป ซึ่งประกันสุขภาพนี้ ตอนนักศึกษาไปขอวีซ่าให้นำหลักฐานนี้ไปยื่นขอวีซ่าด้วย ประกันสุขภาพจากทุน Erasmus Mundus จะครอบคลุมตั้งแต่วันที่นักศึกษาเดินทางออกนอกประเทศของตน จนกระทั่งสามเดือนหลังจากที่จบการศึกษา โดยในระหว่างนี้ หากนักศึกษาทุนมีปัญหาเรื่องสุขภาพ สามารถเข้าไปรับการรักษาได้ที่คลีนิกหรือโรงพยาบาลทั่วไป หากแต่ต้องสำรองค่ารักษาไปก่อน แล้วหลังจากนั้น จะต้องส่งแบบฟอร์มขอเงินค่ารักษาคืนในภายหลัง ซึ่งทางบริษัทประกันก็จะทำการโอนเงินคืนให้เข้าบัญชีธนาคารที่นักศึกษารับเงินทุนในแต่ละเดือน

ที่พักอาศัย

ที่พักอาศัยในเยอรมนี

ในเยอรมนี จะมีหอพักนักศึกษา เรียกว่า Studentenwohnheim หรือ WG (ภาษาเยอรมันอ่านว่าเวเก) ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าที่พักอาศัยทั่วๆไป โดยจะมีราคาอยู่ที่ 150 – 300 ยูโรขึ้นไปต่อเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับย่านที่พักอาศัย/ค่าครองชีพในแต่ละเมืองและลักษณะของห้องพัก ห้องพักลักษณะนี้เหมาะสำหรับนักศึกษาที่ต้องการฝึกภาษากับเจ้าของภาษา เนื่องจากจะอยู่รวมกันกับเพื่อนชาวต่างชาติ โดยอาจจะมีการใช้ห้องน้ำและห้องครัวร่วมกัน จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักศึกษาที่จะได้ฝึกใช้ภาษาเยอรมันและภาษาอื่นๆ กับเพื่อนชาวต่างชาติ แต่สำหรับนักศึกษาที่ประสงค์จะพักเดี่ยว ก็สามารถหาห้องส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องไปใช้ห้องน้ำและห้องครัวร่วมกับคนอื่น แต่ค่าเช่าก็อาจจะสูงขึ้นมานิด

เว็บไซต์ที่น่าสนใจในการหาห้องพักในเยอรมนีตามแต่ละเมือง ได้แก่

www.wg-gesucht.de
www.studenten-wg.de
www.wohnung-jetzt.de
www.studenten-wohnung.de

ส่วนใหญ่สำหรับนักเรียนทุน Erasmus Mundus ที่มาเยอรมนีนั้น มักจะต้องหาที่พักอาศัยเอง โดยมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะไม่ได้ช่วยดูแลในเรื่องที่พักอาศัย ยิ่งถ้าใช้บริการของบริษัทหาบ้านเช่า ก็ขอให้พึงระวังเรื่องของการเซ็นสัญญาเพราะโดยปกติแล้วการเช่าบ้านที่เยอรมนีจะมีรายละเอียดที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเนื้อหาของสัญญา จึงขอแนะนำให้ศึกษารายละเอียดของสัญญาการเช่าห้องให้ดีเสียก่อน

ที่พักอาศัยในสวีเดน

ในสวีเดน โดยเฉพาะที่เมือง Uppsala ที่ดิฉันเคยไปศึกษานั้น จะมีหอพักนักศึกษาหลายประเภททั้งแบบเป็นส่วนตัวและใช้ห้องน้ำและห้องครัวร่วมกับเพื่อนนักศึกษาคนอื่นๆ สำหรับ Uppsala Universitet ทางมหาวิทยาลัยจะดูแลเรื่องการหาห้องพักให้ โดยผู้ประสานงานจะส่งรายละเอียดของที่พักอาศัยมาให้นักศึกษาเลือกแล้วทำการจองต่อไป ราคาของห้องพักก็ขึ้นอยู่กับความเก่าใหม่ของห้อง บริเวณที่พักอาศัย ฯลฯ โดยจะมีราคาประมาณ 2000- 4000 สวีดิชโครนต่อเดือน เนื่องด้วยสวีเดนมีระบบความเชื่อใจ (trust) สูงอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ระบบการทำสัญญาบ้านเช่าจึงไม่ยุ่งยากเท่าที่ควร

เว็บไซต์ที่น่าสนใจในการหาห้องพักในสวีเดนตามแต่ละเมือง ได้แก่

www.studyinsweden.se

เว็บไซต์ที่น่าสนใจในการหาห้องพักในเมือง Uppsala ได้แก่

http://info.uu.se
www.studentstaden.se

ประสบการณ์ต่างๆเหล่านี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจจะสมัครทุน Erasmus Mundus และนักศึกษาที่สนใจจะไปเรียนต่อที่ยุโรปไม่มากก็น้อย ถ้าสนใจเรื่องเกี่ยวกับการเรียนในยุโรปเพิ่ม ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ แจน (พรรณพร อัชวรานนท์) ที่ ค่ะ ขอให้ทุกคนโชคดีนะค่ะ

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. EC Delegation เชิญร่วมงานนิทรรศการศึกษาต่อในยุโรปปี 51 EHEF2008
  2. EU เชิญชวนนักศึกษาไทยสมัครทุน Erasmus Mundus
  3. การบรรยายและประชาสัมพันธ์เรื่องทุนการศึกษา Erasmus Mundus ในประเทศไทย
  4. ความคืบหน้าโครงการ Erasmus Mundus ประจำปีการศึกษา 50-51
  5. ความคืบหน้าล่าสุด ทุน Erasmus Mundus II ประจำปี 2552-2556
Last Updated ( Friday, 05 October 2007 )