โอกาสการนำเทคโนโลยีเภสัชกรรมจากเบลเยียมสู่ไทย Print E-mail
Written by ทีมงานไทยยุโรป.เน็ต   
Monday, 23 July 2007

เบลเยียมเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมด้านเภสัชกรรมและการผลิตยา เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2550 ทีมงานไทยยุโรป.เน็ต ได้มีโอกาสติดตามเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ นายพิศาล มาณวพัฒน์ พร้อมด้วยอัครราชทูต ศิรินารถ ใจมั่น (ฝ่ายการพาณิชย์) และข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ ไปพบปะและเยี่ยมชมโรงงานผลิตยาของบริษัท Propharex ประเทศเบลเยียม จึงขอนำประสบการณ์ครั้งนี้มาถ่ายทอด ซึ่งอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมเภสัชกรรมและการผลิตยาของไทยในอนาคต

บริษัท Propharex ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2532 ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมด้านเภสัชกรรมอย่างครบวงจร โดยมีเทคโนโลยีการประกอบคอนเทนเนอร์เป็นโรงงานผลิตยา ซึ่งสามารถไปตั้งโรงงานในประเทศต่างๆ ได้ง่าย และยังมีสูตรยาสามัญ (generic drugs) สำหรับโรคระบาด อาทิ ยารักษาโรคเอดส์ มาลาเรีย และวัณโรค รวมทั้งให้การอบรมการผลิตยาด้วย โดยมีผลงานการติดตั้งโรงงานที่กาบอง ยูเครน ตูนีเซีย และรัสเซีย มาแล้ว

นาย Philippe de Schaetzen ผู้จัดการฝ่ายขายได้แนะนำเทคโนโลยีการประกอบโรงงานผลิตยา โดยใช้คอนเทนเนอร์ที่เคลื่อนย้ายไปติดตั้งในประเทศต่างๆ ได้ง่าย และเทคโนโลยีด้านเภสัชกรรมที่มีประสิทธิภาพของบริษัทว่ามีประโยชน์และเป็นทางออกสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ในการใช้ประโยชน์จากการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา (Compulsory Licensing - CL) เพื่อผลิตยาที่จำเป็นในการรักษาโรคระบาดสำหรับใช้ภายในประเทศ (โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือหารือกับเจ้าของสิทธิบัตรก่อน) โดยเปรียบว่าเหมือนการลงทุนซื้อห้องครัว พร้อมเครื่องมือทำครัวทันสมัย อุปกรณ์ครบถ้วน แถมสูตรอาหาร และการฝึกอบรมพ่อครัว ไปติดตั้งในประเทศไทย พร้อมสำหรับการลงมือทำอาหาร หรือการผลิตยานั่นเอง

นาย Schaetzen เน้นว่า บริษัท Propharex สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเภสัชกรรมที่ทันสมัย ได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organisation - WHO) และการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practice - GMP) โดยบริษัทมีความเชี่ยวชาญในการติดตั้งและประกอบโรงงานผลิตยาในประเทศที่สาม และมีที่ฝึกอบรมพนักงานจากประเทศนั้นๆ ในระหว่างที่จัดสร้างคอนเทนเนอร์ เมื่อขนย้ายไปติดตั้งเสร็จพนักงานประเทศนั้นๆ ก็จบการอบรมแล้ว หรือทางบริษัทส่งคนไปฝึกอบรมเพิ่มเติมได้อีก

การเตรียมโรงงานผลิตยา เครื่องมือและเทคโนโลยีในการผลิต พร้อมระบบควบคุมที่ได้มาตรฐาน 1 โรงงาน จะใช้ระยะเวลาเพียง 1 ปี ก็พร้อมเดินหน้าการผลิตยาออกสู่ตลาด โดยใช้เวลา 10 เดือนในเบลเยียม จากนั้นขนส่งทางเรือ และใช้เวลาอีก 4-6 สัปดาห์ในการประกอบและติดตั้งเป็นโรงงานผลิตยาในประเทศอื่น โรงงานดังกล่าวมีความสามารถในการผลิตยาได้เป็นจำนวน 200,000 เม็ด/ต่อ 1 ชม. มีอุปกรณ์ทำความเย็น กรองอากาศ พร้อมอุปกรณ์และเทคโนโลยีการผลิตแบบครบชุด รวมถึงการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 2.8 - 5.5 ล้านยูโร (ราคาอาจลดหลั่นลงตามลำดับบริการที่เลือกซื้อ)

นาย Schaetzen ยอมรับว่า บริษัทยายักษ์ใหญ่ในยุโรปมิได้ยินดีกับความคิดริเริ่มในการดำเนินธุรกิจประเภทดังกล่าวของบริษัท Propharex มากนัก เนื่องจากบริษัท Propharex สามารถผลิตยาประเภทเดียวกันด้วยเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า ในราคาที่ต่ำกว่ายาประเภทเดียวกันของบริษัทยายักษ์ใหญ่เจ้าของสิทธิบัตรยา

หากเปรียบเทียบราคาดูจะเห็นได้ว่า การรับการรักษาด้วยยาประเภทเดียวกันที่ผลิตจากบริษัทยายักษ์ใหญ่ (อาทิ ยารักษาโรคเอดส์) ในยุโรปอาจสูงถึง 15,000 ยูโร/ต่อปี แต่หากไทยลงทุนซื้อโรงงานผลิตยาสามัญ และสามารถผลิตยาเหล่านี้ใช้เองในประเทศ ผู้ป่วยในประเทศจะสามารถรับการรักษาโรคดังกล่าวได้ด้วยในราคาประมาณ 83 ยูโร (115 ดอลลาร์สหรัฐฯ) /ต่อปี

ในขณะที่ยารักษาโรคเอดส์ มาลาเรีย หรือวัณโรคอาจมีราคาสูงหากต้องซื้อหาจากผู้ผลิตยาชั้นนำในยุโรปผู้ถือสิทธิบัตร แต่ประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งไทย สามารถใช้การบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา Compulsory Licensing (CL) เพื่อขออนุญาตผลิตยาที่จำเป็นในการรักษาโรคระบาดเพื่อใช้ภายในประเทศ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของผู้ถือสิทธิบัตรยาประเภทนั้นก่อน ซึ่งทำได้อย่างถูกต้องตามความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา TRIPs ภายใต้ World Trade Organisation (WTO)

การเยี่ยมชมบริษัท Propharex ได้ประสบการณ์ที่น่าสนใจ นอกจากจะได้เห็นเทคโนโลยีทันสมัยของยุโรปแล้ว ยังอาจเป็นโอกาสสำหรับไทยในการนำเทคโนโลยีด้านเภสัชกรรมจากยุโรปสู่ไทย เพื่อประโยชน์ในการผลิตยารักษาโรคระบาดต่างๆ เพื่อใช้ในประเทศ ซึ่งนาย Schaetzen กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า บริษัท Propharex อาจเป็นทางออกสำหรับประเทศกำลังพัฒนาสู่อิสรภาพ ‘key to the freedom’

การลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตยาและโรงงานผลิตยาประเภทนี้ในประเทศไทย อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยาของไทย เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้ายารักษาโรคระบาดจากต่างประเทศ และเป็นการนำเทคโนโลยีจากยุโรปไปต่อยอดบนพื้นฐานศักยภาพของการวิจัยและพัฒนา R&D ของไทย ให้เหมาะสมกับความต้องการของประเทศ

สถานเอกอัครราชทูต / คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป จึงติดตามการใช้สิทธิ CL และนำเสนอโอกาสการนำเทคโนโลยีด้านเภสัชกรรมจากยุโรปสู่ไทยเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของไทยในประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ธุรกิจอุตสาหกรรมด้านเภสัชกรรมและการผลิตยาในยุโรปนั้นมีกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลาย กล่าวคือ ผู้ผลิตยายักษ์ใหญ่ของยุโรป ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้สิทธิ CL ของประเทศกำลังพัฒนา เพราะอาจต้องสูญผลประโยชน์จากการเก็บค่าสิทธิบัตรไปเป็นจำนวนมหาศาล ในขณะที่กลุ่ม NGOs และผู้ประกอบการธุรกิจยุโรปรายย่อย อย่างเช่นบริษัท Propharex กลับสนับสนุนการใช้สิทธิ CL ของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อผลิตยาสามัญใช้ภายในประเทศ สำหรับสถาบันของสหภาพยุโรป ในขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดโอกาสให้มีการใช้สิทธิ CL ได้แต่ไม่ได้ส่งเสริมให้มีการใช้มากนัก โดยเจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการยุโรปเน้นว่า ‘the use of CL is an exception, but not a rule’ ส่วนสภายุโรป โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม อาทิ GUE/NGL (พรรคการเมืองสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ในยุโรป ซึ่งมีแนวคิดสนับสนุนการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการต่อต้านระบบทุนนิยม) ที่ท่าทีสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการใช้สิทธิ CL เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนไม่ถูกบริษัทยายักษ์ใหญ่เอารัดเอาเปรียบ และเห็นว่าเป็นบทบาทสำคัญของสหภาพยุโรปในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนอีกทางหนึ่งด้วย

นักลงทุน นักธุรกิจ หรือนักวิชาการที่สนใจ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท Propharex ได้ที่ www.propharex.com

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Last Updated ( Wednesday, 25 July 2007 )
host by colorpack.net