|
เบลเยียมเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมด้านเภสัชกรรมและการผลิตยา เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2550 ทีมงานไทยยุโรป.เน็ต ได้มีโอกาสติดตามเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ นายพิศาล มาณวพัฒน์ พร้อมด้วยอัครราชทูต ศิรินารถ ใจมั่น (ฝ่ายการพาณิชย์) และข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ ไปพบปะและเยี่ยมชมโรงงานผลิตยาของบริษัท Propharex ประเทศเบลเยียม จึงขอนำประสบการณ์ครั้งนี้มาถ่ายทอด ซึ่งอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมเภสัชกรรมและการผลิตยาของไทยในอนาคต
บริษัท Propharex ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2532 ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมด้านเภสัชกรรมอย่างครบวงจร โดยมีเทคโนโลยีการประกอบคอนเทนเนอร์เป็นโรงงานผลิตยา ซึ่งสามารถไปตั้งโรงงานในประเทศต่างๆ ได้ง่าย และยังมีสูตรยาสามัญ (generic drugs) สำหรับโรคระบาด อาทิ ยารักษาโรคเอดส์ มาลาเรีย และวัณโรค รวมทั้งให้การอบรมการผลิตยาด้วย โดยมีผลงานการติดตั้งโรงงานที่กาบอง ยูเครน ตูนีเซีย และรัสเซีย มาแล้ว
นาย Philippe de Schaetzen ผู้จัดการฝ่ายขายได้แนะนำเทคโนโลยีการประกอบโรงงานผลิตยา โดยใช้คอนเทนเนอร์ที่เคลื่อนย้ายไปติดตั้งในประเทศต่างๆ ได้ง่าย และเทคโนโลยีด้านเภสัชกรรมที่มีประสิทธิภาพของบริษัทว่ามีประโยชน์และเป็นทางออกสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ในการใช้ประโยชน์จากการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา (Compulsory Licensing - CL) เพื่อผลิตยาที่จำเป็นในการรักษาโรคระบาดสำหรับใช้ภายในประเทศ (โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือหารือกับเจ้าของสิทธิบัตรก่อน) โดยเปรียบว่าเหมือนการลงทุนซื้อห้องครัว พร้อมเครื่องมือทำครัวทันสมัย อุปกรณ์ครบถ้วน แถมสูตรอาหาร และการฝึกอบรมพ่อครัว ไปติดตั้งในประเทศไทย พร้อมสำหรับการลงมือทำอาหาร หรือการผลิตยานั่นเอง

นาย Schaetzen เน้นว่า บริษัท Propharex สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเภสัชกรรมที่ทันสมัย ได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organisation - WHO) และการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practice - GMP) โดยบริษัทมีความเชี่ยวชาญในการติดตั้งและประกอบโรงงานผลิตยาในประเทศที่สาม และมีที่ฝึกอบรมพนักงานจากประเทศนั้นๆ ในระหว่างที่จัดสร้างคอนเทนเนอร์ เมื่อขนย้ายไปติดตั้งเสร็จพนักงานประเทศนั้นๆ ก็จบการอบรมแล้ว หรือทางบริษัทส่งคนไปฝึกอบรมเพิ่มเติมได้อีก
การเตรียมโรงงานผลิตยา เครื่องมือและเทคโนโลยีในการผลิต พร้อมระบบควบคุมที่ได้มาตรฐาน 1 โรงงาน จะใช้ระยะเวลาเพียง 1 ปี ก็พร้อมเดินหน้าการผลิตยาออกสู่ตลาด โดยใช้เวลา 10 เดือนในเบลเยียม จากนั้นขนส่งทางเรือ และใช้เวลาอีก 4-6 สัปดาห์ในการประกอบและติดตั้งเป็นโรงงานผลิตยาในประเทศอื่น โรงงานดังกล่าวมีความสามารถในการผลิตยาได้เป็นจำนวน 200,000 เม็ด/ต่อ 1 ชม. มีอุปกรณ์ทำความเย็น กรองอากาศ พร้อมอุปกรณ์และเทคโนโลยีการผลิตแบบครบชุด รวมถึงการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 2.8 - 5.5 ล้านยูโร (ราคาอาจลดหลั่นลงตามลำดับบริการที่เลือกซื้อ)
 
นาย Schaetzen ยอมรับว่า บริษัทยายักษ์ใหญ่ในยุโรปมิได้ยินดีกับความคิดริเริ่มในการดำเนินธุรกิจประเภทดังกล่าวของบริษัท Propharex มากนัก เนื่องจากบริษัท Propharex สามารถผลิตยาประเภทเดียวกันด้วยเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า ในราคาที่ต่ำกว่ายาประเภทเดียวกันของบริษัทยายักษ์ใหญ่เจ้าของสิทธิบัตรยา
หากเปรียบเทียบราคาดูจะเห็นได้ว่า การรับการรักษาด้วยยาประเภทเดียวกันที่ผลิตจากบริษัทยายักษ์ใหญ่ (อาทิ ยารักษาโรคเอดส์) ในยุโรปอาจสูงถึง 15,000 ยูโร/ต่อปี แต่หากไทยลงทุนซื้อโรงงานผลิตยาสามัญ และสามารถผลิตยาเหล่านี้ใช้เองในประเทศ ผู้ป่วยในประเทศจะสามารถรับการรักษาโรคดังกล่าวได้ด้วยในราคาประมาณ 83 ยูโร (115 ดอลลาร์สหรัฐฯ) /ต่อปี
ในขณะที่ยารักษาโรคเอดส์ มาลาเรีย หรือวัณโรคอาจมีราคาสูงหากต้องซื้อหาจากผู้ผลิตยาชั้นนำในยุโรปผู้ถือสิทธิบัตร แต่ประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งไทย สามารถใช้การบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา Compulsory Licensing (CL) เพื่อขออนุญาตผลิตยาที่จำเป็นในการรักษาโรคระบาดเพื่อใช้ภายในประเทศ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของผู้ถือสิทธิบัตรยาประเภทนั้นก่อน ซึ่งทำได้อย่างถูกต้องตามความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา TRIPs ภายใต้ World Trade Organisation (WTO)
การเยี่ยมชมบริษัท Propharex ได้ประสบการณ์ที่น่าสนใจ นอกจากจะได้เห็นเทคโนโลยีทันสมัยของยุโรปแล้ว ยังอาจเป็นโอกาสสำหรับไทยในการนำเทคโนโลยีด้านเภสัชกรรมจากยุโรปสู่ไทย เพื่อประโยชน์ในการผลิตยารักษาโรคระบาดต่างๆ เพื่อใช้ในประเทศ ซึ่งนาย Schaetzen กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า บริษัท Propharex อาจเป็นทางออกสำหรับประเทศกำลังพัฒนาสู่อิสรภาพ key to the freedom
การลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตยาและโรงงานผลิตยาประเภทนี้ในประเทศไทย อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยาของไทย เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้ายารักษาโรคระบาดจากต่างประเทศ และเป็นการนำเทคโนโลยีจากยุโรปไปต่อยอดบนพื้นฐานศักยภาพของการวิจัยและพัฒนา R&D ของไทย ให้เหมาะสมกับความต้องการของประเทศ
สถานเอกอัครราชทูต / คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป จึงติดตามการใช้สิทธิ CL และนำเสนอโอกาสการนำเทคโนโลยีด้านเภสัชกรรมจากยุโรปสู่ไทยเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของไทยในประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ธุรกิจอุตสาหกรรมด้านเภสัชกรรมและการผลิตยาในยุโรปนั้นมีกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลาย กล่าวคือ ผู้ผลิตยายักษ์ใหญ่ของยุโรป ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้สิทธิ CL ของประเทศกำลังพัฒนา เพราะอาจต้องสูญผลประโยชน์จากการเก็บค่าสิทธิบัตรไปเป็นจำนวนมหาศาล ในขณะที่กลุ่ม NGOs และผู้ประกอบการธุรกิจยุโรปรายย่อย อย่างเช่นบริษัท Propharex กลับสนับสนุนการใช้สิทธิ CL ของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อผลิตยาสามัญใช้ภายในประเทศ สำหรับสถาบันของสหภาพยุโรป ในขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดโอกาสให้มีการใช้สิทธิ CL ได้แต่ไม่ได้ส่งเสริมให้มีการใช้มากนัก โดยเจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการยุโรปเน้นว่า the use of CL is an exception, but not a rule ส่วนสภายุโรป โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม อาทิ GUE/NGL (พรรคการเมืองสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ในยุโรป ซึ่งมีแนวคิดสนับสนุนการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการต่อต้านระบบทุนนิยม) ที่ท่าทีสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการใช้สิทธิ CL เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนไม่ถูกบริษัทยายักษ์ใหญ่เอารัดเอาเปรียบ และเห็นว่าเป็นบทบาทสำคัญของสหภาพยุโรปในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนอีกทางหนึ่งด้วย
นักลงทุน นักธุรกิจ หรือนักวิชาการที่สนใจ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท Propharex ได้ที่ www.propharex.com
|