การจดทะเบียนล่วงหน้าสำคัญอย่างไรสำหรับระเบียบ REACH Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Thursday, 28 June 2007

ภายหลังจากระเบียบ REACH หรือระเบียบว่าด้วยการจดทะเบียน ประเมิน ให้อนุญาตและจำกัดการใช้สารเคมี ได้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไป หน้าที่สำคัญของผู้ผลิตสารเคมีที่ต้องการส่งออกสารเคมีมายัง EU คือ การเตรียมการสำหรับการจดทะเบียนล่วงหน้า ซึ่งจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 1 ธันวาคม 2551

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 คณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ (Federal Ministry for the Environment, Nature Conservation and Nuclear Safety) และสถาบันการรักษาสุขภาพและความปลอดภัยในวิชาชีพ (Federal Institute for Occupational Safety and Health) ของเยอรมนีได้จัดการสัมมนาเรื่อง REACH โดยเน้นการให้ความรู้ในเรื่องการจดทะเบียนล่วงหน้าและการจดทะเบียนสารเคมี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 250 คน และมีวิทยากรจากคณะกรรมาธิการยุโรปด้านต่างๆ เช่น ศูนย์วิจัย (Joint Research Centre, JRC) วิสาหกิจและอุตสาหกรรม (DG Enterprise) สิ่งแวดล้อม (DG Environment) รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานรับผิดชอบในภาครัฐของไอร์แลนด์ซึ่งให้ข้อมูลแก่ภาคเอกชนสำหรับการเตรียมการรับมือกับระเบียบ REACH สรุปสาระสำคัญของการสัมมนา ดังนี้

1. ขั้นต่อไปของระเบียบ REACH
นาย Heinz Zourek, Director-General DG Enterprise กล่าวถึงระเบียบ REACH ว่า ไม่เคย มีระเบียบ EU ใดที่ต้องใช้เวลาเตรียมการนานเท่าระเบียบ REACH และอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในคณะกรรมาธิการยุโรปหลายหน่วยงาน ได้แก่ JRC, DG Enterprise, DG Environment ทั้งในเรื่องการเตรียมให้การดำเนินการตามระเบียบ REACH เป็นไปอย่างราบรื่นและการจัดตั้งหน่วยงานกลางด้านสารเคมีของยุโรป (European Chemicals Agency หรือ ECHA) และในขณะนี้การจัดทำเอกสารแนวทาง (guidance documents) ได้เสร็จสิ้นไปแล้วบางส่วน อย่างไรก็ดี ตัวบทของระเบียบ REACH ถือเป็นคำตัดสิน (legal text is the final word) เอกสารแนวทางเป็นเพียงคู่มือช่วยให้การปฏิบัติตามระเบียบ REACH สะดวกขึ้น และคู่มือที่ยังอยู่ในระหว่างการจัดทำมีกำหนดเสร็จสิ้นในปี 2551 นอกจากนี้ หากภาคธุรกิจมีข้อสอบถาม ขอให้ติดต่อ Help desk ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในแต่ละประเทศสมาชิก EU ได้

สิ่งที่ถือว่าเป็นภารกิจเร่งด่วน คือ การเตรียมการในภาคธุรกิจ การจดทะเบียนล่วงหน้า และการใช้เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลสารเคมีที่เรียกว่า Substance Information Exchange Forum (SIEF) โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดสัมมนาอีกครั้งในเดือน ก.ย. ศกนี้ และเห็นว่าบริษัทที่เตรียมการรับมือกับระเบียบ REACH ได้ดีจะมีความได้เปรียบทางการตลาด

สิ่งที่ภาคธุรกิจควรเตรียมการคือการจดทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registration) เพื่อส่งข้อมูลเบื้องต้นของสารเคมีไปยัง ECHA ก่อน เพื่อที่จะยังสามารถผลิตหรือนำเข้าสารเคมีใน EU ได้ต่อไป ก่อนเริ่มการจดทะเบียนจริงตามปริมาณการผลิต/นำเข้า และตามประเภทความเป็นอันตรายของสารเคมีตามที่ระเบียบ REACH กำหนดไว้ โดยสารเคมีที่อยู่ในกลุ่มแรกที่ต้องจดทะเบียนให้เสร็จสิ้นภายในปี ค.ศ. 2010 คือสารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ตั้งแต่ 1,000 ตันขึ้นไป

2. ข้อแนะนำสำหรับภาคธุรกิจ
จนท.จาก DG Environment ได้ให้คำแนะนำสำหรับภาคธุรกิจ ดังนี้
1) ควรจัดทำรายชื่อสารเคมี (inventory) ของสารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้า และการใช้ (uses) สารเคมีเหล่านั้น
2) ศึกษาคู่มือจากเวบไซต์ ECHA
3) หารือผ่านห่วงโซ่การผลิต (supply chain) และ
4) เตรียมจัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องในกรณีจำเป็นเช่น Chemical Safety Report, Safety Data Sheet, Exposure Scenarios เป็นต้น
3. เอกสารแนวทาง (คู่มือปฏิบัติตาม REACH)
JRC ได้ร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (stakeholder group) และจัดทำเอกสารแนวทางเสร็จสิ้นบางส่วน ได้แก่ RIP 3.1 การเตรียมเอกสารสำหรับการจดทะเบียน RIP 3.8 สารเคมีในผลิตภัณฑ์ (ทำคู่มือเสร็จแล้วแต่ยังอยู่ในระหว่างการหารือขั้นสุดท้ายกับประเทศสมาชิก) RIP 3.10 การตรวจพิสูจน์และกำหนดชื่อเรียกสารเคมี RIP 4.1-4.2 และ 4.4 ซึ่งเป็นคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ในประเทศสมาชิก EU ทั้งนี้ คู่มือทั้งหมดจะถูกสรุปรวมอยู่ใน Overall Guidance Package ในเวบไซต์ ECHA

คู่มือสำคัญๆ ที่ยังไม่เสร็จสิ้นและควรติดตามผลต่อไป ได้แก่ RIP 3.2 การจัดทำรายงานความปลอดภัยสารเคมี (Chemical Safety Report) RIP 3.3 การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติสารเคมีโดยไม่ต้องใช้สัตว์ทดลอง RIP 3.5 หน้าที่และข้อปฏิบัติของผู้ใช้สารเคมีปลายน้ำ (Downstream users หรือ DUs) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จกลางเดือน ต.ค. 2550 ความคืบหน้าของการจัดทำคู่มือสามารถดูได้ที่เวบไซต์ ECHA http://echa.europa.eu

4. การใช้ SIEF ในการจดทะเบียนล่วงหน้า
ระเบียบ REACH กำหนดไว้ชัดเจนใน article 5 ว่า “No Data, No Market” หมายความว่าต้องมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีแก่ EU ถึงจะสามารถผลิตหรือนำเข้าสารเคมีนั้นเพื่อจำหน่ายใน EU ได้ อย่างไรก็ดีมีสารเคมีบางชนิดที่ไม่ต้องจดทะเบียน

สารเคมีที่ไม่ต้องจดทะเบียน ได้แก่ โพลิเมอร์ สารเคมีที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา สารเคมีสำหรับฆ่าแมลง (pesticides) สารเคมีชีวภาพ (biocides) ยาสำหรับมนุษย์และสัตว์ (human or veterinary drugs) สารเกี่ยวกับอาหารหรืออาหารสัตว์ (food or feeding stuffs) สารกัมมันตรังสี (radioactive substances) สารเคมีที่ต้องตรวจสอบโดยศุลกากร (substances subject to customs supervision) สารเคมีที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์โดยไม่สัมผัสสิ่งแวดล้อม (non-isolated intermediates) ของเสีย (waste) สารเคมีที่ประเทศสมาชิก EU ใช้ประโยชน์เพื่อการป้องกันประเทศ โดยรายชื่อสารที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนปรากฏอยู่ใน Annex IV ส่วนคุณสมบัติสารที่ได้รับการยกเว้นอยู่ใน Annex V ของระเบียบ REACH

สารเคมีที่ต้องจดทะเบียน คือ สารเคมีนอกเหนือจากที่ได้รับการยกเว้น โดยถือเป็น phase-in substances กล่าวคือสารเคมีที่ยังไม่มีการนำเสนอข้อมูลผลการตรจสอบและประเมินความเสี่ยงก่อนนำเข้าสู่ตลาด

สิ่งสำคัญสำหรับการจดทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registration) และการจดทะเบียน (Registration) คือ

4.1 ต้องมีการตรวจพิสูจน์คุณสมบัติสารเคมี (substances identification) (อาจใช้คู่มือ RIP 3.10 ทำความเข้าใจในขั้นตอนนี้) โดยดูว่าเป็นสารที่มีองค์ประกอบชัดเจน (mono constituent substances ซึ่งมีองค์ประกอบสารชนิดเดียวมากกว่า 80% ขึ้นไป) หรือเป็นสารที่มีองค์ประกอบหลายแบบ (multi constituent substances องค์ประกอบสารเคมีหลายชนิดรวมกันตั้งแต่ 10-80%) หรือเป็นสารที่ยังไม่ทราบองค์ประกอบชัดเจน (UVCB substances)

4.2 ในการจดทะเบียนล่วงหน้า ข้อมูลที่ต้องส่งให้ ECHA ได้แก่ (1) ชื่อบริษัทและที่ติดต่อ (2) ชื่อสาร หมายเลขใน EINECS (European Inventory of Existing Commercial Chemical Substances ซึ่งเป็นบัญชีสารเคมีของยุโรปตั้งแต่ปี 2514-2524) หรือ หมายเลขใน CAS (Chemical Abstracts Services ซึ่งเป็นบัญชีสารเคมีของอเมริกา) (3) กำหนดระยะเวลาที่ระเบียบ REACH ให้มีการจดทะเบียนสารชนิดนั้น โดยการจดทะเบียนสามารถกระทำได้โดยการส่งข้อมูลผ่านเวบไซต์ หรือส่งข้อมูลสารหลายชนิดพร้อมกัน (ในขณะนี้ยังไม่มีแบบฟอร์มสำหรับการจดทะเบียนดังกล่าว) หรือการจดทะเบียนผ่าน IUCLID 5 (International Uniform Chemical Information Database) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลสารเคมี (ในขณะนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนา)

4.3 การแลกเปลี่ยนข้อมูลใน Substance Information Exchange Forum (SIEF) ผู้ที่ สามารถเข้าร่วม SIEF ได้คือผู้ที่ประสงค์จดทะเบียนสารเคมี ซึ่งอาจเป็นผู้ผลิตสารเคมี ผู้นำเข้า หรือผู้แทน ที่ยื่นขอจดทะเบียนล่วงหน้าในสารเคมีชนิดเดียวกัน เพื่อที่จะได้ช่วยกันรวบรวมข้อมูล ตกลงกันเรื่องรูปแบบความร่วมมือและการแบ่งค่าใช้จ่าย แลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้ข้อมูลร่วมกัน (data sharing) ตกลงกันในเรื่องการจำแนกสารและการติดฉลาก (Classification and Labeling) และเตรียมการยื่นจดทะเบียนสารพร้อมกัน (Joint Submission) ต่อไป ความร่วมมือใน SIEF สำหรับสารเคมีแต่ละชนิด (1 SIEF ต่อหนึ่งสารเคมี) จะดำเนินไปจนถึงอย่างช้าสุดวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2018

ผู้ที่จะจดทะเบียนสารเคมีอาจต้องหารือระหว่างกันเองก่อนว่าใครจะจดทะเบียนใน สารเคมีชนิดเดียวกันบ้าง ซึ่ง ECHA จะไม่เข้าไปมีส่วนจัดการ โดยหลังจากมีการจัดตั้ง SIEF แล้วอาจมีการแต่งตั้งผู้ประสานงานหลักใน SIEF (SIEF Formation Facilitator) เมื่อมีการจดทะเบียนล่วงหน้าสำหรับสารเคมีชนิดนั้นแล้ว จะมีการจัดทำเวบไซต์ สำหรับสารเคมีชนิดนั้นโดยผู้ที่ประสงค์จดทะเบียนต่อไปจะได้รับทราบข้อมูลและที่ติดต่อของผู้ที่เกี่ยวข้อง และสามารถอ่านข้อมูลสารเคมีอื่นๆ ได้ (read-across possibilities) ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าใน EU ที่ต้องการรักษาความลับทางการค้าอาจใช้วิธีแต่งตั้งผู้แทน (Third Party Representatives) ในการดำเนินการดังกล่าวได้

4.4 การจดทะเบียนสารเคมีชนิดเดียวกันโดยผู้จดทะเบียนหลายรายร่วมกัน (Joint submission) ผู้ที่เคยตกลงว่าจะจดทะเบียนร่วมกันสามารถถอนตัว (opt-out) ได้หากว่าต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม หรือต้องเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้า หรือไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องการเลือกข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการจดทะเบียนสารร่วมกัน คือ ข้อมูลความเป็นอันตรายของสาร (hazard properties of substances) และการจำแนกสารและการติดฉลาก (Classification and Labeling) ส่วนข้อมูลที่อาจให้เพิ่มได้ คือ รายงานความปลอดภัยของสาร (Chemical Safety Report) โดยต้องรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อจัดทำแฟ้มทางเทคนิค (Technical Dossier) ผู้ที่จะจดทะเบียนสารเคมีชนิดเดียวกันอาจตกลงร่วมกันแต่งตั้งผู้นำ (lead registrants) ซึ่งจะเป็นผู้ยื่นข้อมูลสารเคมี

โปรดระวัง ผู้ผลิตนอก EU ไม่สามารถทำการจดทะเบียนสาร หรือเข้าร่วมการ แลกเปลี่ยนข้อมูลใน SIEF ได้โดยตรง ต้องกระทำโดยผ่านผู้แทน หรือ Only Representatives เท่านั้น

4.5 ระยะเวลาในการจดทะเบียนยังเป็นไปตามกำหนดเดิม (อ่านรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่ข่าวเรื่อง ภาคเอกชนไทย รับมือระเบียบ REACH ) โดยท้ายสุดภายในวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2018 สารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ตั้งแต่ 1 ตันต่อปีขึ้นไปต้องได้รับการจดทะเบียน

โปรดระวัง หากต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาในการส่งออกสารเคมีควรทำการจดทะเบียนล่วงหน้าไว้ก่อน ในช่วงวันที่ 1 มิ.ย. – 1 ธ.ค. 2551 เพื่อให้ ECHA มีข้อมูลสารเคมีประเภทนั้นในเบื้องต้นไว้ก่อน ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนในลำดับถัดไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
5. ข้อสังเกต
5.1 ภาคธุรกิจไทยที่เป็นผู้ผลิตสารเคมีหรือผู้ใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์จะได้รับผลกระทบในการส่งออกสินค้ามายัง EU หากสารเคมีนั้นยังไม่ได้รับการจดทะเบียน ซึ่งจุดเสียเปรียบอยู่ที่ภาคธุรกิจนอก EU ไม่สามารถติดต่อโดยตรงกับ ECHA สำหรับการจดทะเบียนล่วงหน้า การจดทะเบียน และไม่สามารถเข้าร่วมการแลกเปลี่ยนใน SIEF ได้โดยตรง จำต้องพึ่งพาตัวแทน Only Representative ซึ่งจะต้องรู้เรื่องสารเคมีและกระบวนการ REACH ซึ่งจะก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การส่งออกสารเคมีไป EU จะต้องมีกระบวนการเพิ่มขึ้น เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบสารเคมี การจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการจดทะเบียน และต้องระวังการให้ข้อมูลที่อ่อนไหวในกรณีที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกับผู้อื่นด้วย

5.2 แม้ระเบียบ REACH จะมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2550 แต่การดำเนินการบางอย่างที่เกี่ยวข้องยังไม่เสร็จสิ้น เช่น การจัดตั้ง ECHA ซึ่งจะเป็นหน่วยรวบรวมข้อมูลและจดทะเบียน การจัดทำฐานข้อมูล IUCLID การจัดทำคู่มือ (guidance documents) การจัดทำแบบฟอร์มสำหรับการจดทะเบียนสารเคมีหลายประเภทในคราวเดียวกัน เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ผลิตนอก EU ยังต้องแสวงหาตัวแทนสำหรับการจดทะเบียนหรือการเข้าร่วม SIEF เอง โดยที่คณะกรรมาธิการยุโรปปล่อยให้เป็นเรื่องของภาคเอกชน โดยผู้ที่จะเป็น Only Representatives ไม่ต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการยุโรป

5.3 ในส่วนของประเทศสมาชิก EU เองยังมีผู้ที่ต้องการให้แปลคู่มือหลักๆ เป็นภาษาของประเทศต่างๆ ใน EU เนื่องจากภาคธุรกิจบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยเฉพาะ SMEs

5.4 การให้ข้อมูล/ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ภาคธุรกิจของไทยอย่างต่อเนื่องยังมีความจำเป็นรวมทั้งการพิจารณาจัดตั้ง help desk โดยหน่วยงานรับผิดชอบในประเทศไทยที่มีความรู้เรื่องสารเคมีและการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการส่งออกสารเคมีหรือสินค้าที่ใช้สารเคมีในการผลิตมายัง EU


Related Items:

  1. Only Representatives อีกหนึ่งปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบ REACH
  2. REACH – แนวคิดและแนวปฏิบัติของภาคเอกชนในยุโรป
  3. REACH ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่า charges อื่นๆ
  4. REACH: ระเบียบ EU ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมการรับมือ
  5. การจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้า ตามระเบียบ REACH ของ EU
Last Updated ( Wednesday, 04 July 2007 )
 

ระเบียบสินค้าอุตสาหกรรม

ระเบียบด้านมาตรฐานความปลอดภัย

ระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

ระเบียบ RoHS และ WEEE

ระเบียบ Eco-Design

REACH

REACH

 

ปฎิทินธุรกิจ/กิจกรรม

No Latest Events

 

ThaiEurope

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

.