|
คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปได้เสนอรายงานไขข้อสงสัยเกี่ยวกับมาตรฐาน EurepGAP อันจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ผู้ส่งออก และผู้ที่อยู่ในภาคการเกษตรของไทย โดย EurepGAP คือมาตรฐานสำหรับการผลิตสินค้าเกษตรซึ่งกลุ่มผู้ค้าปลีกในยุโรปริเริ่มขึ้น ดังนั้น หากผู้ผลิตสินค้าเกษตรไทยต้องการนำสินค้าของตนไปจำหน่ายในร้านค้าในยุโรปที่เป็นหุ้นส่วนของ EurepGAP (เช่น Tesco Marks & Spencer และ Delhaize) ก็จะต้องผ่านการรับรองจากมาตรฐานดังกล่าว
1. EurepGAP คืออะไร
EurepGAP คือมาตรฐานรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารตามรกระบวนการผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม (Good Agricultural Practice: GAP) ที่กลุ่มผู้ค้าปลีกในยุโรป (Euro-retailer Produce Working Group EUREP) ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2540 สำหรับสินค้าเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ สินค้าปศุสัตว์ สินค้าประมง และไม้ดอก หากผู้ผลิตสินค้าเกษตรไทยต้องการนำสินค้าของตนไปจำหน่ายในร้านค้าปลีกในยุโรปที่เป็นหุ้นส่วน (partner) ของ EurepGAP ก็จำเป็นต้องผ่านการรับรองจากมาตรฐานดังกล่าว ปัจจุบัน มีฟาร์มที่ขอใบรับรองจาก EurepGAP ประมาณ 70,000 แห่งทั่วโลก
2. EurepGAP เป็นส่วนหนึ่งของกฏระเบียบของสหภาพยุโรปใช่ไหม
EurepGAP เป็นมาตรฐานของภาคเอกชนยุโรป ไม่ใช่ของทางการสหภาพยุโรป แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว มาตรฐาน EurepGAP เป็นไปตามระเบียบข้อกำหนดของสหภาพยุโรป โดยข้อกำหนดบางอย่างอาจมีความเข้มงวดสูงกว่า เช่น การกำหนดระดับสูงสุดของสารตกค้างในอาหาร (MRLs) หรือไม่มีมาตรฐานบางอย่างที่ทางการสหภาพยุโรปกำหนดไว้ เช่น มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับการรับรองจาก EurepGAP ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ด่านนำเข้าโดยทางการสหภาพยุโรปเป็นปกติ
อนึ่ง ยุโรปไม่ใช่ภูมิภาคเดียวที่มีการจัดทำมาตรฐานมาตรฐานสำหรับการผลิตสินค้าเกษตรขึ้นมา ปัจจุบัน มีหลายประเทศที่กำหนดมาตรฐาน GAP ของตน เช่น ญี่ปุ่นหรือเคนย่า ส่วนในประเทศไทยเองก็มีมาตรฐาน GAP ซึ่งกำหนดโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติโดยการผลิตที่ตรงตามมาตรฐานจะได้รับตรา Q Mark นอกจากนี้ EurepGAP ก็ไม่ใช่มาตรฐานในเรื่องดังกล่าวเพียงมาตรฐานเดียวในยุโรป แต่ยังมีมาตรฐานอื่นๆด้วย เช่น SwissGAP ซึ่งเป็นของภาคเอกชนของสวิตเซอร์แลนด์
ทั้งนี้ มาตรฐาน GAP ของประเทศและองค์การต่างๆมีที่มาจากแนวคิดเรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP) ขององค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Food and Agriculture Organization FAO) ซึ่งเสนอแนวทางของการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม 3. มาตรฐาน EurepGAP ครอบคลุมถึงสินค้าประเภทใดบ้างอะไรบ้าง
EurepGAP ออกมาตรฐานสำหรับการผลิตสินค้าเกษตร (ที่ยังไม่แปรรูป) ประเภทต่างๆ เช่น ผักสด ผลไม้สด สินค้าปศุสัตว์และอาหารสัตว์ สินค้าประมง ดอกไม้ กาแฟ เป็นต้น และในอนาคต EurepGAP อาจขยายการจัดทำมาตรฐานไปสู่สินค้าประเภทน้ำมันปาล์ม ชา น้ำผึ้ง โดยมาตรฐานดังกล่าวครอบคลุมการผลิตสินค้าเกษตรอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธ์ การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การให้สารเคมี ฯลฯ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิ้งค์ที่น่าสนใจข้างล่าง)
ที่ผ่านมา EurepGAP ออกมาตรฐาน เป็น modules แยกสำหรับแต่ละสินค้า แต่ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2550 ได้มีการปรับมาตรฐานใหม่โดยใช้หลักการ Integrated Farm Assurance (IFA) กล่าวคือ มีมาตรฐานหลัก 1 ฉบับถือเป็น basic module สำหรับสินค้าเกษตรทุกชนิด และมี module แยกเป็นรายสินค้า ซึ่งมาตรฐานเดิม (ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2548) จะยังคงมีผลจนถึงสิ้นปี 2550 ควบคู่ไปกับมาตรฐานใหม่ และตั้งแต่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป มาตรฐานใหม่จะมีผลบังคับใช้เท่านั้น 4. ใครควรจะไปขอรับรองมาตรฐาน EurepGAP
เกษตรกรไทยที่ต้องการจะส่งออกสินค้าไปยังร้านค้าปลีกในยุโรปที่เป็นหุ้นส่วนของ EurepGAP จำต้องผ่านการรับรองมาตรฐานของ EurepGAP ส่วนผู้ส่งออกหรือโรงงานต่างๆ อาจต้องทำการตกลงให้เจ้าของฟาร์มที่ตนไปรับซื้อสินค้าให้ขอรับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว 5. ร้านค้าในยุโรปที่เป็นหุ้นส่วนของ EurepGAP มีใครบ้าง
ตัวอย่างของร้านค้าในยุโรปที่เป็นพันธมิตรของ EurepGAP เช่น
สหราชอาณาจักร: Marks & Spencer, Tesco. ASDA, Sainsburys, Morrison, Waitrose, Somerfield
ออสเตรีย: Spar
เบลเยี่ยม: Delhaize
เยอรมนี: ALDI, Lidl, Plus, Metro Group, Tegut ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ EurepGAP6. ขั้นตอนขอรับรอง EurepGAP มีอะไรบ้าง ใช้เวลานานเท่าไร และเสียค่าใช้จ่ายเท่าใด
การขอรับรองนั้นมีระดับมาตรฐานและขั้นตอนการจดรับรองแบบเดียวกันทั่วโลก โดยทางเกษตรกรเป็นผู้ติดต่อหน่วยงานออกใบรับรอง (Certification Bodies หรือ CBs) ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ (accreditation) จาก EurepGAP ให้เข้าไปตรวจสอบระดับมาตรฐานของฟาร์ม
ปัจจุบัน มีหน่วยงานออกใบรับรองของ EurepGAP อยู่ในประเทศไทย 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท SGS Thailand บริษัท BCS Thailand และบริษัท P&H Agro Control Co.
สำหรับขั้นตอนการของการรับรองนั้น ทางบริษัท SGS Thailand ได้ให้ความมอนุเคราะห์ข้อมูลว่ามีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1 ) Training: หลังจากที่เกษตรกรแจ้งความจำนงขอรับการรับรองมาตรฐาน ทางบริษัทจะจัดการอบรมให้ข้อมูลแก่เกษตรกรถึงแนวทางการปฏิบัติตามมาตรฐาน EurepGAP
2) Pre-implementation: เกษตรกรปรับตัวและนำแนวมาตรฐานไปปฏิบัติ (โดยอาจใช้ระยะเวลาปรับตัวประมาณ 3 เดือน)
3) Pre-assessment: บริษัททำการประเมินและให้ความเห็นเบื้องต้น เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติอีกครั้ง (โดยอาจใช้ระยะเวลาปรับปรุงประมาณ 1 เดือน)
5) Main audit: เมื่อเกษตรกรพร้อม บริษัทจะไปประเมินมาตรฐานของฟาร์ม หากตรงตามมาตรฐาน EurepGAP ก็จะออกใบรับรองให้แก่ฟาร์มดังกล่าว (ไม่มีการติดฉลากบนสินค้า)
6) ใบรับรองมีระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้นเกษตรกรสามารถติดต่อบริษัทซึ่งเป็นหน่วยงานออกใบรับรองเพื่อทำเรื่องขอการรับรองมาตรฐานใหม่ได้อีกครั้ง ขั้นตอนในการขอการรับรองทั้งหมดอาจใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของเกษตรกรด้วย
สำหรับค่าใช้จ่ายนั้น หน่วยงานออกใบรับรองเป็นผู้กำหนด โดยคำนวณจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่เพาะปลูก ชนิดของพืช จำนวนของพืชที่เพาะปลูก ค่าใช้จ่ายจึงอาจแตกต่างกันไป ทางบริษัท SGS Thailand กล่าวว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ฟาร์มโดยทั่วไปแล้วในเมืองไทยจะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 70,000 100,000 บาท 7. ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการตื่นตัวเรื่อง EurepGAP มากน้อยเพียงใด
แม้ปัจจุบัน ยังมีจำนวนฟาร์มในเมืองไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน EurepGAPหรืออยู่ในขั้นตอนการสมัครไม่มากนัก (ประมาณสิบกว่าราย) แต่อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงปีนี้ แวดวงการเกษตรในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ส่งออก โรงงาน และสมาคมต่างๆ ดูมีความตื่นตัวในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่า แม้การขอรับรองมาตรฐาน EurepGAP จะเป็นการเพิ่มภาระและต้นทุน แต่หากต้องการเปิดตลาดส่งออกสินค้าไปยังร้านค้าในยุโรปที่เป็นเครือข่ายของ EurepGAP ก็มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมขอรับรองมาตรฐานดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีการประชาสัมพันธ์โดยองค์กรต่างๆ เช่น หน่วยงานออกใบรับรอง อย่างบริษัท SGS Thailand และในวันที่ 6-9 กันยายน 2550 จะมีการจัดการประชุม EurepGAP Asia Conference ที่กรุงเทพฯ เพื่อจัดฝึกอบรมในลักษณะ Train-the-Trainer มาตรฐาน EurepGAP ฉบับล่าสุดซึ่งออกเมื่อเดือน มี.ค. 2550 ด้วย
อีกความพยายามที่น่าสนใจคือ สำนักงานขององค์กร German Technical Cooperation (GTZ) หรือหน่วยงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของเยอรมนี ประจำประเทศไทยได้จัดแปลคู่มือ EurepGAP เป็นภาษาไทยและให้ความรู้แก่เกษตรกรเมืองไทยในเรื่องดังกล่าวด้วย โดยเน้นที่ 6 กล่มสินค้า ได้แก่ แอสพารากัส baby corn ทุเรียน ส้มโอ มะม่วง มังคุด
มาตรฐาน EurepGAP เปิดโอกาสให้มีการเทียบเคียงกับมาตรฐานของประเทศอื่นด้วย ซึ่งหากเทียบเคียงมาตรฐานได้สำเร็จก็จะสามารถใช้มาตรฐาน GAP ของประเทศอื่นในการรับรองสินค้าและส่งสินค้ามาจำหน่ายในร้านค้าปลีกในสหภาพยุโรปได้เช่นกัน ซึ่งในขณะนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน กำลังหารือกับหอการค้าแห่งประเทศไทย และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช) เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเทียบเคียงมาตรฐานระหว่างมาตรฐาน GAP ของไทย กับ EurepGAP กับ ซึ่งในปัจจุบัน JGAP ของญี่ปุ่น และ Kenya GAP ก็กำลังขอเทียบเคียบมาตรฐานกับ EurepGAP อยู่เช่นกัน ลิ้งค์ที่น่าสนใจ
เว็บของ EurepGAP: www.eurepgap.org
คู่มือแนวทางในการปฏิบัติตามมาตรฐาน Eurepgap (ภาษาอังกฤษ): www.eurepgap.org/fruit/Languages/English/documents.html
แนวคิดเรื่อง Good Agricultural Practice ของ FAO: www.fao.org/prods/GAP/gapindex_en.htm
มาตรฐาน GAP ต่างๆทั่วโลก: www.fao.org/wssd/SARD/sard_gap/sard-gap.htm
มาตรฐาน SwissGAP: news.thaieurope.net/content/view/2236/63/
และ www.swissgap.ch/de/index.html
ขอขอบคุณ...
- สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
- องค์กร German Technical Cooperation (GTZ)
- บริษัท SGS Thailand
ทีได้ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม
สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณเพ็ญแข อินทรสุวรรณ ที่ email:
Related Items:
- EurepGAP ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น GlobalGAP
- Eurofruit นำเสนอเรื่อง ThaiGAP
- การจัดทำมาตรฐานภาคเอกชน SwissGAP
- ทำไมสหภาพยุโรปจึงให้ความสำคัญกับมาตรวิทยา
- ผลตอบรับต่อกิจกรรมเสริมศักยภาพธุรกิจไทย ปี 51 โดยทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์
|