|
หากดูแผนงานที่เยอรมนี ประธานสหภาพยุโรปในวาระปัจจุบันตั้งไว้ว่าจะให้มีรับรอง ธรรมนูญยุโรป ภายในปี 2552 ก็หมายความว่าอาจเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองปีก่อนที่ธรรมนูญยุโรปจะมีผลบังคับใช้ แม้อาจมีการแก้ไขตัวบทในบางประการ เช่น ตัดคำว่า ธรรมนูญ ออกจากชื่อ เพื่อให้ผ่านกระบวนการรับรองได้สะดวกขึ้น แต่คาดว่าโดยสาระสำคัญแล้ว ธรรมนูญยุโรปจะยังคงเหมือนเดิม เนื่องจากปัจจุบัน มีประเทศสมาชิกรับรองธรรมนูญฉบับดังกล่าวไปแล้วกว่าครึ่ง และประเทศเหล่านี้มีท่าที่ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญใดๆ
ธรรมนูญยุโรป จะเปลี่ยนแปลงสหภาพยุโรปในด้านความสัมพันธ์กับประเทศที่สามไปอย่างไร มีประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง 4 ประการ ดังต่อไปนี้
1) โครงสร้างใหม่: EU External Action
ธรรมนูญยุโรปฉบับร่างปัจจุบันจะทิ้งระบบโครงสร้างแบบ สามเสาหลัก และรวบเรื่องการต่างประเทศทั้งหมดมาอยู่ในการระบบการจัดการเดียวกัน โดยใช้ชื่อว่า ความสัมพันธ์กับประเทศที่สาม (EU External Action) และจะครอบคลุมถึงเรื่องดังต่อไปนี้ :
นโยบายการต่างประเทศและความมั่นคง (Common foreign and security policy -CFSP)
นโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันดินแดน (Common security and defence policy CSDP)
นโยบายการค้า-การลงทุนร่วม
นโยบายความร่วมมือในการพัฒนา (development cooperation policy)
การร่วมมือด้านการค้า การเงิน และทางเทคนิคกับประเทศที่สาม
การให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม
การทำข้อตกลงกับนานาชาติ
การดำเนินความสัมพันธ์กับองค์กรต่างประเทศ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หมายความว่า ต่อไปสหภาพยุโรปจะสามารถมีน้ำหนักในการเจรจาต่อรองกับประเทศที่สามมากขึ้นไปอีก เพราะในปัจจุบัน การกระจายโครงสร้างออกเป็นเสาหลัก ทำให้ในบางครั้ง การดำเนินนโยบายที่ต้องอาศัยอำนาจการต่อรองจากทั้งนโยบายการค้าและการเมือง เช่น เรื่องพลังงาน จึ่งไม่มีความคล่องตัวเท่าที่ควร การรวบกิจการต่างประเทศมาอยู่ในภายใต้การจัดการเดียวกันย่อมช่วยให้การประสานงานระหว่างผู้เกี่ยวข้องทั้งจากสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกมีความสะดวกคล่องตัวขึ้น และสามารถใช้เครื่องมือเจรจาต่อรองได้หลากหลายขึ้น
ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ธรรมนูญยุโรปฉบับร่างปัจจุบัน ได้ขยายอำนาจของสหภาพยุโรปในเรื่องการค้า ให้ครอบคลุมเรื่องการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment - FDI) ด้วย ทำให้ประเทศยุโรปมีอำนาจต่อรองและเครื่องมือในการเปิดตลาดการลงทุนในประเทศที่สามมากขึ้น
ที่สำคัญ ยังมีการเปลี่ยนแปลงในด้านกระบวนการตัดสินใจในนโยบายด้านความสัมพันธ์กับประเทศที่สาม กล่าวคือ แม้ประเทศสมาชิกยังคงไว้ซึ่งสิทธิใช้เสียงยับยั้ง (วีโต) แต่สามารถเปลี่ยนมาใช้การตัดสินใจแบบเสียงข้างมาก หรือ QMV ในประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้ หากประเทศสมาชิกทุกประเทศตกลงเห็นพ้องกันที่จะให้ใช้วิธีการดังกล่าว
นอกจากนี้ ในธรรมนูญยุโรปฉบับร่างปัจจุบัน ยังได้เปลี่ยนแปลงวิธีการลงคะแนนเสียงแบบ QMV ด้วย โดยจะใช้ระบบที่เรียกว่า Double Majority Voting แทนการลงคะแนนเสียงในปัจจุบัน ซึ่งนับตาม น้ำหนักเสียง ที่แต่ละประเทศได้รับแตกต่างกันไป ในระบบใหม่นี้ จะนับว่ามีคะแนนเสียงข้างมาก หากประเทศสมาชิกมากกว่า 55 % ให้การรับรอง โดยมีเงื่อนไขว่า จำนวน 55 % ดังกล่าวต้องมีประเทศสมาชิกอย่างน้อย 15 ประเทศ และมีจำนวนประชากรร่วมกันเกิน 65 % ของจำนวนประชากรทั้งหมดของสหภาพยุโรป)
2) ตำแหน่งใหม่: รัฐมนตรีต่างประเทศ และ ประธานคณะมนตรียุโรป
สำหรับผู้ที่จะมาดูแลรับผิดชอบเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศที่สาม (EU External Action) ธรรมนูญยุโรปฉบับร่างปัจจุบัน ได้เสนอตำแหน่งใหม่ คือ รัฐมนตรีต่างประเทศ หรือ Foreign Minister (ตามที่ปรากฏในมาตราที่ I-28)
ตำแหน่งนี้มาแทนที่ระบบ Troika ซึ่งถือเป็นตัวแทนของสหภาพยุโรปในเรื่องด้านการต่างและความมั่นคงในปัจจุบัน อันหมายความว่าตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศนี้จะมาแทนที่ ตำแหน่งผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU High Representative) และกรรมาธิการยุโรปด้านความสัมพันธ์กับประเทศที่สาม ที่ปัจจุบันร่วมดูแลและเป็นตัวแทนเรื่องการต่างประเทศของสหภาพยุโรป ควบคู่ไปกับผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศที่ดำรงตำแหน่งประธานยุโรปในขณะนั้น
อนึ่ง ระบบการหมุนเปลี่ยนประธานสหภาพยุโรป ซึ่งปัจจุบันให้ประเทศสมาชิกผลัดกันดำรงตำแหน่งวาระละ 6 เดือน ก็จะถูกยกเลิกด้วย และจะมีตั้งการตั้งตำแหน่งใหม่ คือ ประธานคณะมนตรียุโรป (President of Euroopean Council) ขึ้นมาเป็นตำแหน่งถาวร โดยผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวจะมาจากการเสนอชื่อและรับรองจากประเทศสมาชิก และผ่านการรับรองจากสภายุโรปอีกครั้งหนึ่ง และจะอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง
หน้าที่ของรัฐมนตรีต่างประเทศคือ รับผิดชอบในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศและความมั่นคง (CFSP) และนโยบายความมั่นคงและการป้องกันดินแดน (ESDP) พร้อมดำรงตำแหน่งประธานในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของยุโรป นอกจากนี้ ยังจะมีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านพิธีการทูต (diplomatic service) ของคณะผู้แทนสหภาพยุโรป (ซึ่งปัจจุบันคือ คณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรป) ในประเทศที่สาม นอกจากนี้ ยังจะมีการตั้งหน่วย EU External Action Service ขึ้นมาสนับสนุนการทำงานของรัฐมนตรีต่างประเทศอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ธรรมนูญยุโรประบุว่า ทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศและประธานคณะมนตรียุโรป เป็น ผู้แทนสหภาพยุโรปในด้านการต่างประเทศ ควบคู่กันไป (มาตราที่ I-22) โดยไม่ได้ให้รายละเอียดลงไปชัดเจนว่า ในเชิงปฏิบัติแล้ว ทั้งสองตำแหน่งนี้จะมีขอบข่ายของงานแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งคาดว่า คงเป็นการเปิดโอกาสให้มีความยืดหยุ่นต่อผู้ปฏิบัติงาน ให้สามารถปรับการทำงานให้เหมาะสมต่อสถานการณ์ ทว่า ในอีกแง่หนึ่ง ก็อาจก่อให้เกิดความสับสนในการทำงานได้เช่นกัน
3) สถานะใหม่: สหภาพยุโรปจะมีตัวตนในเชิงกฏหมาย
การเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกอย่างคือ ในธรรมนูญยุโรปร่างปัจจุบัน จะให้ ตัวตนในเชิงกฏหมาย (มาตราที่ I-7) แก่สหภาพยุโรป หมายความว่า ต่อไป สหภาพยุโรป สามารถลงนามในสนธิสัญญากับประเทศที่สามได้ โดยปัจจุบัน มีเพียง ประชาคมยุโรป หรือ เสาหลักที่หนึ่ง เท่านั้นที่สามารถกระทำการดังกล่าวได้
การมีตัวตนทางกฏหมาย หมายความว่า ต่อไป สหภาพยุโรปไม่เพียงแต่สามารถลงนามและมีภาระผูกพันกับสนธิสัญญาต่างประเทศ แต่ยังสามารถเป็นโจทย์หรือจำเลยในศาลนานาชาติได้ และเป็นสมาชิกในองค์การต่างประเทศด้านการเมืองการต่างประเทศ
4) นโยบายป้องกันตนเองใหม่
ธรรมนูญยุโรปร่างปัจจุบันจะขยายขอบข่ายของนโยบายทางการทหาร เพื่อเปิดโอกาสให้สหภาพยุโรปสามารถใช้กำลังทหารได้ในหลายกรณีขึ้นและสะดวกขึ้น จากเดิมที่จำกัดขอบเขตของงานไว้ในเชิง reactive หรือรับมือหลังเกิดเหตุ เช่น การให้ความช่วยเหลือทางมนุษยชน ปฏิบัติการรักษาสันติภาพ และปฏิบัติการสร้างสันติภาพ ธรรมนูญยุโรปจะอนุญาตให้ประเทศสมาชิกสามารถใช้กำลังทหารร่วมในนามสหภาพยุโรป เพื่อปฏิบัติการณ์ในเชิง proactive หรือเข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ก่อนเกิดเหตุได้ (conflict prevention) และจะมีน้ำหนักด้านการทหารในเวทีโลกได้มากขึ้น เพราะสามารถเข้าไปให้คำแนะนำและความช่วยเหลือทางการทหารแก่ประเทศที่สามได้ พร้อมจะมีการตั้ง European Defence Agency เพื่อเป็นองค์การรับผิดชอบในการพัฒนาศักยภาพทางการทหารของสหภาพยุโรปโดยตรง
นอกจากนี้ธรรมนูญยุโรปยังได้เพิ่มมาตราสำคัญ 2 มาตรา ธรรมนูญยุโรป คือ การป้องกันตัวเองร่วมกัน (มาตราที่ I-47) และ Solidarity Clause (มาตราที่ I-47) ในสาระสำคัญแล้ว อาจกล่าวได้ว่า มาตราแรกมีความคล้ายคลึงกับกลไกของ NATO และมุ่งเน้นไปที่การป้องกันตัวเองจากการรุกรานในแบบดั้งเดิม คือ การใช้กำลังทางทหาร ในขณะที่มาตรการหลังมุ่งเน้นไปที่การป้องกันตัวเองจากภัยในรูปแบบใหม่ คือ การก่อการร้าย
การระดมกำลังทหารของประเทศสมาชิก เพื่อปฏิบัติการณ์ในนามสหภาพยุโรปก็จะเป็นไปได้ด้วยความสะดวกขึ้น เพราะธรรมนูญยุโรปจะขยายการใช้ enhanced cooperation ให้ครอบคลุมนโยบายป้องกันตนเองด้วย (หรือการที่อนุญาตให้ประเทศสมาชิกจำนวนหนึ่งในสามที่มีท่าทีเห็นพ้องกันสามารถใช้กลไกสหภาพยุโรปดำเนินมาตรการบางอย่างร่วมกันได้) แต่จะเรียกว่าเป็น structured cooperation แทน
อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ธรรมนูญยุโรปจะเปิดโอกาสให้สหภาพยุโรปสามารถใช้กำลังทหารเพื่อเข้าไปแทรกแซงประเทศที่สามได้ ไม่ว่าจะเพื่อ ป้องกันตัวเองจากการก่อการร้าย หรือ เพื่อป้องกันภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศดังกล่าว ส่วนจะมีการใช้มาตรการดังกล่าวหรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องของทิศทางนโยบายการต่างประเทศของประเทศสมาชิก
นอกจากนี้ กระบวนการตัดสินใจแบบใหม่ (หรือการที่ประเทศสมาชิกสามารถมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนไปใช้การลงคะแนนเสียงแบบข้างมาก) จะไม่มีผลครอบคลุมถึงเรื่องการทหาร ประเทศสมาชิกยังคงมีสิทธิใช้เสียงยับยั้งได้เสมอ
ข้อสรุป
หนึ่งในจุดมุ่งหมายของการร่างธรรมนูญยุโรป คือ การหาทางปรับปรุงแก้ไขการทำงานของสหภาพยุโรปให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน สหภาพยุโรปดูจะไม่มีน้ำหนักในด้านการเมืองโลกได้ สมศักดิ์ศรี ของการเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มีประเทศสมาชิกที่มีที่นั่งในคณะมนตรีความมั่นคงถาวรแห่งสหประชาชาติและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ดังเช่นในกรณีสงครามบอสเนีย โคโซโว และอิรัก หากล่าวในอีกนัยหนึ่ง คือ ในด้านการเมืองระหว่างประเทศนั้น สหภาพยุโรปประสบกับปัญหา expectation-capabilities gap หรือการที่สหภาพยุโรปไม่สามารถมีบทบาทในการเมืองระหว่างประเทศได้มากเท่าที่ตนเองและนานาชาติคาดหวังไว้ เพราะแม้สหภาพยุโรปจะเป็นยักษ์ใหญ่ในด้านเศรษฐกิจ แต่ในเรื่องการเมือง สหภาพยุโรปถูกเรียกว่า เป็นได้แค่ คนแคระ
ทั้งนี้ ประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาหลัก 3 ประการ คือ ปัญหาในด้านการ representation กล่าวคือ เมื่อเกิดวิกฤติการณ์สำคัญๆแล้ว สหภาพยุโรปกลับไม่สามารถพูดเป็นเสียงเดียวกันได้ และไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครเป็น ตัวแทน ในการแสดงจุดยืนของสหภาพยุโรปกันแน่ การที่สหภาพยุโรปแบ่งโครงสร้างการทำงานในปัจจุบันออกเป็น เสาหลัก ทำให้บางครั้งไม่สามารถจัดการประเด็นที่เกี่ยวเนื่องทั้งด้านการค้า (เสาหลักที่หนึ่ง) และการเมืองระหว่างประเทศ (เสาหลักที่สอง) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเท่าที่ควรจะเป็น และการที่สหภาพยุโรปไม่มีเครื่องมือในการสนับสนุนนโยบายต่างประเทศได้สมบูรณ์แบบ เพราะไม่สามารถพึ่งอำนาจทางทหารของประเทศสมาชิกได้อย่างเต็มที่ ทำให้ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป มีแค่ไม้อ่อน (carrot) เช่น การให้แรงจูงใจด้วยการช่วยเหลือทางการเงินหรือสิทธิพิเศษทางการค้า แต่ขาดไม้แข็ง (stick) หรือกำลังทหาร
จึงเห็นได้ว่า ธรรมนูญยุโรปพยายามแก้ปัญหาดังกล่าว เช่น ตั้ง รัฐมนตรีต่างประเทศ ขึ้นมา เพื่อเป็นผู้ที่จะเป็นตัวแทน speak for Europe (คู่ไปกับ ประธานคณะมนตรียุโรป) และยังเป็นการช่วยให้นโยบายต่างประเทศของยุโรปมีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น เพราะธรรมนูญยุโรปจะยกเลิกระบบหมุนเวียนประธานยุโรป ซึ่งหลายฝ่ายเห็นว่า ทำให้ทิศทางและลักษณะการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปในปัจจุบันอาจไม่มีความสม่ำเสมอในบางครั้ง เพราะจะขึ้นประเทศที่ดำรงตำแหน่งประธานในขณะนั้นด้วย
นอกจากนี้ ธรรมนูญยุโรปร่างปัจจุบัน หาทางเพิ่มน้ำหนักให้แก่มิติด้านต่างประเทศของสหภาพยุโรป ทั้งในด้าน ไม้อ่อน และ ไม้แข็ง กล่าวคือ การทิ้งโครงสร้างแบบ เสาหลัก และรวมมิติด้านการต่างประเทศที่เคยอยู่กระจายระหว่างเสาหลักต่างๆให้มาอยู่ภายใต้การจัดการเดียวกัน จะช่วยให้สหภาพยุโรปมีเครื่องมือที่จะใช้ในการเจรจาต่อรองมากทั้งเครื่องมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการเมือง และสามารถใช้เครื่องมือดังกล่าวได้สะดวก
ท้ายสุด การเปลี่ยนแปลงด้านการต่างประเทศที่ปรากฏในธรรมนูญยุโรปร่างปัจจุบันไม่เพียงแต่เป็นการปรับปรุงการทำงานในปัจจุบัน แต่ยังอาจส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งในอนาคตต่อ ภาพลักษณ์ และ ตัวตน ของสหภาพยุโรปในเวทีโลกก็เป็นได้ เพราะการให้ตัวตนทางกฏหมายแก่สหภาพยุโรป ซึ่งจะหมายถึงการเปลี่ยนชื่อ คณะผู้แทนกรรมาธิการยุโรป เป็น คณะผู้แทนสหภาพยุโรป อาจทำให้ภาพลักษณ์ของสหภาพยุโรปในสายตาของประเทศที่สามเปลี่ยนไป จากที่มีภาพลักษณ์เน้นหนักไปในด้านการค้า ไปสู่ด้านการต่างประเทศ /การทูต นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าติดตามว่า การขยายขอบเขตนโยบายด้านการป้องกันตัวเอง จะทำให้สหภาพยุโรปมุ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนในเวทีโลก ซึ่งปัจจุบัน ถูกมองว่าเป็น civilian power และเป็นยักษ์แคระในเรื่องการทหาร และเข้าไปมีบทบาทในเรื่องการเมือง/การทหารในภูมิภาคต่างๆของโลกมากขึ้นหรือไม่
ในส่วนของผลกระทบที่อาจเกิดต่อประเทศไทย เนื่องจากในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหภาพยุโรปเป็นไปในด้านเศรษฐกิจการค้าเป็นหลัก ประเด็นที่น่าจับตามองคือ เรื่องการดึงเรื่องอำนาจในการสนับสนุนการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ เข้าเป็นนโยบายร่วมยุโรป เป็นที่น่าศึกษาต่อไปว่าสหภาพยุโรปจะมีมาตรการอย่างไรต่อไปเพื่อเปิดช่องทางการลงทุนในประเทศที่สาม และจะมีการพัฒนามาตรการที่จะมาช่วยสนับสนุนและปกป้องการลงทุนของตนอย่างไร ในเบื้องต้น คาดว่า สหภาพยุโรปคงจะมีการผลักดันให้มีการปกป้องทรัพท์สินทางปัญญาที่เข้มงวดขึ้น หรือผลักดันให้ประเทศที่สามมีความร่วมมือกับสหภาพยุโรปในเรื่องนโยบายการแข่งขันทางการค้ามากขึ้น (ซึ่งทางไทยยุโรป.เน็ตจะไปหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องนี้)
ส่วนในด้านการเมือง/การทหาร แม้ปัจจุบันมิติดังกล่าวของสหภาพยุโรปอาจยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ในอนาคต อาจมีความเกี่ยวเนื่องกันมากขึ้นก็เป็นได้ เพราะปัจจุบัน สหภาพยุโรปก็ดูสนใจที่จะมีบทบาทในเรื่องการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งจึ้น โดยสังเกตได้จากการที่สหภาพยุโรปตั้งใจที่จะจะภาคยานุวัตสนธิสัญญาไมตรีและความมั่นคงแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation) หรือการส่งกำลังทหารไปสังเกตการณ์ในอาเจห์
อย่างไรก็ตาม แม้ธรรมนูญยุโรปร่างปัจจุบันจะปรับปรุงโครงสร้างและการจัดการนโยบายต่างประเทศให้สหภาพยุโรปพร้อมที่จะเป็น มหาอำนาจทางการเมือง แต่จะมีการใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างเต็มที่หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะหากพิจารณาดูให้ละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่า ในสาระสำคัญแล้ว กระบวนการตัดสินใจในเรื่องการต่างประเทศยังเหมือนเดิม กล่าวคือ ประเทศสมาชิกยังคงไว้ซึ่งสิทธิในการยังยั้ง (วีโต) ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตการณ์ที่ประเทศสมาชิกยุโรปหาจุดยืนร่วมกันไม่ได้และมีท่าทีไปคนละทิศละทาง เช่นในกรณีอิรักได้อีก
กล่าวโดยสรุปคือ ธรรมนูญยุโรปร่างปัจจุบันอาจไม่ถึงกับปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทิศทางและนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ธรรมนูญยุโรปได้วางโครงสร้างและเครื่องมือให้แก่ประเทศสมาชิก หากเมื่อใดที่ประเทศสมาชิกเห็นพ้องร่วมกันว่า การที่สหภาพยุโรปจะมีบทบาทที่หนักหน่วงและเข้มข้นในเวทีโลกมากขึ้นนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อตน ก็สามารถหันมาใช้นโยบายร่วมได้อย่างสะดวก พร้อมมีเครื่องมือสนับสนุนมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง หรือในอีกนัยหนึ่งคือ สหภาพยุโรป สามารถ กลายเป็นยักษ์ใหญ่ได้ แต่จะได้เป็นจริงหรือไม่ ท้ายที่สุด ก็ยังคงเป็นประเทศสมาชิกเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้คำตอบได้
Related Items:
- กระบวนการให้สัตยาบันธรรมนูญยุโรปของโปแลนด์
- การประชุม EU Summit : ผลกระทบต่อโปแลนด์
- การประชุม European Council Summit ก.ค. 2550
- เข้าใจอนาคตของยุโรป เข้าใจเอกลักษณ์ของยุโรป
- เข้าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การลงประชามติธรรมูญยุโรป
|