การสัมมนา European Business Summit ครั้งที่ 5 Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Tuesday, 03 April 2007

เมื่อวันที่ 15-16 มีนาคม 2550 สมาพันธ์องค์กรธุรกิจในเบลเยียม (Federation of Enterprises in Belgium) ได้จัดการสัมมนา European Business Summit ครั้งที่ 5 ภายใต้หัวข้อ “Reform to Perform: Europe is our Business” โดยแบ่งหัวข้อการสัมมนาออกเป็นหลายหัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจในยุโรป สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. Opening Session

บุคคลสำคัญที่ได้รับเชิญมากล่าวสุนทรพจน์ในช่วงเปิดการสัมมนา ได้แก่ ประธานสมาพันธ์องค์กรธุรกิจในเบลเยียม นายกรัฐมนตรีเบลเยียม นายกรัฐมนตรีโครเอเชีย รองนายกรัฐมนตรีบัลแกเรีย และประธานกลุ่ม BUSINESSEUROPE สรุปเนื้อหาได้ดังนี้

1.1 ผลประโยชน์ของการที่บัลแกเรียเข้าเป็นสมาชิก EU

รองนายกรัฐมนตรีบัลแกเรียกล่าวถึงสภาวะเศรษฐกิจของบัลแกเรียว่า ในปี 2549 10% ของ GDP ของบัลแกเรียมาจากการลงทุนโดยตรง (FDI) มูลค่าประมาณ 4 พันล้านยูโร สิ่งที่บัลแกเรียจะมีส่วนเป็น “ผู้ให้” ในการเข้าเป็นสมาชิก EU คือการให้มูลค่าเพิ่มแบบใหม่ “new value-added” จากการที่บัลแกเรียอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ อยู่ใกล้กับประเทศที่ผ่านช่วงสงครามและขัดแย้งมาเป็นเวลานาน เช่น โคโซโว กลุ่มประเทศในภูมิภาคทะเลดำ รวมทั้งกลุ่มประเทศที่เคยมีความใกล้ชิดกับรัสเซีย เช่น ยูเครน จอร์เจีย เป็นต้น มิติความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเหล่านี้จะเน้นเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงที่ใกล้ชิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ยุโรปตะวันออกเฉียงใต้สามารถเป็นจุดศูนย์กลาง (hub) ด้านพลังงานได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่ยุโรปควรมีความคิดเห็นร่วมกันในการหาแหล่งพลังงานที่หลากหลาย (diversification of supply) และการระดมทุนจากภาคเอกชนในการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภค

บัลแกเรียประสงค์ให้การเคลื่อนย้ายของแรงงานมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของตลาดร่วมยุโรป (Single market) อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้การเข้าร่วมเป็นสมาชิก EU สามารถช่วยเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของบัลแกเรียได้อย่างเต็มที่

1.2 บรรยากาศทางเศรษฐกิจในโครเอเชีย

นาย Ivo Sanader นายกรัฐมนตรีโครเอเชีย กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของโครเอเชียที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการนองเลือดซึ่งโครเอเชียต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ซ้ำรอยเดิมด้วยการให้ความสำคัญกับความร่วมมือในภูมิภาคยุโรปเพิ่มขึ้นโดยขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก EU และ NATO

การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ของโครเอเชียดำเนินไปด้วยดี มีการสร้างถนนทางด่วนเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ของโครเอเชีย รวมทั้งการพัฒนาเมืองตามชายฝั่งทะเล ในด้านการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนมีการตั้ง one-stop shop ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ การ digitalization กระบวนการต่างๆ ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาทางเศรษฐกิจของโครเอเชียเติบโตขึ้นมาก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth) ในปี 2547 อยู่ที่ระดับ 3.8% อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศมีเสถียรภาพ สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ (85%) ส่งออกมายัง EU ซึ่งโครเอเชียหวังว่าการขยายสมาชิกภาพ EU จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โครเอเชียสนับสนุนหลักการของ Berlin Declaration ที่จะหาหนทางในการปรับโครงสร้างของ EU ให้สอดรับกับการขยายสมาชิกภาพในอนาคต (เนื่องจากโครเอเชียกำลังเจรจาการเข้าเป็นสมาชิก EU โดยคาดว่าจะสามารถเข้าเป็นสมาชิกในปี 2552)

1.3 เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนยุโรป

นาย Ernest-Antoine Seilliere ประธาน BUSINESSEUROPE กล่าวสนับสนุนการออก Berlin Declaration ของผู้นำสหภาพยุโรปในโอกาสครบรอบ 50 ปี สนธิสัญญากรุงโรม ภาคเอกชนยุโรปเห็นว่าควรมีการปรับโครงสร้างองค์กรของ EU ซึ่งเดิมเหมาะสมสำหรับการดำเนินงานของประเทศสมาชิก 6 ประเทศ แต่ไม่สอดคล้องกับปัจจุบันที่ประกอบด้วย 27 ประเทศ ภาครัฐของ EU ควรใช้โอกาสที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วง “upswing” ในการผลักดันโครงการในด้านต่างๆ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นผลการผลักดันจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ เรื่องการทำให้กฎระเบียบของ EU ดีขึ้น (Better Regulation) เพื่อช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน การเพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับตลาดแรงงาน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการหาแรงงานที่มีทักษะตรงกับที่ภาคธุรกิจต้องการ นอกจากนี้ เห็นว่าควรมีการปรับแก้หลักเกณฑ์บางประการของ EU เช่น เรื่องโครงสร้างองค์การบริหารของ EU ทบทวนหลักการเรื่อง Qualified Majority Voting (QMV) การหมุนเวียนประธานสหภาพยุโรปทุกๆ 6 เดือน ซึ่งอาจไม่ใช่แนวทางดีที่ดีในระยะยาว ภายหลังระยะเวลา 50 ปีของการรวมตัวกัน ถึงเวลาที่ EU จะต้องเริ่มการเปลี่ยนแปลง

2. วิธีการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจในยุโรปมีการเติบโต

ในระหว่างการสัมมนาได้มีการเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นของ CEO ในยุโรป โดยมีข้อมูลสถิติที่น่าสนใจดังนี้ ผู้บริหารระดับสูงมีความเห็นว่า

- ต่อคำถามว่าการดำเนินการอะไรที่จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรปนั้น ผู้บริหาร 91% เห็นว่าคือการเปิดเสรีตลาดสินค้า 90% เห็นว่าควรพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งให้ดีขึ้น 87% เห็นว่าควรเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงาน 85% เห็นว่าควรทำให้มาตรฐานในด้านต่างๆ ง่ายขึ้นต่อการนำไปปฏิบัติ

- ต่อคำถามว่า EU ควรดำเนินการอย่างไรในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนพลังงานและสภาวะโลกร้อนควร ผู้บริหาร 70% เห็นว่าควรสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีพลังงานแบบใหม่ 49% เห็นว่าควรทำหน้าที่เป็นผู้ออกระเบียบ (regulators) 28% เห็นว่าควรให้เงินอุดหนุน

2.1 ข้อคิดเห็นของประธานคณะกรรมาธิการยุโรป

นาย Jose Manuel Barroso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า ในปัจจุบันยุโรปมีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2548 เป็นปีแรกๆ ที่ได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ลิสบอน (ซึ่งเริ่มเมื่อปี 2543) ส่วนในช่วงปี 2549-2551 จะมีการสร้างงานเพิ่มขึ้น 7 ล้านตำแหน่งและอัตราการว่างงานในยุโรปจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปพุ่งสูงขึ้นเป็น 2.9% ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา เนื่องจากมาจากความต้องการภายใน EU เพิ่มมากขึ้น ความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่สัญญาณที่เป็นบวกเหล่านี้ไม่ควรนำไปสู่ความนิ่งนอนใจ ควรเป็นสัญญาณที่กระตุ้นให้มีการเร่งดำเนินการเพิ่มขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของภาคธุรกิจและพลเมืองยุโรป โดยเฉพาะในภาวะที่เขตเศรษฐกิจอื่นๆ ต่างมีศักยภาพสูงเช่นกันโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาใหม่ (emerging economies) สิ่งที่ยุโรปต้องพัฒนาต่อไปคือเรื่องการทำให้หลักการตลาดร่วมปรับใช้อย่างสมบูรณ์ การสร้าง Knowledge-based economy การปรับใช้ระเบียบเปิดเสรีด้านบริการ การปรับตัวต่อสภาพสังคมที่จะมีผู้สูงอายุเป็นประชากรส่วนใหญ่ในอนาคต การขจัดอุปสรรคปัญหาต่างๆ ในด้านการค้าและการลงทุน เป็นต้น

การปรับตัวของประชากรยุโรปต่อการเปลี่ยนแปลงก็มีความสำคัญเช่นกัน ยุโรปจึงให้ความสำคัญกับแนวคิด Flexicurity การอบรมแรงงาน และการกระตุ้นให้ประชากรเป็นเจ้าของกิจการ (entrepreneurship) เพิ่มมากขึ้น โดยการปรับให้หน่วยงานของประเทศสมาชิกลดขั้นตอนต่างๆ ที่ไม่จำเป็นในการจัดตั้งธุรกิจ การกระตุ้นให้ภาคธุรกิจพัฒนานวัตกรรมเพิ่มขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือใน FP7 และในสิ้นปีนี้จะมีการจัดตั้งสถาบันที่เรียกว่า European Institute of Technology เพื่ออำนวยความสะดวกในการสร้างนวัตกรรม และกระตุ้นการสร้างเครือข่ายระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ การเจรจารอบโดฮายังถือเป็นนโยบายสำคัญที่ยุโรปให้ความสำคัญซึ่งจะมีส่วนผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งของยุโรปและของโลกต่อไป และในขณะเดียวกันยุโรปควรเพิ่มความใกล้ชิดกับคู่ค้าที่สำคัญ เช่น สหรัฐฯ ซึ่งการประชุมสุดยอด EU-US ในเดือน เม.ย. ศกนี้จะเป็นเวทีหารือในการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน บางคนอาจเห็นว่าทำไม EU ไม่ไปเน้นความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ เช่น จีน แต่หากพิจารณาจริงๆ แล้ว ในปี 2548 ปริมาณการลงทุนของสหรัฐฯ ในจีนมีมูลค่าเพียง 1 ใน 4 ของการลงทุนในเบลเยียมเท่านั้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่าง EU-US มีความใกล้ชิดอย่างมาก ประเด็นสำคัญที่จะเน้นได้แก่เรื่องการทำให้กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าในด้านต่างๆ ระหว่าง EU-US มีความสอดคล้องกันและความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

2.2 แนวทางสามประการในการปฏิรูปเศรษฐกิจ

นาย Jorma Ollila ประธาน European Round Table เห็นว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจไม่ควรเป็นการออกกฎระเบียบใหม่แต่ควรประกอบด้วยแนวทางหลัก 3 ประการ ได้แก่
(1) ควรมุ่งเปิดเสรีภายในเพื่อให้ตลาดร่วม (Single Market) มีความสมบูรณ์
(2) ประชาสัมพันธ์ให้ชาวยุโรปและภาคธุรกิจเข้าใจถึงประโยชน์ของตลาดร่วม
(3) ลดภาระต้นทุนที่เกิดจากกฎระเบียบต่างๆ

นอกจากนี้ นาย Ollila ได้ตั้งข้อสังเกตว่าแม้สหรัฐฯ จะมิได้ตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเหมือนใน EU แต่ในสหรัฐฯ มีการวิจัยที่เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าในยุโรป รวมทั้งเรื่องการค้นคว้าด้านเทคโนโลยีพลังงานนำกลับมาใช้ใหม่ (renewable energy technologies) ฉะนั้น การตั้งเป้าหมายของ EU ควรมีแผนการปฏิบัติที่ดีรองรับด้วย

การตั้งเป้าหมายในการลดการใช้พลังงาน การใช้พลังงานทดแทน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใน EU ลงให้ได้ 20% ภายในปี ค.ศ. 2020 ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย อย่างไรก็ดี ยุโรปควรแสวงหาความร่วมมือในลักษณะเดียวกันจากกลุ่มประเทศอื่นๆ ด้วยโดยเฉพาะทำอย่างไรให้จีนและสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วยในการป้องกันสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง โดยชี้ให้เห็นถึงความรับผิดชอบร่วมกันและสิ่งที่จะเสียไปหากไม่เริ่มร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้

3. มีอะไรที่น่าสนใจสำหรับ SMEs บ้าง ใน FP7

แนวทางของยุโรปในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม โดยให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจัดตั้งเป้าหมายที่จะลงทุนในด้านดังกล่าวอย่างน้อย 3% ของ GDP โดย 2% ควรมาจากภาคธุรกิจ ซึ่งบางบริษัทที่ได้ลงทุนด้าน R&D เป็นจำนวนมาก ได้แก่ Daimler-Chrysler มูลค่าการลงทุนด้าน R&D ประมาณ 5.5 พันล้านยูโรต่อปี นาย Zoran Stancic รองอธิบดี กรรมาธิการยุโรปด้านการวิจัย ได้พูดถึงภาพรวมโครงการความร่วมมือในกรอบ 7th Framework Programme (กรอบความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาสำหรับปีงบประมาณ 2007-2013 มูลค่างบประมาณรวมทั้งสิ้น 50.5 พันล้านยูโร โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรปและส่งเสริมการจ้างงาน)

ทั้งนี้ SMEs จะมีโอกาสรับทุนวิจัยในกรอบความร่วมมือ FP7 เพิ่มขึ้นเพราะได้รับจัดสรรเงิน 15% ของงบประมาณข้างต้น ซึ่งจะนำไปสนับสนุนกลุ่ม SMEs ที่เน้นนวัตกรรม รวมถึง SMEs ที่ใช้เทคโนโลยีระดับกลางด้วย

ทั้งนี้ ในยุโรปยังมีหน่วยงานที่เรียกว่า Eureka ซึ่งช่วยภาคเอกชนให้เข้าไปใช้ประโยชน์จากแผนงานการวิจัยและพัฒนาของประเทศสมาชิก EU โดยนาย Luuk Borg ตัวแทนของ Eureka กล่าวว่าสิ่งสำคัญที่ SMEs ต้องการคือ การพิจารณาอนุมัติโครงการอย่างรวดเร็ว (ไม่ควรเกิน 3 เดือน) และลดขั้นตอนให้ง่ายที่สุด และควรเน้นที่คุณภาพและการพัฒนาทางเทคโนโลยีในระยะยาวมากกว่าการสร้างนวัตกรรมเพื่อเก็งผลกำไรในระยะสั้น

นาย Jean Stephenne ประธานบริษัท GlaxoSmithKline Biologicals ได้กล่าวถึงปัญหาของกรอบความร่วมมือ FP6 (2000-2006) ว่า ไม่มีโครงการความร่วมมือโดยเฉพาะสำหรับ SMEs จึงเป็นที่น่ายินดีว่าในกรอบ FP7 ได้ให้ความสำคัญต่อโครงการของ SMEs มากขึ้น นอกจากนี้ นาย Stephenneได้เน้นถึงโครงการที่คาบเกี่ยวระหว่างความร่วมมือหลายสาขาด้วยกัน (Transversal projects) เช่น โครงการค้นคว้าพันธุกรรมมนุษย์ (Human Genome) ซึ่งมีมิติด้าน IT และเทคโนโลยีชีวภาพอยู่ด้วยกัน ดังนั้น การอนุมัติงบประมาณในโครงการต่างๆ ไม่ควรมีลักษณะแบ่งย่อย และควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

ปัญหาเรื่องขั้นตอนการบริหารจัดการโดยภาครัฐยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขในการใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือด้านการวิจัย ซึ่งนาย Maarten Laga ผู้ประกอบการ SMEs บริษัท Language and Computing ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่าการพยายามริเริ่มโครงการในกรอบ FP ควรจะต้องนำไปสู่นวัตกรรมที่สามารถสร้างตลาดความต้องการผลิตภัณฑ์นั้นได้จริงๆ โดยมีลูกค้าและตลาดรองรับ นอกจากนี้ ยังเป็นการใช้ประโยชน์ในการเพิ่มความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัยโดยการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ระหว่างกัน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FP7 ได้ที่ http://cordis.europa.eu/fp7/public_en.html )

4. ภาคเอกชนยุโรปคิดอย่างไรกับนโยบาย better regulation

หลักธรรมาภิบาลที่สำคัญประการหนึ่งคือการรับประกันว่ามีกฎเกณฑ์ที่ดีและเพียงพอในการควบคุมการดำเนินการของธุรกิจ ซึ่งสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจยุโรปมีความรู้สึกว่ากฎหมายภายในมีส่วนช่วยรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ แต่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจเริ่มรู้สึกว่ากฎระเบียบภายในยุโรปมีมากเกินไปและก่อให้เกิดภาระมากเกินควร ภาคธุรกิจยุโรปจึงควรมีส่วนร่วมให้ข้อคิดเห็นในการร่างระเบียบ ซึ่งจะช่วยให้ปรับตัวต่อกฎระเบียบนั้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ตัวแทนจากภาคธุรกิจที่เข้าร่วมการสัมมนาได้ให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เช่น

- การจัดทำร่างระเบียบควรมีการศึกษาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ (Impact Assessment) รวมทั้งหารือกับทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด

- การลดขั้นตอนการรายงานต่างๆ ที่ภาคเอกชนต้องจัดส่งให้หน่วยงานของรัฐควรมีปริมาณลดลง เช่นในปีหนึ่งบริษัทในเดนมาร์กจะต้องจัดทำรายงานถึง 60 ฉบับ ส่งให้สองหน่วยงานของรัฐ คือ หน่วยงานด้านสถิติ และหน่วยงานด้านการจัดเก็บภาษี

- ควรลดระเบียบและขั้นตอนต่างๆ พร้อมกันทั้งในราชการส่วนกลางและราชการท้องถิ่น

ทั้งนี้ ตัวแทนของคณะกรรมาธิการยุโรปได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันได้มีการขอความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (stakeholder) ในการจัดทำ Impact Assessment แล้ว โดยมีคณะกรรมการที่เรียกว่า Impact Assessment Board ประเมินความถูกต้องอีกขั้นหนึ่ง

การดำเนินนโยบาย Better regulation แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือการทำให้กฎระเบียบมีความซับซ้อนลดลงและก่อให้เกิดภาระน้อยลงสำหรับการออกกฎระเบียบใหม่ และอีกส่วนหนึ่งคือการทำให้กฎระเบียบที่มีอยู่แล้วมีความเป็นหนึ่งเดียวกันทั่วยุโรป (Harmonization) และขจัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ยากกว่าส่วนแรก

การลดภาระด้านการจัดทำรายงานของภาคธุรกิจก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยมีความพยายามลดรายงานที่ซ้ำซ้อน การใช้เครื่องมือด้าน IT อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งการดำเนินการต่างๆ มุ่งไปสู่เป้าหมายตามที่ประชุมสุดยอด EU (European Council Summit) ซึ่งผู้นำ EU เห็นพ้องให้มีการลดภาระด้านการบริหารจัดการลง 25% ภายในปี ค.ศ. 2012

5. ข้อสังเกต

1. ในช่วงปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจในยุโรปอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยมีอัตราเติบโตสูงสุดตั้งแต่ปี 2543 แต่เมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ แล้วถือว่ายุโรปยังต้องปรับตัวอีกมาก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโครงสร้างทั้งในส่วนขององค์กรยุโรป การปรับตัวของภาคธุรกิจ และแรงงานรวมทั้งการให้ความรู้แก่พลเมืองเพื่อนำไปสู่สังคมแห่งความรู้ที่มีการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างพลวัตรทางเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานอย่างแท้จริง

2. การตั้งเป้าหมายในด้านพลังงานของยุโรปได้ก่อให้เกิดข้อกังขาในภาคธุรกิจบางส่วนว่าเป็นการตั้งเป้าหมายที่หวังผลสูงเกินไป (too ambitious) และเห็นว่ายุโรปไม่สามารถดำเนินการในเรื่องการประหยัดพลังงานและแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มประเทศอื่นๆ ที่ต่างปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นปริมาณมากได้

3. สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นคือการลดขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยาก ซ้ำซ้อน ที่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่าย และในอีกด้านหนึ่งคือการลดการออกกฎระเบียบ การบังคับใช้กฎระเบียบในประเทศสมาชิก EU ควรมีแนวทางเดียวกันซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

4. การสัมมนาในครั้งนี้เป็นโอกาสที่ทำให้ภาคเอกชนยุโรปได้สะท้อนความคิดเห็นที่มีต่อนโยบายในด้านต่างๆ ของยุโรป ซึ่งจะสังเกตได้ว่าในแต่ละหัวข้อการสัมมนาจะประกอบด้วยตัวแทนของภาคธุรกิจในระดับผู้บริหาร และตัวแทนของคณะกรรมาธิการยุโรปในด้านที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลดีที่เห็นได้ชัดคือการทำให้ภาครัฐ (คณะกรรมาธิการยุโรป) สามารถรับฟังข้อกังวล ข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจได้โดยตรง ในขณะที่ภาคธุรกิจสามารถได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสถานะล่าสุดของการดำเนินการในภาครัฐได้ดีขึ้น

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. ข้อมูลสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการธุรกิจไทยในเบลเยียม
  2. ธุรกิจโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าในยุโรป/เบลเยียม
  3. นโยบายส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของสหภาพยุโรป
  4. แนวคิดภาคธุรกิจยุโรปต่อการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
  5. บริษัท ส. ขอนแก่น ไปลงทุนในโปแลนด์
Last Updated ( Tuesday, 03 April 2007 )
host by colorpack.net