|
เมื่อวันที่ 15-16 มีนาคม 2550 สมาพันธ์องค์กรธุรกิจในเบลเยียม (Federation of Enterprises in Belgium) ได้จัดการสัมมนา European Business Summit ครั้งที่ 5 ภายใต้หัวข้อ Reform to Perform: Europe is our Business โดยแบ่งหัวข้อการสัมมนาออกเป็นหลายหัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจในยุโรป สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1. Opening Session
บุคคลสำคัญที่ได้รับเชิญมากล่าวสุนทรพจน์ในช่วงเปิดการสัมมนา ได้แก่ ประธานสมาพันธ์องค์กรธุรกิจในเบลเยียม นายกรัฐมนตรีเบลเยียม นายกรัฐมนตรีโครเอเชีย รองนายกรัฐมนตรีบัลแกเรีย และประธานกลุ่ม BUSINESSEUROPE สรุปเนื้อหาได้ดังนี้
1.1 ผลประโยชน์ของการที่บัลแกเรียเข้าเป็นสมาชิก EU
รองนายกรัฐมนตรีบัลแกเรียกล่าวถึงสภาวะเศรษฐกิจของบัลแกเรียว่า ในปี 2549 10% ของ GDP ของบัลแกเรียมาจากการลงทุนโดยตรง (FDI) มูลค่าประมาณ 4 พันล้านยูโร สิ่งที่บัลแกเรียจะมีส่วนเป็น ผู้ให้ ในการเข้าเป็นสมาชิก EU คือการให้มูลค่าเพิ่มแบบใหม่ new value-added จากการที่บัลแกเรียอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ อยู่ใกล้กับประเทศที่ผ่านช่วงสงครามและขัดแย้งมาเป็นเวลานาน เช่น โคโซโว กลุ่มประเทศในภูมิภาคทะเลดำ รวมทั้งกลุ่มประเทศที่เคยมีความใกล้ชิดกับรัสเซีย เช่น ยูเครน จอร์เจีย เป็นต้น มิติความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเหล่านี้จะเน้นเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงที่ใกล้ชิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ยุโรปตะวันออกเฉียงใต้สามารถเป็นจุดศูนย์กลาง (hub) ด้านพลังงานได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่ยุโรปควรมีความคิดเห็นร่วมกันในการหาแหล่งพลังงานที่หลากหลาย (diversification of supply) และการระดมทุนจากภาคเอกชนในการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภค
บัลแกเรียประสงค์ให้การเคลื่อนย้ายของแรงงานมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของตลาดร่วมยุโรป (Single market) อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้การเข้าร่วมเป็นสมาชิก EU สามารถช่วยเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของบัลแกเรียได้อย่างเต็มที่
1.2 บรรยากาศทางเศรษฐกิจในโครเอเชีย
นาย Ivo Sanader นายกรัฐมนตรีโครเอเชีย กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของโครเอเชียที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการนองเลือดซึ่งโครเอเชียต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ซ้ำรอยเดิมด้วยการให้ความสำคัญกับความร่วมมือในภูมิภาคยุโรปเพิ่มขึ้นโดยขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก EU และ NATO
การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ของโครเอเชียดำเนินไปด้วยดี มีการสร้างถนนทางด่วนเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ของโครเอเชีย รวมทั้งการพัฒนาเมืองตามชายฝั่งทะเล ในด้านการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนมีการตั้ง one-stop shop ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ การ digitalization กระบวนการต่างๆ ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาทางเศรษฐกิจของโครเอเชียเติบโตขึ้นมาก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth) ในปี 2547 อยู่ที่ระดับ 3.8% อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศมีเสถียรภาพ สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ (85%) ส่งออกมายัง EU ซึ่งโครเอเชียหวังว่าการขยายสมาชิกภาพ EU จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โครเอเชียสนับสนุนหลักการของ Berlin Declaration ที่จะหาหนทางในการปรับโครงสร้างของ EU ให้สอดรับกับการขยายสมาชิกภาพในอนาคต (เนื่องจากโครเอเชียกำลังเจรจาการเข้าเป็นสมาชิก EU โดยคาดว่าจะสามารถเข้าเป็นสมาชิกในปี 2552)
1.3 เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนยุโรป
นาย Ernest-Antoine Seilliere ประธาน BUSINESSEUROPE กล่าวสนับสนุนการออก Berlin Declaration ของผู้นำสหภาพยุโรปในโอกาสครบรอบ 50 ปี สนธิสัญญากรุงโรม ภาคเอกชนยุโรปเห็นว่าควรมีการปรับโครงสร้างองค์กรของ EU ซึ่งเดิมเหมาะสมสำหรับการดำเนินงานของประเทศสมาชิก 6 ประเทศ แต่ไม่สอดคล้องกับปัจจุบันที่ประกอบด้วย 27 ประเทศ ภาครัฐของ EU ควรใช้โอกาสที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วง upswing ในการผลักดันโครงการในด้านต่างๆ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นผลการผลักดันจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ เรื่องการทำให้กฎระเบียบของ EU ดีขึ้น (Better Regulation) เพื่อช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน การเพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับตลาดแรงงาน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการหาแรงงานที่มีทักษะตรงกับที่ภาคธุรกิจต้องการ นอกจากนี้ เห็นว่าควรมีการปรับแก้หลักเกณฑ์บางประการของ EU เช่น เรื่องโครงสร้างองค์การบริหารของ EU ทบทวนหลักการเรื่อง Qualified Majority Voting (QMV) การหมุนเวียนประธานสหภาพยุโรปทุกๆ 6 เดือน ซึ่งอาจไม่ใช่แนวทางดีที่ดีในระยะยาว ภายหลังระยะเวลา 50 ปีของการรวมตัวกัน ถึงเวลาที่ EU จะต้องเริ่มการเปลี่ยนแปลง
2. วิธีการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจในยุโรปมีการเติบโต
ในระหว่างการสัมมนาได้มีการเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นของ CEO ในยุโรป โดยมีข้อมูลสถิติที่น่าสนใจดังนี้ ผู้บริหารระดับสูงมีความเห็นว่า
- ต่อคำถามว่าการดำเนินการอะไรที่จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรปนั้น ผู้บริหาร 91% เห็นว่าคือการเปิดเสรีตลาดสินค้า 90% เห็นว่าควรพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งให้ดีขึ้น 87% เห็นว่าควรเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงาน 85% เห็นว่าควรทำให้มาตรฐานในด้านต่างๆ ง่ายขึ้นต่อการนำไปปฏิบัติ
- ต่อคำถามว่า EU ควรดำเนินการอย่างไรในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนพลังงานและสภาวะโลกร้อนควร ผู้บริหาร 70% เห็นว่าควรสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีพลังงานแบบใหม่ 49% เห็นว่าควรทำหน้าที่เป็นผู้ออกระเบียบ (regulators) 28% เห็นว่าควรให้เงินอุดหนุน
2.1 ข้อคิดเห็นของประธานคณะกรรมาธิการยุโรป
นาย Jose Manuel Barroso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า ในปัจจุบันยุโรปมีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2548 เป็นปีแรกๆ ที่ได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ลิสบอน (ซึ่งเริ่มเมื่อปี 2543) ส่วนในช่วงปี 2549-2551 จะมีการสร้างงานเพิ่มขึ้น 7 ล้านตำแหน่งและอัตราการว่างงานในยุโรปจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปพุ่งสูงขึ้นเป็น 2.9% ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา เนื่องจากมาจากความต้องการภายใน EU เพิ่มมากขึ้น ความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่สัญญาณที่เป็นบวกเหล่านี้ไม่ควรนำไปสู่ความนิ่งนอนใจ ควรเป็นสัญญาณที่กระตุ้นให้มีการเร่งดำเนินการเพิ่มขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของภาคธุรกิจและพลเมืองยุโรป โดยเฉพาะในภาวะที่เขตเศรษฐกิจอื่นๆ ต่างมีศักยภาพสูงเช่นกันโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาใหม่ (emerging economies) สิ่งที่ยุโรปต้องพัฒนาต่อไปคือเรื่องการทำให้หลักการตลาดร่วมปรับใช้อย่างสมบูรณ์ การสร้าง Knowledge-based economy การปรับใช้ระเบียบเปิดเสรีด้านบริการ การปรับตัวต่อสภาพสังคมที่จะมีผู้สูงอายุเป็นประชากรส่วนใหญ่ในอนาคต การขจัดอุปสรรคปัญหาต่างๆ ในด้านการค้าและการลงทุน เป็นต้น
การปรับตัวของประชากรยุโรปต่อการเปลี่ยนแปลงก็มีความสำคัญเช่นกัน ยุโรปจึงให้ความสำคัญกับแนวคิด Flexicurity การอบรมแรงงาน และการกระตุ้นให้ประชากรเป็นเจ้าของกิจการ (entrepreneurship) เพิ่มมากขึ้น โดยการปรับให้หน่วยงานของประเทศสมาชิกลดขั้นตอนต่างๆ ที่ไม่จำเป็นในการจัดตั้งธุรกิจ การกระตุ้นให้ภาคธุรกิจพัฒนานวัตกรรมเพิ่มขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือใน FP7 และในสิ้นปีนี้จะมีการจัดตั้งสถาบันที่เรียกว่า European Institute of Technology เพื่ออำนวยความสะดวกในการสร้างนวัตกรรม และกระตุ้นการสร้างเครือข่ายระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย
ในด้านการค้าระหว่างประเทศ การเจรจารอบโดฮายังถือเป็นนโยบายสำคัญที่ยุโรปให้ความสำคัญซึ่งจะมีส่วนผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งของยุโรปและของโลกต่อไป และในขณะเดียวกันยุโรปควรเพิ่มความใกล้ชิดกับคู่ค้าที่สำคัญ เช่น สหรัฐฯ ซึ่งการประชุมสุดยอด EU-US ในเดือน เม.ย. ศกนี้จะเป็นเวทีหารือในการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน บางคนอาจเห็นว่าทำไม EU ไม่ไปเน้นความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ เช่น จีน แต่หากพิจารณาจริงๆ แล้ว ในปี 2548 ปริมาณการลงทุนของสหรัฐฯ ในจีนมีมูลค่าเพียง 1 ใน 4 ของการลงทุนในเบลเยียมเท่านั้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่าง EU-US มีความใกล้ชิดอย่างมาก ประเด็นสำคัญที่จะเน้นได้แก่เรื่องการทำให้กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าในด้านต่างๆ ระหว่าง EU-US มีความสอดคล้องกันและความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
2.2 แนวทางสามประการในการปฏิรูปเศรษฐกิจ
นาย Jorma Ollila ประธาน European Round Table เห็นว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจไม่ควรเป็นการออกกฎระเบียบใหม่แต่ควรประกอบด้วยแนวทางหลัก 3 ประการ ได้แก่
(1) ควรมุ่งเปิดเสรีภายในเพื่อให้ตลาดร่วม (Single Market) มีความสมบูรณ์
(2) ประชาสัมพันธ์ให้ชาวยุโรปและภาคธุรกิจเข้าใจถึงประโยชน์ของตลาดร่วม
(3) ลดภาระต้นทุนที่เกิดจากกฎระเบียบต่างๆ
นอกจากนี้ นาย Ollila ได้ตั้งข้อสังเกตว่าแม้สหรัฐฯ จะมิได้ตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเหมือนใน EU แต่ในสหรัฐฯ มีการวิจัยที่เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าในยุโรป รวมทั้งเรื่องการค้นคว้าด้านเทคโนโลยีพลังงานนำกลับมาใช้ใหม่ (renewable energy technologies) ฉะนั้น การตั้งเป้าหมายของ EU ควรมีแผนการปฏิบัติที่ดีรองรับด้วย
การตั้งเป้าหมายในการลดการใช้พลังงาน การใช้พลังงานทดแทน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใน EU ลงให้ได้ 20% ภายในปี ค.ศ. 2020 ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย อย่างไรก็ดี ยุโรปควรแสวงหาความร่วมมือในลักษณะเดียวกันจากกลุ่มประเทศอื่นๆ ด้วยโดยเฉพาะทำอย่างไรให้จีนและสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วยในการป้องกันสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง โดยชี้ให้เห็นถึงความรับผิดชอบร่วมกันและสิ่งที่จะเสียไปหากไม่เริ่มร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้
3. มีอะไรที่น่าสนใจสำหรับ SMEs บ้าง ใน FP7
แนวทางของยุโรปในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม โดยให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจัดตั้งเป้าหมายที่จะลงทุนในด้านดังกล่าวอย่างน้อย 3% ของ GDP โดย 2% ควรมาจากภาคธุรกิจ ซึ่งบางบริษัทที่ได้ลงทุนด้าน R&D เป็นจำนวนมาก ได้แก่ Daimler-Chrysler มูลค่าการลงทุนด้าน R&D ประมาณ 5.5 พันล้านยูโรต่อปี นาย Zoran Stancic รองอธิบดี กรรมาธิการยุโรปด้านการวิจัย ได้พูดถึงภาพรวมโครงการความร่วมมือในกรอบ 7th Framework Programme (กรอบความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาสำหรับปีงบประมาณ 2007-2013 มูลค่างบประมาณรวมทั้งสิ้น 50.5 พันล้านยูโร โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรปและส่งเสริมการจ้างงาน)
ทั้งนี้ SMEs จะมีโอกาสรับทุนวิจัยในกรอบความร่วมมือ FP7 เพิ่มขึ้นเพราะได้รับจัดสรรเงิน 15% ของงบประมาณข้างต้น ซึ่งจะนำไปสนับสนุนกลุ่ม SMEs ที่เน้นนวัตกรรม รวมถึง SMEs ที่ใช้เทคโนโลยีระดับกลางด้วย
ทั้งนี้ ในยุโรปยังมีหน่วยงานที่เรียกว่า Eureka ซึ่งช่วยภาคเอกชนให้เข้าไปใช้ประโยชน์จากแผนงานการวิจัยและพัฒนาของประเทศสมาชิก EU โดยนาย Luuk Borg ตัวแทนของ Eureka กล่าวว่าสิ่งสำคัญที่ SMEs ต้องการคือ การพิจารณาอนุมัติโครงการอย่างรวดเร็ว (ไม่ควรเกิน 3 เดือน) และลดขั้นตอนให้ง่ายที่สุด และควรเน้นที่คุณภาพและการพัฒนาทางเทคโนโลยีในระยะยาวมากกว่าการสร้างนวัตกรรมเพื่อเก็งผลกำไรในระยะสั้น
นาย Jean Stephenne ประธานบริษัท GlaxoSmithKline Biologicals ได้กล่าวถึงปัญหาของกรอบความร่วมมือ FP6 (2000-2006) ว่า ไม่มีโครงการความร่วมมือโดยเฉพาะสำหรับ SMEs จึงเป็นที่น่ายินดีว่าในกรอบ FP7 ได้ให้ความสำคัญต่อโครงการของ SMEs มากขึ้น นอกจากนี้ นาย Stephenneได้เน้นถึงโครงการที่คาบเกี่ยวระหว่างความร่วมมือหลายสาขาด้วยกัน (Transversal projects) เช่น โครงการค้นคว้าพันธุกรรมมนุษย์ (Human Genome) ซึ่งมีมิติด้าน IT และเทคโนโลยีชีวภาพอยู่ด้วยกัน ดังนั้น การอนุมัติงบประมาณในโครงการต่างๆ ไม่ควรมีลักษณะแบ่งย่อย และควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
ปัญหาเรื่องขั้นตอนการบริหารจัดการโดยภาครัฐยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขในการใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือด้านการวิจัย ซึ่งนาย Maarten Laga ผู้ประกอบการ SMEs บริษัท Language and Computing ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่าการพยายามริเริ่มโครงการในกรอบ FP ควรจะต้องนำไปสู่นวัตกรรมที่สามารถสร้างตลาดความต้องการผลิตภัณฑ์นั้นได้จริงๆ โดยมีลูกค้าและตลาดรองรับ นอกจากนี้ ยังเป็นการใช้ประโยชน์ในการเพิ่มความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัยโดยการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ระหว่างกัน
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FP7 ได้ที่ http://cordis.europa.eu/fp7/public_en.html )
4. ภาคเอกชนยุโรปคิดอย่างไรกับนโยบาย better regulation
หลักธรรมาภิบาลที่สำคัญประการหนึ่งคือการรับประกันว่ามีกฎเกณฑ์ที่ดีและเพียงพอในการควบคุมการดำเนินการของธุรกิจ ซึ่งสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจยุโรปมีความรู้สึกว่ากฎหมายภายในมีส่วนช่วยรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ แต่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจเริ่มรู้สึกว่ากฎระเบียบภายในยุโรปมีมากเกินไปและก่อให้เกิดภาระมากเกินควร ภาคธุรกิจยุโรปจึงควรมีส่วนร่วมให้ข้อคิดเห็นในการร่างระเบียบ ซึ่งจะช่วยให้ปรับตัวต่อกฎระเบียบนั้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ตัวแทนจากภาคธุรกิจที่เข้าร่วมการสัมมนาได้ให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เช่น
- การจัดทำร่างระเบียบควรมีการศึกษาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ (Impact Assessment) รวมทั้งหารือกับทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด
- การลดขั้นตอนการรายงานต่างๆ ที่ภาคเอกชนต้องจัดส่งให้หน่วยงานของรัฐควรมีปริมาณลดลง เช่นในปีหนึ่งบริษัทในเดนมาร์กจะต้องจัดทำรายงานถึง 60 ฉบับ ส่งให้สองหน่วยงานของรัฐ คือ หน่วยงานด้านสถิติ และหน่วยงานด้านการจัดเก็บภาษี
- ควรลดระเบียบและขั้นตอนต่างๆ พร้อมกันทั้งในราชการส่วนกลางและราชการท้องถิ่น
ทั้งนี้ ตัวแทนของคณะกรรมาธิการยุโรปได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันได้มีการขอความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (stakeholder) ในการจัดทำ Impact Assessment แล้ว โดยมีคณะกรรมการที่เรียกว่า Impact Assessment Board ประเมินความถูกต้องอีกขั้นหนึ่ง
การดำเนินนโยบาย Better regulation แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือการทำให้กฎระเบียบมีความซับซ้อนลดลงและก่อให้เกิดภาระน้อยลงสำหรับการออกกฎระเบียบใหม่ และอีกส่วนหนึ่งคือการทำให้กฎระเบียบที่มีอยู่แล้วมีความเป็นหนึ่งเดียวกันทั่วยุโรป (Harmonization) และขจัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ยากกว่าส่วนแรก
การลดภาระด้านการจัดทำรายงานของภาคธุรกิจก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยมีความพยายามลดรายงานที่ซ้ำซ้อน การใช้เครื่องมือด้าน IT อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งการดำเนินการต่างๆ มุ่งไปสู่เป้าหมายตามที่ประชุมสุดยอด EU (European Council Summit) ซึ่งผู้นำ EU เห็นพ้องให้มีการลดภาระด้านการบริหารจัดการลง 25% ภายในปี ค.ศ. 2012
5. ข้อสังเกต
1. ในช่วงปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจในยุโรปอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยมีอัตราเติบโตสูงสุดตั้งแต่ปี 2543 แต่เมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ แล้วถือว่ายุโรปยังต้องปรับตัวอีกมาก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโครงสร้างทั้งในส่วนขององค์กรยุโรป การปรับตัวของภาคธุรกิจ และแรงงานรวมทั้งการให้ความรู้แก่พลเมืองเพื่อนำไปสู่สังคมแห่งความรู้ที่มีการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างพลวัตรทางเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานอย่างแท้จริง
2. การตั้งเป้าหมายในด้านพลังงานของยุโรปได้ก่อให้เกิดข้อกังขาในภาคธุรกิจบางส่วนว่าเป็นการตั้งเป้าหมายที่หวังผลสูงเกินไป (too ambitious) และเห็นว่ายุโรปไม่สามารถดำเนินการในเรื่องการประหยัดพลังงานและแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มประเทศอื่นๆ ที่ต่างปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นปริมาณมากได้
3. สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นคือการลดขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยาก ซ้ำซ้อน ที่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่าย และในอีกด้านหนึ่งคือการลดการออกกฎระเบียบ การบังคับใช้กฎระเบียบในประเทศสมาชิก EU ควรมีแนวทางเดียวกันซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
4. การสัมมนาในครั้งนี้เป็นโอกาสที่ทำให้ภาคเอกชนยุโรปได้สะท้อนความคิดเห็นที่มีต่อนโยบายในด้านต่างๆ ของยุโรป ซึ่งจะสังเกตได้ว่าในแต่ละหัวข้อการสัมมนาจะประกอบด้วยตัวแทนของภาคธุรกิจในระดับผู้บริหาร และตัวแทนของคณะกรรมาธิการยุโรปในด้านที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลดีที่เห็นได้ชัดคือการทำให้ภาครัฐ (คณะกรรมาธิการยุโรป) สามารถรับฟังข้อกังวล ข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจได้โดยตรง ในขณะที่ภาคธุรกิจสามารถได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสถานะล่าสุดของการดำเนินการในภาครัฐได้ดีขึ้น
Related Items:
- ข้อมูลสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการธุรกิจไทยในเบลเยียม
- ธุรกิจโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าในยุโรป/เบลเยียม
- นโยบายส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของสหภาพยุโรป
- แนวคิดภาคธุรกิจยุโรปต่อการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
- บริษัท ส. ขอนแก่น ไปลงทุนในโปแลนด์
|