Food miles แนวทางใหม่ในการปกป้องสินค้าอาหารที่ผลิตได้ภายในสหภาพยุโรป Print E-mail
Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป   
Thursday, 22 March 2007

ปัจจุบันใน EU มีกลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิต และองค์กรบางหน่วยงานเริ่มก่อตัวที่จะพยายามชักจูงโน้มน้าวผู้บริโภคให้หันมาซื้อและบริโภคสินค้าที่ผลิตได้เฉพาะในประเทศของตน ภายใต้แนวคิด (concept) ของ « Food miles » โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะลดระยะการเดินทางของสินค้าอาหารให้น้อยลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

กล่าวคือ สินค้าที่มี « Food miles » น้อย จะถูกจัดให้เป็นสินค้าอาหารที่มีคุณภาพ ในทางกลับกันพยายามชี้ให้ผู้บริโภคเห็นว่า สินค้าที่ผู้บริโภคสามารถซื้อได้ในราคาถูกนั้น อาจเป็นสินค้าที่ผู้นำเข้าเหมาซื้อมาจากแหล่งผลิตในประเทศที่สาม ที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่าหมื่นไมล์ ราคาอาจถูกจริงแต่ไม่มีคุณภาพ หากสินค้าที่ผลิตได้ใน EU มีราคาแพงกว่า หากแต่มีคุณภาพและมีคุณประโยชน์ต่อการบริโภคที่มากกว่า นอกเหนือจากนี้ สินค้าที่มี « Food miles » สูง ถือว่าเป็นสินค้าที่มีการผลิตที่สร้างภาระหนักให้แก่สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ อาทิ เช่น การขนส่งสินค้าในระยะไกล ย่อมเป็นการปล่อยพิษเสียเป็นปริมาณมากเข้าสู่สิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดมลวะเป็นพิษ อุบัติเหตุ และเสียงรบกวน (ทั้งทางอากาศและทางบก) เป็นต้น

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2007 ที่ผ่านมา หน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมในสหราชอาณาจักร (U.K. Soil Association) ได้แถลงการณ์ต่อประเด็น « Food miles » อันเชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ (organic products) ว่า จะสนับสนุนการถอดถอนสถานะของสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีการนำเข้ามาจากประเทศที่สามที่มีระยะการเดินทางไกลกว่าที่กำหนด เนื่องจากให้เหตุผลว่า สินค้าเหล่านั้นสร้างความเสียหายให้แก่สิ่งแวดล้อม ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ไปยังชั้นบรรยากาศโลก จึงไม่ถือว่าเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์อีกต่อไป เนื่องจากสินค้าเกษตรอินทรีย์ควรเป็นสินค้าที่มีกระบวนการผลิต (from farm to fork) ที่รักษาสิ่งแวดล้อมไปในตัว โดยทั้งนี้ มีการกล่าวถึงผักและผลไม้อินทรีย์ที่มีการนำเข้าจากนิวซีแลนด์และไทย ทั้งนี้ U.K. Soil Association ในฐานะหน่วยงานผู้ให้การรับรองอิสระ (independent certification body) คาดว่า จะจัดทำข้อแนะนำอย่างเป็นทางการ (Formal recommendation) ขึ้น เพื่อให้เป็นแบบอย่างมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ดีให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนนี้ ซึ่ง U.K. Soil Association เห็นว่า เรื่อง « Food miles » เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันลดปริมาณสินค้าที่มี « Food miles » สูงให้หมดไป เนื่องจากส่งผลกระทบเสียหายโดยตรงต่อภูมิอากาศของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป (climate change) อยู่ในขณะนี้

ขณะนี้ภายในตลาดสหราชอาณาจักรเองกำลังเพ่งเล็งสินค้านำเข้าจากกลุ่มประเทศที่สาม อาทิ เนยจากนิวซีแลนด์ เนื้อแกะจากออสเตรเลีย เนื้อวัวจากอาร์เจนตินาและบราซิล ผักผลไม้จากกลุ่มประเทศอาฟริกา หรือแม้แต่มะเขือเทศจากสเปน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน EU เนื่องจากสินอาหารนำเข้าที่โดนเพ่งเล็งดังกล่าวมีราคาขาย ณ ท้องตลาดในสหราชอาณาจักร ต่ำกว่าสินค้าอาหารประเภทเดียวกันที่ผลิตได้ในสหราชอาณาจักรเอง

อย่างไรก็ดี สถาบันสิ่งแวดล้อมและพัฒนาแห่งชาติ (International Institute for Environment and Development (IIED) มีการกล่าวถึงประเด็น « Food miles » ว่ามีเรื่องทางเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากเป็นหน้าที่ของประเทศพัฒนาในการที่จะต้องช่วยเหลือเกื้อหนุนประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมทั้งแนวทางอุปสงค์ของตลาด EU ที่เปลี่ยนไป อาทิ ในเรื่องของความต้องการผัก-ผลไม้นอกฤดูกาล (out-of-season vegetables) และความต้องการผลไม้-ดอกไม้เมืองร้อนเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต จึงส่งผลให้ผู้นำเข้าใน EU จำต้องสั่งสินค้ากลุ่มดังกล่าวเข้าไปป้อนตลาดของตน

ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะดังนี้

ก) จากรายงานดังกล่าวข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า แนวทาง « Food miles » อาจนำมาซึ่งการกีดกันทางการค้าในรูปของการปกป้องสินค้าอาหารที่ผลิตได้ภายใน EU (protectionist barriers) ได้ในอนาคต แม้ว่า EU จะยังคงมีนโยบายช่วยเหลือการนำเข้าสินค้าเกษตร-อาหารที่ผลิตได้จากประเทศด้อยพัฒนา ตลอดจนการปฎิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงทางการค้ากับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาภายใต้ WTO ก็ตาม หากแต่จากแรงกดดันของกลุ่มเกษตรกรและผู้ผลิตภายใน EU ที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาสินค้านำเข้าที่ต่ำกว่า ก่อให้เกิดความสูญเสียทางการตลาด ตลอดจนไม่ได้รับเงินอุดหนุนการผลิตจาก CAP เช่นในอดีต ย่อมเป็นแรงอิทธิพลที่ทาง EU จำต้องออกมาตรการเพื่อชดเชยในประเด็นดังกล่าวก็เป็นได้ ซึ่งอาจเป็นในรูปของการติดฉลากระบุจำนวน « Food miles » เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค และเพื่อมิให้เกิดปัญหาขัดแย้งกับกลุ่มผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากในรัฐสภายุโรป) ซึ่งในขณะนี้ EU ก็มีการติดฉลากประเภทดังกล่าว อาทิ สินค้าที่ผลิตโดยรักษาสวัสดิภาพสัตว์ (Respect Animal Welfare) และพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental friendly) เป็นต้น

ข) สำหรับประเด็นอันเชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ (organic products) นั้น ไทยควรจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจัดทำข้อแนะนำอย่างเป็นทางการ (Formal recommendation) ของหน่วยงาน U.K. Soil Association ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานอิสระ อาจไม่มีผลกระทบหรือข้อบังคับโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยไปยัง EU หากแต่ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์บางรายอาจใช้ข้อแนะนำดังกล่าวเป็นแนวทางใช้อ้างอิงในการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยเข้าไปจำหน่ายยัง EU ได้ เช่นเดียวกับกรณีของมาตรฐานภาคเอกชน (EurepGap) ซึ่งขณะนี้มีอิทธิพลครอบคลุมไปยังทุกประเทศสมาชิก EU ด้วยแล้ว

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. FTA EU-เกาหลีใต้เดินหน้าการเจรจา FTA รอบที่ 3
  2. NTBs Series: มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping - AD) ของสหภาพยุโรป
  3. การทบทวนยุทธศาสตร์การใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า (Trade Defence Instruments) ของสหภาพยุโรป
  4. เตือนร่างระเบียบ ‘Made in’ กระทบส่งออกไทย คาดใช้ในปีนี้
  5. แนวโน้มการต่อต้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่นำเข้าจากประเทศที่สามของ EU
Last Updated ( Friday, 18 May 2007 )
host by colorpack.net