|
ปัจจุบันใน EU มีกลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิต และองค์กรบางหน่วยงานเริ่มก่อตัวที่จะพยายามชักจูงโน้มน้าวผู้บริโภคให้หันมาซื้อและบริโภคสินค้าที่ผลิตได้เฉพาะในประเทศของตน ภายใต้แนวคิด (concept) ของ « Food miles » โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะลดระยะการเดินทางของสินค้าอาหารให้น้อยลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
กล่าวคือ สินค้าที่มี « Food miles » น้อย จะถูกจัดให้เป็นสินค้าอาหารที่มีคุณภาพ ในทางกลับกันพยายามชี้ให้ผู้บริโภคเห็นว่า สินค้าที่ผู้บริโภคสามารถซื้อได้ในราคาถูกนั้น อาจเป็นสินค้าที่ผู้นำเข้าเหมาซื้อมาจากแหล่งผลิตในประเทศที่สาม ที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่าหมื่นไมล์ ราคาอาจถูกจริงแต่ไม่มีคุณภาพ หากสินค้าที่ผลิตได้ใน EU มีราคาแพงกว่า หากแต่มีคุณภาพและมีคุณประโยชน์ต่อการบริโภคที่มากกว่า นอกเหนือจากนี้ สินค้าที่มี « Food miles » สูง ถือว่าเป็นสินค้าที่มีการผลิตที่สร้างภาระหนักให้แก่สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ อาทิ เช่น การขนส่งสินค้าในระยะไกล ย่อมเป็นการปล่อยพิษเสียเป็นปริมาณมากเข้าสู่สิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดมลวะเป็นพิษ อุบัติเหตุ และเสียงรบกวน (ทั้งทางอากาศและทางบก) เป็นต้น
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2007 ที่ผ่านมา หน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมในสหราชอาณาจักร (U.K. Soil Association) ได้แถลงการณ์ต่อประเด็น « Food miles » อันเชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ (organic products) ว่า จะสนับสนุนการถอดถอนสถานะของสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีการนำเข้ามาจากประเทศที่สามที่มีระยะการเดินทางไกลกว่าที่กำหนด เนื่องจากให้เหตุผลว่า สินค้าเหล่านั้นสร้างความเสียหายให้แก่สิ่งแวดล้อม ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ไปยังชั้นบรรยากาศโลก จึงไม่ถือว่าเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์อีกต่อไป เนื่องจากสินค้าเกษตรอินทรีย์ควรเป็นสินค้าที่มีกระบวนการผลิต (from farm to fork) ที่รักษาสิ่งแวดล้อมไปในตัว โดยทั้งนี้ มีการกล่าวถึงผักและผลไม้อินทรีย์ที่มีการนำเข้าจากนิวซีแลนด์และไทย ทั้งนี้ U.K. Soil Association ในฐานะหน่วยงานผู้ให้การรับรองอิสระ (independent certification body) คาดว่า จะจัดทำข้อแนะนำอย่างเป็นทางการ (Formal recommendation) ขึ้น เพื่อให้เป็นแบบอย่างมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ดีให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนนี้ ซึ่ง U.K. Soil Association เห็นว่า เรื่อง « Food miles » เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันลดปริมาณสินค้าที่มี « Food miles » สูงให้หมดไป เนื่องจากส่งผลกระทบเสียหายโดยตรงต่อภูมิอากาศของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป (climate change) อยู่ในขณะนี้
ขณะนี้ภายในตลาดสหราชอาณาจักรเองกำลังเพ่งเล็งสินค้านำเข้าจากกลุ่มประเทศที่สาม อาทิ เนยจากนิวซีแลนด์ เนื้อแกะจากออสเตรเลีย เนื้อวัวจากอาร์เจนตินาและบราซิล ผักผลไม้จากกลุ่มประเทศอาฟริกา หรือแม้แต่มะเขือเทศจากสเปน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน EU เนื่องจากสินอาหารนำเข้าที่โดนเพ่งเล็งดังกล่าวมีราคาขาย ณ ท้องตลาดในสหราชอาณาจักร ต่ำกว่าสินค้าอาหารประเภทเดียวกันที่ผลิตได้ในสหราชอาณาจักรเอง
อย่างไรก็ดี สถาบันสิ่งแวดล้อมและพัฒนาแห่งชาติ (International Institute for Environment and Development (IIED) มีการกล่าวถึงประเด็น « Food miles » ว่ามีเรื่องทางเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากเป็นหน้าที่ของประเทศพัฒนาในการที่จะต้องช่วยเหลือเกื้อหนุนประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมทั้งแนวทางอุปสงค์ของตลาด EU ที่เปลี่ยนไป อาทิ ในเรื่องของความต้องการผัก-ผลไม้นอกฤดูกาล (out-of-season vegetables) และความต้องการผลไม้-ดอกไม้เมืองร้อนเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต จึงส่งผลให้ผู้นำเข้าใน EU จำต้องสั่งสินค้ากลุ่มดังกล่าวเข้าไปป้อนตลาดของตน
ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะดังนี้
ก) จากรายงานดังกล่าวข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า แนวทาง « Food miles » อาจนำมาซึ่งการกีดกันทางการค้าในรูปของการปกป้องสินค้าอาหารที่ผลิตได้ภายใน EU (protectionist barriers) ได้ในอนาคต แม้ว่า EU จะยังคงมีนโยบายช่วยเหลือการนำเข้าสินค้าเกษตร-อาหารที่ผลิตได้จากประเทศด้อยพัฒนา ตลอดจนการปฎิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงทางการค้ากับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาภายใต้ WTO ก็ตาม หากแต่จากแรงกดดันของกลุ่มเกษตรกรและผู้ผลิตภายใน EU ที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาสินค้านำเข้าที่ต่ำกว่า ก่อให้เกิดความสูญเสียทางการตลาด ตลอดจนไม่ได้รับเงินอุดหนุนการผลิตจาก CAP เช่นในอดีต ย่อมเป็นแรงอิทธิพลที่ทาง EU จำต้องออกมาตรการเพื่อชดเชยในประเด็นดังกล่าวก็เป็นได้ ซึ่งอาจเป็นในรูปของการติดฉลากระบุจำนวน « Food miles » เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค และเพื่อมิให้เกิดปัญหาขัดแย้งกับกลุ่มผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากในรัฐสภายุโรป) ซึ่งในขณะนี้ EU ก็มีการติดฉลากประเภทดังกล่าว อาทิ สินค้าที่ผลิตโดยรักษาสวัสดิภาพสัตว์ (Respect Animal Welfare) และพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental friendly) เป็นต้น
ข) สำหรับประเด็นอันเชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ (organic products) นั้น ไทยควรจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจัดทำข้อแนะนำอย่างเป็นทางการ (Formal recommendation) ของหน่วยงาน U.K. Soil Association ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานอิสระ อาจไม่มีผลกระทบหรือข้อบังคับโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยไปยัง EU หากแต่ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์บางรายอาจใช้ข้อแนะนำดังกล่าวเป็นแนวทางใช้อ้างอิงในการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยเข้าไปจำหน่ายยัง EU ได้ เช่นเดียวกับกรณีของมาตรฐานภาคเอกชน (EurepGap) ซึ่งขณะนี้มีอิทธิพลครอบคลุมไปยังทุกประเทศสมาชิก EU ด้วยแล้ว
Related Items:
- FTA EU-เกาหลีใต้เดินหน้าการเจรจา FTA รอบที่ 3
- NTBs Series: มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping - AD) ของสหภาพยุโรป
- การทบทวนยุทธศาสตร์การใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า (Trade Defence Instruments) ของสหภาพยุโรป
- เตือนร่างระเบียบ Made in กระทบส่งออกไทย คาดใช้ในปีนี้
- แนวโน้มการต่อต้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่นำเข้าจากประเทศที่สามของ EU
|