ผลการประชุมอภิปรายภายใต้หัวข้อ “Food Quality Certification“ ของสหภาพยุโรป Print E-mail
Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป   
Thursday, 15 February 2007

ด้วยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปได้เข้าร่วมประชุมอภิปราย ภายใต้หัวข้อ “Food Quality Certification“ ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการยุโรป (DG-Agriculture and Rural Development) ณ Bedford Hotel กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม เนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับนโยบายการรณรงค์สินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพที่ผลิตได้ภายในประชาคม รวมทั้งบทบาท หน้าที่ และผลกระทบอันเกิดขึ้นกับประเทศที่สามที่เกี่ยวข้อง สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและพัฒนาชนบทกล่าวนำในพิธีเปิดงาน : นาง Mariann Fischer Boel กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและพัฒนาชนบท กล่าวนำในพิธีเปิดการประชุมอภิปราย ภายใต้หัวข้อ “Food Quality Certification“ มีเนื้อหา ดังนี้

1.1 คุณภาพของสินค้าเกษตรและอาหารกำลังจะเป็นประเด็นสำคัญในยุคโลกาภิวัตน์ (Globalisation) ซึ่งตนทราบดีว่า มีผู้ส่งออกทั่วโลกมากมาย พร้อมจะส่งสินค้าเกษตรและอาหารเข้าไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรป (EU-27) ซึ่งยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ผลิตใน EU ที่จะสามารถแข่งขันกับคนกลุ่มนั้นได้ คือ การแข่งขันด้านคุณภาพ เนื่องจากขณะนี้ พฤติกรรมการบริโภคใน EU ได้เปลี่ยนไป ผู้บริโภคต้องการที่จะทราบแหล่งที่มาของสินค้าที่ตนบริโภคที่ชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตได้ใน EU มีข้อได้เปรียบหลายด้าน อาทิ เช่น มาตรฐานความปลอดภัยที่สูงสุด สวัสดิภาพสัตว์ มาตรการป้องกันสิ่งแวดล้อม เป็นต้น นอกเหนือจากนี้ การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพจะเป็นการช่วยส่งเสริมมาตรการด้านพัฒนาชนบทไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการพัฒนาชนบทของการปฎิรูปนโยบายเกษตรร่วม (Common Agricultural Politic : CAP) ครั้งที่ผ่านมา

1.2 นาง Mariann Fischer Boel ได้หยิบยกตัวอย่างของการแข่งขันทางการค้า ดังเช่น ในกรณีของประเทศบราซิล ว่า EU ไม่สามารถแข่งขันกับบราซิลในด้านความสามารถเชิงปริมาณในการผลิต สินค้าเกษตรและอาหารได้เลย เนื่องจากบราซิลสามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณมากและในราคาที่ถูก หากแต่ EU จะสามารถแข่งขันกับบราซิลทางด้านคุณภาพสินค้าได้อย่างแน่นอน หรือแม้กระทั่งจากการสำรวจทางการตลาดแล้ว พบว่า นักธุรกิจจีนที่ส่งสินค้ามาจำหน่ายยัง EU มากมายนั้น ก็ยังคงนิยมดื่มไวน์ Bordeaux ถึงวันละ 2 ขวด ซึ่งเป็นไวน์แดงฝรั่งเศส มาจากถิ่นการผลิตที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลก นอกเหนือจากนี้ สินค้าเกษตรของ EU ที่ส่งออกไปยังประเทศที่สาม จำนวน 2 ใน 3 นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น

1.3 ขณะนี้ EU กำลังจะมีนโยบายสนับสนุนสินค้าคุณภาพเหล่านั้นให้มากยิ่ง ขึ้น โดยการใช้สื่อ โฆษณา การตลาด และการรณรงค์ (communication and marketing) ปัจจุบันผู้ผลิตในกลุ่มประเทศสมาชิก EU ได้มีการรวมตัวกันสร้างสัญลักษณ์หรือตรา (logos and certification schemes) ซึ่งสามารถแสดงให้ผู้บริโภคเห็น ได้ชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างสินค้า ปกติกับสินค้าที่ได้รับตรารับรองคุณภาพ

1.4 EU จัดระดับสินค้าเกษตรที่ได้อยู่ในเกรดที่สูง (superior quality) นั้น ต้องมีคุณสมบัติที่โดดเด่น ดังนี้

1.4.1 คุณลักษณะ กลิ่น สี รสชาติ (organoleptic)

1.4.2 คุณค่าทางโภชนาการ

1.4.3 วิธีขั้นตอนการผลิต

1.4.4 ส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิต

1.4.5 แหล่งที่มา

1.4.6 การผลิตที่รักษาสิ่งแวดล้อม

2. กรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค : นาย Markos Kyprianou กรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวต่อจากนาง Mariann Fischer Boel ว่า

2.1 ความปลอดภัยด้านอาหารนั้น เป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้ผลิตสามารถมอบให้แก่ผู้ซื้อ ซึ่งตนมั่นใจว่า ความปลอดภัยของอาหารก็คืออาหารที่มีคุณภาพนั่นเอง (quality is safety) ซึ่งผู้ผลิตใน EU เองก็ เป็น ผู้ผลิตอาหารที่มีคุณภาพอยู่แล้ว รวมทั้งปัญหาด้านสินค้าอาหาร ผลจากการระบาดของโรคสัตว์ที่ผ่านมา (BSE, dioxine, Avian Influenza) ย่อมส่งผลกระทบก่อให้เกิดความหวาดระแวงให้แก่ผู้บริโภคโดยปริยาย ซึ่งการที่ผู้ผลิตสามารถรับรองแหล่งที่มา (traceability) ของสินค้าอาหารที่ตนผลิตได้นั้น ก็จะเป็นการซื้อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมาได้

2.2 นอกเหนือจากนี้ ตนยังมีความภูมิใจที่ EU ยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าคุณภาพมากมาย อาทิ สินค้า GI ซึ่งเป็นสินค้าที่มีประวัติ และมีวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม รวมทั้งมีความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดีอยู่ในตัว

2.3 ที่ผ่านมา ตนทราบว่า ประเทศภายนอกมักมองว่า การที่จะส่งสินค้าเกษตรและอาหารไปจำหน่ายยัง EU นั้น เป็นเหมือนดังเช่นการต้องฟันฝ่าอุปสรรคที่มากมาย โดยมีการเปรียบว่ากฎระเบียบการนำเข้าของ EU เป็นดังเช่นป้อมปราการ (fortress) ที่คอยสกัดกั้นสินค้านำเข้าเหล่านั้น หาแต่รู้ไม่ว่า สินค้าที่ผลิตได้ใน EU ก็ต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบเดียวกันนี้เช่นกัน ซึ่งตนขอรับรอง ณ ที่นี้ ว่า สินค้าเกษตรและอาหารใน EU เป็นสินค้าที่ปลอดภัยที่สุดในโลก

2.4 การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพ เชื่อมโยงกับการติดฉลากสินค้าอาหารที่ดี ซึ่งตนคิดว่า การติดฉลากที่ดีนั้นจะต้องมีการนำเสนอรายละเอียดคุณค่าอาหารนั้นๆ ที่ถูกต้องและชัดเจน ไม่ควรมีข้อความที่มากเกินไป เพราะข้อมูลที่มากเกินไปจะเป็นการทำลายข้อมูลที่มีอยู่นั้นในตัว การติดฉลากมีวัตถุประสงค์ที่จะไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ผลิตด้วยเช่นกัน

2.5 ในเรื่องสวัสดิภาพสัตว์นั้น ตนเชื่อว่า ผู้บริโภคใน EU พร้อมที่จะจ่ายเงินส่วนเพิ่มให้แก่สวัสดิภาพสัตว์ที่ดี และตนไม่คิดว่า การที่ผู้ผลิตได้ปฎิบัติตามกฎการรักษาสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

2.6 EU มีนโยบายที่จะช่วยเหลือผู้ผลิตใน EU ในการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพไปยังประเทศที่สาม

3. สมาชิกผู้แทนสภายุโรป : นาย Jan Mulder ชาวเนเธอร์แลนด์ สมาชิกผู้แทนสภายุโรป (Member of Parliament) กล่าวในที่ประชุม ดังนี้

3.1 การกำหนด Food Quality Scheme ได้เริ่มขึ้นในปี 1998 และในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 200 มาตรฐาน (scheme) รวมทั้งผู้ค้าปลีกหลายแห่งก็ได้มีการจัดทำมาตรฐานของตนเองด้วย

3.2 EU มีสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพมากมาย โดยเฉพาะสินค้าที่มีการบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indicators : GIs) แม้แต่ประเทศมหาอำนาจ ดังเช่น สหรัฐอเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย ก็ยังไม่มีปริมาณสินค้า GI มากเท่ากับของ EU

3.3 การผลิตสินค้าเกษตรใน EU มีการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งในอนาคตอันใกล้ EU จะชักชวนให้ผู้ผลิตในแต่ละประเทศสมาชิกได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปในรูปของการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพที่สูงกว่า (European superior quality) โดยทั้งนี้ จะไม่เป็นการบังคับแต่ด้วยความสมัครใจเท่านั้น (voluntary)

4. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาหาร เกษตร และการบริโภคของเยอรมนี : Mr. Horst Seehofer, German Federal Minister of Food, Agriculture and Food consumption กล่าวในที่ประชุม ดังนี้

4.1 การที่มนุษย์ได้บริโภคอาหารที่ดี จะส่งผลให้มีชีวิตที่มีสุขภาพที่ดีและยาวนาน ดังนั้น เราจึงควรพัฒนาส่งเสริมการผลิตให้สินค้าเกษตรและอาหารที่ดีอยู่แล้ว ยิ่งมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น

4.2 การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพที่ดี เป็นหน้าที่ร่วมกัน (common responsibility) ของผู้ผลิตทุกคนใน EU ซึ่งสินค้าคุณภาพที่ดีนั้น คือ การสามารถทำให้ลูกค้ากลับมามิใช่การทำให้สินค้ากลับมา (the client must come back and not the merchandise)

4.3 รูปแบบการติดฉลากสินค้าอาหารจะต้องไม่สร้างความสลับซับซ้อนและยุ่งยาก โดยผู้บริโภคไม่จำเป็นที่จะต้องนำหนังสือคำศัพท์ (dictionnary) หรือแว่นขยาย (magnifying glass) ไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วย

4.4 EU ต้องการมีข้อแลกเปลี่ยนทางการค้า (trade exchanges) ของตน ที่นอกเหนือไปจากที่ WTO กำหนดไว้

5. การถาม-ตอบข้อสงสัยของผู้เข้าร่วมประชุม :

5.1 ผู้นำเข้าจากเยอรมนีขอให้ EU ออกมาตรการเคร่งครัดในการควบคุมสินค้าแปรรูปเนื้อสัตว์ปีก ที่มีใช้เนื้อสัตว์ปีกที่นำเข้าจากบราซิลและไทยมาใช้แปรรูปนั้น ควรจะต้องมีการระบุแหล่งที่มา (authenticity) ที่ชัดเจน ซึ่งนาง Mariann Fischer Boel ได้กล่าวตอบว่า ปัจจุบันผู้ผลิตใน EU มีสิทธิ์ที่จะระบุ หรือไม่ระบุ แหล่งที่มาของเนื้อสัตว์ปีกที่นำมาใช้แปรรูปได้ ซึ่งผู้ผลิตที่ระบุแหล่งที่มานั้น ก็จะถือว่าได้เปรียบในด้านสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ให้แก่สินค้าของตน

5.2 กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารอิตาเลียน ขอให้ EU ออกแนวทางรณรงค์สินค้าคุณภาพที่ผลิตได้ในแต่ประเทศสมาชิก เพราะในปัจจุบัน ผู้บริโภคใน EU เอง ยังไม่รู้จักสินค้าดังกล่าวมากเพียงพอ (ยกตัวอย่างเช่น ชาวอิตาเลียนมักจะรู้จักแต่สินค้าคุณภาพของประเทศตน หากแต่ไม่รู้จักสินค้าที่มีคุณภาพของประเทศสวีเดนหรือประเทศสมาชิก EU อื่นๆ เป็นต้น)

5.3 กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเยอรมนี ขอให้ EU ให้ความสนใจต่อข้อพิพาท ด้านสินค้า GI กับประเทศที่สามมากยิ่งขึ้น เพราะสินค้า GI ส่วนใหญ่ก็คือสินค้าคุณภาพ ดังนั้น จึงควรรักษาและส่งเสริมภาพพจน์ที่ดีให้แก่สินค้ากลุ่มดังกล่าวมากยิ่งขึ้น (อาทิ EU มีข้อพิพาทกับ US กรณีเบียร์ Budweiser ของสาธารณรัฐเช็ค)

5.4 กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารฮังการี สอบถามว่า เราจะแสดงให้ผู้บริโภคทราบได้อย่างไรว่า สินค้าที่ผลิตได้นั้น เป็น « สินค้าคุณภาพ » ในเรื่องนี้ นาง Mariann Fischer Boel ได้กล่าวตอบว่า สามารถแสดงได้โดยการติดฉลาก เน้นในเรื่องสวัสดิภาพสัตว์และการผลิตที่รักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

5.5 กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารฝรั่งเศส ให้ข้อคิดเห็นว่า การเร่งการผลิตสินค้าคุณภาพในปริมาณมากเกินไปนั้น จะทำให้คุณภาพถดถอยและคุณค่าที่เคยมีหายไป ตนคิดว่า สินค้าที่เน้นคุณภาพไม่เหมาะกับการผลิตในปริมาณมาก ดังนั้น จึงไม่สามารถแข่งขันทางการค้าในระดับสากลได้ ซึ่งในเรื่องนี้ นาง Mariann Fischer Boel ได้กล่าวตอบว่า การผลิตสินค้าคุณภาพในปริมาณมาก เป็นเรื่องที่ท้าทาย ซึ่งหากผลิตได้ก็จะสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ฐานเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ตนทราบดีว่า มีประเทศที่สามมากมายที่สามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารได้ในปริมาณมาก ซึ่ง EU อาจไม่สามารถที่จะแข่งขัน ทางด้านปริมาณได้ในจุดนั้น หากขณะนี้ ตนกำลังมองหาตลาดใหม่ (new market) ซึ่งจะขยายไปทางกลุ่มประเทศทางตะวันออก (เช่น ประเทศตะวันออกกลางและเอเชีย) อันจะเป็นกำลังซื้อที่สำคัญของ EU ต่อไปในอนาคต เพราะขณะนี้จากผลการสำรวจล่าสุด พบว่า ชาว EU เองใช้เงินเดือนแค่ 9 % ในการซื้อของเพื่อการบริโภค หากเทียบกับ ในอดีตซึ่ง ใช้เงินถึง 30% ของเงินเดือน ซึ่งในเรื่องนี้ นาย Margaritis Schinas, Head of Cabinet ของนาย Markos Kyprianou กรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า สินค้าเกษตรและอาหารของ EU ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากที่ New york เนื่องจากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารคุณภาพ โดยในร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำที่อเมริกา มักจะมีมุมซื้อ-ขายสินค้าจากยุโรป (European food corner) อยู่

5.6 กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของสเปน สอบถามว่า จะมั่นใจได้แค่ไหนว่า การผลิต « สินค้าคุณภาพ » ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มนั้น ผลกำไรที่ได้จะได้รับทั่วถึงทุกระดับชนชั้น (เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้แปรรูปสินค้า) และในสัดส่วนที่ยุติธรรมแค่ไหน ซึ่งในเรื่องนี้ นาง Mariann Fischer Boel ได้กล่าวตอบว่า ตนมั่นใจว่า ผลประโยชน์ที่จะได้รับนั้น จะมีให้แก่ผู้ผลิตในแต่ห่วงโซ่การผลิตทุกขั้นตอน นอกเหนือจากนี้ ตนทราบดีว่า เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารใน EU มักจำหน่าย สินค้าให้โดยตรง แก่ผู้ซื้อ และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

5.7 กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเยอรมนี สอบถามว่า ตามยุทธศาสตร์ลิสบอนของ EU เน้นเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันทางการค้าของกลุ่มประเทศสมาชิก EU ดังนั้น การที่ EU มีนโยบายที่แน่วแน่ในการที่จะผลิต « สินค้าคุณภาพ » จึงเห็นควรที่จะนำเรื่องดังกล่าว เข้าหารือ ณ เวที WTO เพื่อหาแนวทางร่วมในการสร้างศักยภาพให้แก่เกษตรกร EU พร้อมรับกับปีค.ศ. 2020 ต่อไปด้วยเช่นกัน ซึ่งในเรื่องนี้ นาง Mariann Fischer Boel ได้กล่าวตอบว่า การที่จะสนับสนุนให้สินค้าคุณภาพมีขีดความแข่งขันที่ดีนั้น จำต้องจัดให้สินค้าดังกล่าวอยู่ในกลุ่มสินค้านอกอัตราภาษี (out of tariff) ซึ่งในอนาคต ตนมั่นใจว่า EU จะมีตลาดใหม่ๆ ที่จะรับซื้อสินค้าคุณภาพของ EU โดยคิดว่า จีนและอินเดียจะเป็นตลาดรับซื้อที่ดี

6. Workshop : « Food Quality Schemes in the international context »

6.1 รายชื่อผู้ร่วมบรรยาย

6.1.1 นาย Michel Petit, Institut Agronomique Mediterraneen de Montpellier

6.1.2 นาย Guy Stinglhamber, COLEACP/PIP

6.1.3 นาย Nigel Garbutt, EurepGAP

6.1.4 นาย Bertil Sylvander, SINER-GI

6.2 ประเด็นที่น่าสนใจในการสัมมนา มีดังต่อไปนี้

6.2.1 จากข้อมูลของ EurepGAP (The Global Partnership for Safe and Sustainable Agriculture) ระบุว่า จากการทำ KenyaGap มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ 1,760 ยูโรต่อเกษตรกร 1 ราย และในปีถัดไปมีค่าใช้จ่ายประจำ 1,130 ยูโรต่อปีต่อเกษตรกร 1 ราย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจ้าง EurepGAP จัดทำ KenyaGap นี้ ค่าใช้จ่าย 36% จ่ายโดยเกษตรกรรายย่อย 44% โดยผู้ส่งออก และ 20% ได้รับจากการบริจาค ซึ่ง ณ ปัจจุบัน มีกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตรายย่อย 5% ที่ได้รับตรารับรองของ EurepGAP

6.2.2 ผู้แทนสมาคมผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารฝรั่งเศส กล่าวต่อที่ประชุมว่า ขณะนี้ ผู้ส่งออกฝรั่งเศสประสบปัญหาการส่งผักและผลไม้ไปจำหน่ายยังเมือง Naple อิตาลี เนื่องจากซุปเปอร์มาเก็ตท้องถิ่นหลายรายเรียกร้องให้ผู้ส่งออกต้องได้รับตรารับรองผลิตภัณฑ์จาก EurepGAP ก่อนการส่งออก หากมิเช่นนั้นก็จะปฎิเสธการสั่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายอีก ซึ่งในเรื่องนี้ นาย Nigel Garbutt, EurepGAP ได้กล่าวตอบว่า EurepGAP มิได้เป็นผู้กำหนดข้อบังคับดังกล่าว รวมทั้ง EU เองก็มิใช่ผู้ออกข้อกำหนดดังกล่าวแต่อย่างใด หากแต่เป็นการรวมตัวกันของผู้นำเข้าบางกลุ่มที่ต้องการความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าว่าได้ผ่านการรับรองที่ดีแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและการสูญเสียผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในภายหลังในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น (ผู้บริโภคฟ้องร้องในกรณีที่พบว่า ผักที่บริโภคเข้าไปมีสารฆ่าแมลงก่อให้เกิดภูมิแพ้ เป็นต้น)

ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ ใคร่ขอเรียนข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ดังนี้

ก) ขณะนี้ EU พยายามที่จะส่งเสริมการจัดทำ Food Quality Scheme เพิ่มมากขึ้น เพื่อ รองรับการขยายตลาดสินค้าคุณภาพ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคใน EU และขยายตลาดไปยังประเทศที่มีศักยภาพและกำลังซื้อ เช่น ตะวันออกกลางและกลุ่มเอเชีย ในขณะเดียวกันก็จะเป็นเครื่องมือเพื่อใช้อุดหนุนการผลิตสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างถึงแผนงานการรักษาสิ่งแวดล้อม พัฒนาชนบท และสวัสดิภาพสัตว์

ข) ไทยกำลังประสบปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันผลิตสินค้าในเชิงปริมาณ เช่นเดียวกับ EU เนื่องจากคู่แข่งอย่างบราซิล จีน และเวียดนาม มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทยมาก ดังนั้น ไทยจึงอาจพิจารณานำแนวคิดเรื่อง Food Quality Scheme มาใช้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ไทยมีสินค้าเกษตรและอาหารที่มีประวัติและวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม ซึ่งสามารถนำมาเป็นจุดขายได้ แต่ต้องมีกลยุทธ์ด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ที่ดีและต่อเนื่อง นอกจากนี้ ไทยอาจต้องเริ่มพิจารณาจดทะเบียนสินค้าภายใต้ GIs เพื่อเป็นแนวทางในการนำสินค้าคุณภาพเข้ามาจำหน่ายในตลาด EU ได้

ค) แม้ EU จะพยายามให้เหตุผลสนับสนุนแนวคิด Food Quality Scheme ว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่จะช่วยให้ EU สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ หากแต่เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่า การจัดทำและกำหนด Food Quality Scheme มากเกินไป ย่อมส่งผลกระทบให้เกิดภาระทั้งกับผู้ผลิตและผู้บริโภค เนื่องจาก สินค้าคุณภาพที่มีฉลากกำกับ ย่อมมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป นอกจากนี้ หากมองในมุมของมาตรฐานภาคเอกชนที่จัดทำขึ้นโดยกลุ่มผู้ค้าปลีก อาจนับได้ว่า เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าได้ในทางหนึ่ง เนื่องจากมีข้อกำหนดที่ผู้ผลิตต้องปฎิบัติตาม โดยต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หากแต่คุณภาพของสินค้าไม่ได้มีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากมาตรฐานภาคเอกชนมิได้มีความแตกต่างจากมาตรฐานของ EU ที่กำหนดไว้เท่าใดนัก ซึ่งในประเด็นมาตรฐานภาคเอกชนนี้ หากกลุ่มผู้ประกอบในแต่ละประเทศสมาชิก มีการจัดทำมาตรฐานภาคเอกชนของตนเอง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบรับรองมาตรฐานแต่ละแห่งด้วย ซึ่งนับเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ผลิตทั้งใน EU และประเทศกำลังพัฒนา

ง) ไทยอาจติดตาม ศึกษา แนวคิด Food Quality Scheme and Certification และ นำไปปรับใช้ในบริบทที่เหมาะสมกับประเทศไทยต่อไป


Last Updated ( Thursday, 15 February 2007 )

 

ThaiEurope

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

.