ตามรอยแฟชั่นไทย…ก้าวไกลไปยุโรป Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Wednesday, 14 February 2007

"I'm impressed about the progress of Thai fashion market. ...[However,] it’s a pity that there’s a gap between Thai designers and their industry...they should cooperate more!”

คือคำกล่าวที่ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นกล่าวถึงโอกาสของแฟชั่นไทยในยุโรป ซึ่งทีมงานไทยยุโรป.เน็ตได้ไปเก็บข้อมูลมาจากกรุงปารีส เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 1 – 4 กุมภาพันธ์ 2550 ได้มีการจัดงาน Prêt à Porter และงาน Who's Next /Première Classe แสดงสินค้าเสื้อผ้าและแฟชั่นระดับแนวหน้าของยุโรป พร้อมงานแฟชั่นโชว์ ตระการตา ที่ศูนย์แสดงสินค้า Paris Expo (Porte de Versailles) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อทางทีมงานไทยยุโรป.เน็ตได้ทราบว่าในปีนี้ จะมีแบรนด์ชั้นนำและแบรนด์คลื่นลูกใหม่จากเมืองไทยเข้าร่วมทั้งสองงานด้วยกัน 8 แบรนด์ จึงได้เดินทางเข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่อสอบถามถึงโอกาสและอุปสรรคของธุรกิจแฟชั่นไทยในการบุกตลาดยุโรป พร้อมนำรายงานข้อคิดเห็นของผู้ประกอบการไทยเกี่ยวกับตลาด ลู่ทาง และอนาคตของแฟชั่นไทยในยุโรปมาฝากผู้อ่าน

มีอะไรในงาน Prêt à Porter และ Who’s Next /Première Classe ?
งาน Prêt à Porter จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง สำหรับทั้งแฟชั่น 4 ฤดูกาล คือ แฟชั่นฤดูหนาว/ใบไม้ร่วง และ แฟชั่นฤดูร้อน/ใบไม้ผลิ ในปีนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 51 ที่ Hall 7 ของ Paris Expo และได้คัดเลือกแบรนด์ทั้งจากของยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ เข้าร่วมงาน 1,550 แบรนด์ ในงานนำเสนอแฟชั่นสำหรับฤดูหนาว/ใบไม้ผลิที่หลากหลาย ทั้งเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่เหมาะกับสตรีในวัยทำงาน เสื้อผ้าวัยรุ่น และเครื่องประดับหลากสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า กระเป๋า ผ้าพันคอ สร้อยคอ กำไล ฯลฯ ในพื้นที่กว้างขวางถึง 65,000 ตร.กม มีผู้เข้าร่วมงานจากนานาชาติกว่า 41,112 คน โดย 40% มาจากต่างประเทศ และมีบริษัทไทยที่เข้าร่วมงาน Prêt à Porter 5 บริษัท ทั้งในส่วนของเสื้อผ้าสตรีอย่าง Ziroco และ Tube Gallery ส่วนเครื่องหนัง ประเภทรองเท้าและ อย่าง Angeli เครื่องประดับประเภทสร้อย กำไล แหวน ที่เป็นเครื่องเงินอย่าง Missile และ เครื่องประดับอัญมณีจาก Sasi-Bon

ส่วนงาน Who’s Next /Première Classe จัดขึ้นเป็นปีที่ 13 ที่ Hall 3 และ 4 โดยมุ่งเน้นไปที่แฟชั่นที่มีความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ เป็นตัวของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟชั่นในแบบ streetwear พร้อมเปิดโอกาสให้ดีไซน์เนอร์หน้าใหม่ก้าวขึ้นมาในวงการ ในปีนี้มีแบรนด์เข้าร่วมงานกว่า 1,000 แบรนด์ และมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 45,000 คน โดยในปีนี้ มีบริษัทไทยเข้าร่วมงานด้วยกัน 3 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์เสื้อผ้าสตรีชั้นนำของเมืองไทยอย่าง Fly Now และสองแบรนด์คลื่นลูกใหม่ อย่าง Kloset Red Carpet และ Munchu’s

แบรนด์ไทยที่มาออกงานทั้งสองงานนี้ ส่วนใหญ่เป็นน้องใหม่ที่พึ่งมาเป็นปีแรกหรือเป็นครั้งที่สอง ยกเว้นพี่ใหญ่อย่าง Fly Now ที่มาเป็นปีที่ 5 และเคยออกทั้ง Prêt à Porter และ Who’s Next โดยต่างประสบความสำเร็จมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งต้องถือว่าน่าประทับใจทีเดียว เพราะทางผู้จัดงานกล่าวว่า ปกติแล้ว แบรนด์ใหม่ๆที่มาจะไม่ได้ออเดอร์จนกว่าจะเข้าร่วมงานเป็นครั้งที่ 3 เป็นอย่างต่ำ การที่แบรนด์ไทยทุกแบรนด์มีคนเข้ามาสอบถาม แสดงความสนใจที่จะติดต่อธุรกิจกันต่อไป ต้องถือว่าประสบความสำเร็จทีเดียว ทุกคนต่างกล่าวว่า คงจะกลับมาร่วมงานสำหรับแฟชั่นฤดูร้อน/ใบไม้ผลิที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนนี้อีก

ปัจจุบัน ตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปของยุโรปเป็นอย่างไร ?
หากมองจากภาพรวมแล้ว ตลาดร่วมยุโรปมีจำนวนประชากร 470 ล้านคน และมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยปีละ 1,054,800 บาท จึงนับเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการซื้อสูง ในส่วนของตลาดแฟชั่น สถาบัน Institute Français de la Mode กล่าวว่าปี 2549 แสดงให้เห็นว่า แม้สินค้าเสื้อผ้าราคาถูกจากเอเชียจะเข้ามาตีตลาดยุโรป แต่ในส่วนเสื้อผ้าเครื่องประดับแฟชั่นก็ยังคงมีตลาดที่คงที่ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้โดยรวมแล้ว เสื้อผ้าเครื่องประดับแฟชั่นจะมีราคาลดลง (เพื่อรับมือกับเสื้อผ้าราคาถูกจากจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในยุโรป) แต่ผู้ซื้อก็ยังคงจัดสรรงบประมาณไว้จับจ่ายใช้สอยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเท่าเดิม ซึ่งหมายความว่า ผู้ซื้อจะซื้อสินค้ามากชิ้นขึ้น โดยผู้ซื้อนิยมไปซื้อสินค้าเสื้อผ้าเครื่องประดับในห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าในเมืองมากที่สุด (กว่า 1 ใน 3) แต่ลดความนิยมที่จะไปซื้อเสื้อผ้าจากที่ร้านค้าเสื้อผ้าปลีก รายงานยังชี้ว่า ในปี 2549 ต้องถือว่าเป็นปีที่การขายเสื้อผ้าแฟชั่นทางอินเตอร์เน็ตเป็นเทรนด์ใหม่ที่น่าจับตามอง เพราะแม้ยังมีส่วนแบ่งตลาดน้อยมาก (2 %) แต่มียอดขายเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนเป็นอย่างมาก (ข้อมูล: Institute Français de la Mode)

นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยในงานทั้งสองให้ความเห็นตรงกันว่า หากสามารถติดต่อหาตัวแทนจำหน่ายได้แล้ว ไม่เคยมีใครประสบปัญหายุ่งยากจากกฏระเบียบของสหภาพยุโรป โดยคุณชัชรีพรรณ ส่งวัฒนา รองประธานบริษัท Fly Now เสริมว่า หลังจากหมดปัญหาเรื่องโควต้าสิ่งทอ ซึ่งรวมเสื้อผ้าที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก และเสื้อผ้าแฟชั่นไว้ในประเภทเดียวกัน ทำให้การส่งออกต้องถูกจำกัดแล้ว การส่งออกก็สะดวกขึ้นมาก

แฟชั่นไทย : ยังอยู่ที่จุดเริ่มต้น แต่ศักยภาพสูง ?
ในปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า แฟชั่นไทยกำลังอยู่ในขั้นจุดเริ่มต้น คำว่า “แฟชั่นไทย” อาจยังไม่เป็นที่ติดหูในโลกแฟชั่นของยุโรป โดยคุณณัฏฐ์ มั่งคั่ง แห่ง Kloset Red Carpet ก็เล่าประสบการณ์ว่า ชาวยุโรปบางคนอาจยังมองภาพพจน์ของเสื้อผ้าไทยโดยรวมว่าเป็นของโหล ราคาถูก มากกว่าจะเป็นสินค้ามีดีไซน์ไฮเอนด์ แตกต่างจากเสื้อผ้าที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ หากดีไซเนอร์สามารถออกแบบได้เข้าตาโดนใจและสินค้ามีคุณภาพดีแล้ว ชาวยุโรปก็พร้อมที่จะเปิดรับแบรนด์จากทุกชาติ รวมทั้งจากประเทศไทย คุณอรรณพ เจนโชคภิญโญ แห่งแบรนด์ Ziroco ก็ให้ความเห็นว่า ยุโรปมีศักยภาพที่จะเป็นตลาดที่ดีของแฟชั่นไทย เพราะแม้จะเข้ายากในในแง่ของการหาผู้แทนจำหน่าย อีกทั้งมีคู่แข่งเยอะ แต่เมื่อหาผู้แทนจำหน่ายได้แล้ว ก็จะมีอนาคตไกล เพราะคนยุโรปพร้อมเปิดรับสินค้าแฟชั่นจากไทยในระดับไฮเอนด์ที่มีราคาสูง

นอกจากนี้ หากพูดถึงเทรนด์แฟชั่นในยุโรป นอกจากกระแสแฟชั่นปกติที่ห้องเสื้อและนิตยสารแฟชั่นชั้นนำออกมานำเสนอในแต่ละฤดูกาลเป็นประจำสม่ำเสมอแล้ว ยังสังเกตพบในงาน Prêt a Porter และ Who’s Next ว่ามีสองเทรนด์ใหม่ที่เริ่มได้รับความสนใจในในยุโรป คือกระแสแฟชั่นวัยรุ่นที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และกระแสเสื้อผ้า “ethic fashion” ซึ่งดูเหมือนว่า จะเป็นสองเทรนด์ที่แฟชั่นไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้ไม่ยาก

คุณ Damien Yurkievich รองผู้จัดการของงาน Prêt à Porter ก็ได้ยืนยันถึงกระแสแฟชั่นวัยรุ่นในตลาดยุโรป จึงมีการจัดส่วนที่ชื่อว่า “Shibuya” ขึ้นในงาน Prêt à Porter เพื่อรองรับตลาดวัยรุ่น อายุประมาณ 15 – 25 ปี ที่ต้องการมีการแต่งตัวที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจน และมีนิยามของตัวเองที่เด่นชัด และเห็นว่าแฟชั่นไทยเองก็มีภาพลักษณ์ที่เป็นแนว ‘kitsch’ และ ‘modern’ ที่พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของกระแสนี้ด้วยเช่นกัน

ในส่วนของเสื้อผ้า Ethic Fashion หรือ สินค้าแฟชั่นในสไตล์ fair trade ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีการจ้างงานแรงงานการผลิตอย่างเป็นธรรมนั้น คุณ Yurkievich ก็ได้แสดงความประหลาดใจส่วนตัวว่า จากเดิมที่ตนมองว่าเป็นแค่กระแสเล็กๆในสังคม ปรากฏว่าส่วน “So Ethic” ในงาน Prêt à Porter ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว กลับได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง จนคาดว่าจะต้องขยายพื้นที่พิเศษให้แก่ส่วนนี้ในปีหน้า ซึ่งรายงานของกระทรวง การจ้างงาน การบูรณาการสังคม และที่อยู่อาศัย (Ministère de l’Emploi, de la Cohésion social et du Logement) ของฝรั่งเศส ได้เสริมว่าแม้ปัจจุบัน ตลาด “ethic fashion” ยังคงมีส่วนแค่ 1% ของอุตสาหกรรมแฟชั่นฝรั่งเศส แต่ก็มีช่องทางที่จะขยายตัวได้อีกมาก โดยผู้ซื้อกว่า 1 ใน 4 เริ่มหันมาให้ความสนใจ เสื้อผ้าเครื่องประดับที่ได้รับการรับรองว่าเป็น “ethic fashion” สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมพื้นบ้าน และมุ่งเน้นให้คนท้องถิ่นได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม เช่น โครงการแม่ฟ้าหลวง หรือ OTOP เรื่องของ “ethic fashion” อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ และพร้อมที่จะเข้าร่วมไปกับเทรนด์นี้ได้อีกเช่นกัน

ในขณะที่ชาวยุโรปเปิดกว้าง พร้อมรับแฟชั่นจากไทย อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเองก็ดูมีศักยภาพพร้อมที่จะก้าวเข้ามาในตลาดยุโรปเช่นเดียวกัน นาย Damien Yurkievich, รองผู้จัดการของงาน Prêt à Porter ให้ความเห็นต่อวงการแฟชั่นไทยว่า “ที่ผ่านมาตนประทับใจกับพัฒนาการของวงการแฟชั่นไทย ซึ่งมีศักยภาพที่จะก้าวไปได้อีกไกลในอีกหลายเซกชั่นของตลาดแฟชั่นได้ เพราะไทยมีแฟชั่นเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในทุกเพศ ทุกวัย และทุกไลฟ์สไตล์ ได้”

นอกจากนี้ เหล่าแบรนด์ไทยที่มาออกงาน Prêt à Porter และ Who’s Next ต่างเห็นว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังตื่นตัวเรื่องแฟชั่น แบรนด์ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็สนใจที่จะรวมตัวเพื่อเข้าตลาดสากล อีกทั้งมีดีไซเนอร์หน้าใหม่ๆเก่งๆเกิดขึ้นเยอะ มีการเปิดโรงเรียนสอนแฟชั่น อีกทั้งเยาวชนไทยก็กำลังตื่นตัวด้านนี้อย่างจริงจัง มีการไปศึกษาในโรงเรียนสอนแฟชั่นซึ่งเริ่มทยอยเปิดในเมืองไทยหลายโรงเรียน เช่น Accademia Italiana ( Thailand), Raffles La Salle และ Bangkok International Fashion Academy ทั้งนี้ กระแสแฟชั่นในประเทศไทยส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Bangkok Fashion City (ซึ่งได้ปิดตัวลงไปแล้ว) ด้วย อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยจึงมีศักยภาพภายในที่กำลังรอที่จะออกมาพิสูจน์ตัวในนานาชาติ

ที่สำคัญ การที่แบรนด์ไทยหลายแบรนด์เริ่มเข้าร่วมงานงานแสดงสินค้าแฟชั่นในยุโรปอย่างค่อนข้างสม่ำเสมอ และยังมีโอกาสได้ลงในนิตยสารแฟชั่นชั้นนำ อย่างเช่นที่แบรนด์ Kloset Red Carpet ได้ลงใน Drapers ของอังกฤษ หรือ Elle USA มาแล้ว ทำให้ชื่อของแฟชั่นไทยกำลังเริ่มที่จะเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตา และมีหลายแบรนด์ประสบความสำเร็จในการสร้างตลาดในยุโรปไปแล้ว คุณชัชรีพรรณ ส่งวัฒนา รองประธานบริษัท Fly Now ก็ได้เล่าว่า ที่ผ่านมา Fly Now ได้รับเสียงตอบรับดีจากทุกประเทศในยุโรป มีคนชื่นชมว่าฝีมือตัดเย็บประณีต และการออกแบบมีเอกลักษณ์น่าสนใจ เพราะเป็นการผสมระหว่างตะวันตกและเอเชียอย่างลงตัว และเสริมว่า คนไทยมีศักยภาพและความถนัดที่จะเสนอความเป็น “exoticism” ในแบบที่ชาวตะวันตกชอบ ซึ่งอาจเป็นเพราะประเทศไทยมีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่แข็งแกร่ง แต่ก็พร้อมเปิดรับวัฒนธรรมต่างชาติได้ง่าย จึงมีสามารถในการรังสรรค์และนำเสนอวัฒนธรรมไทยที่มีความเป็นสากล โดยสิ่งนี้ไม่ได้ปรากฏเฉพาะในแฟชั่นการดีไซน์ แต่ในอุตสาหกรรมประเภทอื่นด้วย เช่น อาหาร หรือ สปา

จึงอาจสรุปได้ว่า หากพิจารณาในเบื้องตั้นแล้ว อาจมองได้ว่า ตลาดแฟชั่นของยุโรปก็เป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพที่จะเป็นตลาดรองรับแฟชั่นไทย อีกทั้งยังมีช่องทางที่จะขยายมูลค่าตลาดต่อไปได้อีก

หากยุโรปก็พร้อมรับ ไทยก็พร้อมไป...
จากการสัมภาษณ์แบรนด์ไทยที่มีประสบการณ์มาต่างประเทศ ดูเหมือนว่า การมาออกงานแสดงสินค้าแฟชั่นในต่างประเทศ อย่างเช่นงาน Prêt à Porter และ Who’s Next จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดให้แบรนด์ไทยเข้ามาในตลาดยุโรป โดยทาง Fly Now กล่าวว่าการออกงานแสดงแฟชั่นเป็น “ประตูสู่สากล” และทาง Munchu’s ก็มีความเห็นว่า การที่ภาครัฐให้สนับสนุนให้แบรนด์มาออกงานแสดงแฟชั่นต่างประเทศเป็นการสนับสนุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะตรงกลุ่มเป้าหมายกว่าการจัดงานแฟชั่นในประเทศ ส่วนทาง Tube Gallery กล่าวว่า สำหรับสินค้าแฟชั่นแล้ว การจะหาผู้แทนจำหน่ายต่างประเทศ คงต้องพึ่งงานแสดงสินค้าเป็นสำคัญ เพราะคิดว่าสินค้าแฟชั่นต้องเห็นด้วยตา สามารถจับต้องสินค้า ถึงจะตกลงธุรกิจกันได้

ทั้งนี้ ในระหว่างการสัมภาษณ์ ทุกแบรนด์ต่างกล่าวชมเชยบทบาทกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพานิชย์ และเห็นพ้องว่าความช่วยเหลือจากกรมทั้งด้านข้อมูล การจัดการ และด้านอื่นๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ช่วยให้แบรนด์ต่างๆสามารถมาร่วมงานแสดงแฟชั่นที่ต่างประเทศได้ เพราะการที่จะเดินทางมาเข้าร่วมงานเองนั้น จะต้องประสบปัญหาความยากลำบากหลายประการ นอกจากในเชิงข้อมูลท้องถิ่นแล้ว การสมัครเข้าร่วมงานโดยไม่ผ่านในนามของกรมการส่งเสริมการส่งออกก็ทำให้มีโอกาสได้รับคัดเลือกยากขึ้น อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก จึงอยากให้กรมส่งเสริมการส่งออกให้การสนับสนุนเช่นเดิมอีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า :

  • อยากให้กรมส่งเสริมการส่งออกเพิ่มงานแสดงแฟชั่นในตารางการออกงานมากกว่านี้
  • อยากให้มีการสนับสนุนแบรนด์หน้าใหม่ๆให้มีโอกาสมาออกงานต่างประเทศมากกว่านี้ และสนับสนุนให้มาออกงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
  • อยากทราบข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับงานแสดงแฟชั่นแต่ละงานมากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อยากได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายของงานแต่ละงาน มุ่งเน้นไปสินค้าประเภทอะไร และงานเป็นที่นิยมในวงการแฟชั่นในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด อีกทั้งการให้ข้อมูลงานจัดแสดงสินค้าดังกล่าวควรจัดทำล่วงหน้าเป็นรายปี เพื่อให้สามารถเตรียมงานและวางแผนการทำงานล่วงหน้า อันจะเป็นผลดีต่อการทำธุรกิจ
  • อยากให้ทางภาครัฐมีการจัดทำฐาน ข้อมูลที่เกี่ยวกับตลาดแฟชั่นในเชิง logistics เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อผู้แทนจำหน่าย (showroom) ในแต่ละประเทศ พร้อมทั้งแนวสินค้าที่ showroom นั้นๆให้การสนใจ รวมไปถึงข้อมูลพื้นฐานของตลาดในยุโรป ทั้งขนาด กำลังซื้อของผู้บริโภค และสภาวการณ์ แนวโน้มของตลาดด้วย
  • อยากให้ทางรัฐสนับสนุนการจัด roadshow ในต่างประเทศต่อไป โดยหลายแบรนด์เห็นว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลคุ้มค่า
  • อยากให้มีการจัดทำข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยลงในเว็บไซต์ เพื่อนำเสนอสถานการณ์ภาพรวมของอุตสาหกรรม รายชื่อผู้ผลิต พร้อมมีการแบ่งหมวดหมู่และระดับของสินค้าให้ชัดเจน อันจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าต่างชาติ และช่วยให้ผู้ผลิตไทยพบกับลูกค้าต่างชาติได้อีกหนทางหนึ่ง
  • อยากให้ทางรัฐเข้ามาดูแลอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งในส่วนของระบบการผลิตด้วย เช่น มีการสนับสนุน ฝึกอบรมแรงงานฝีมือให้มีทักษะมากขึ้น และมีการควบคุมดูแลมาตรฐาน เพื่อสามารถผลิตงานได้อย่างมีคุณภาพสม่ำเสมอ
  • สำหรับข้อเสนอดังกล่าว ทางคุณกรกมล อเนกะมัย แห่งสำนักกิจกรรมงานแสดงสินค้า (กลุ่มแฟชั่น) กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า ทางกรมฯได้ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว แต่เนื่องจากงบประมาณและกำลังคนของกรมฯ จำกัด จึงต้องมีการเลือกจำนวนงานแสดงสินค้าที่สามารถสนับสนุนให้แบรนด์ไทยมาร่วมงานด้วยเช่นกัน และทางกรมก็มีนโยบายส่งเสริมให้แบรนด์ใหม่ๆมาออกงานอย่างสม่ำเสมอ แต่บางครั้งทางแบรนด์ก็เลือกที่จะหยุดพักการออกงานต่างประเทศไปเอง ทั้งนี้ ได้มีการจัดทำข้อมูลตลาดในแต่ละภูมิภาค หากแบรนด์ต่างๆสมัครเป็นสมาชิกของทางกรม ก็จะได้รับข้อมูลดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งจะได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า หากจะมีงานจัดแสดงสินค้าต่างประเทศ และมีการให้จัดการสัมมนาอบรมก่อนมา ในส่วนของภาคการผลิตนั้น ทางคุณวิมลภัทร์ พร้อมเชื้อแก้ว สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงปารีส กระทรวงพาณิชย์ เสริมว่า ทางกรมส่งเสริมการส่งออกก็เล็งเห็นและพยายามพัฒนาในส่วนนี้ แต่ปัญหาความขัดแย้งภายในอุตสาหกรรม ทำให้ขอบเขตการพัฒนายังอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตเพียงกลุ่มเล็กๆ

    หากร่วมมือกัน แฟชั่นไทยไปไกลแน่...
    ดูเหมือนว่าหนึ่งในสิ่งสำคัญที่จะนำอุตสาหกรรมไทยไปไกลในตลาดต่างประเทศนั้น คือ การร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมนั่นเอง หากมีการร่วมมือใน ทั้งหมู่แบรนด์ต่างๆ และระหว่างแบรนด์กับภาคธุรกิจอื่นๆในอุตสาหกรรมแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต ด้านวัตถุดิบ และกับภาครัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูลและความคิดเห็นในด้านต่างๆอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในประสบการณ์จากการออกงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เรื่องข้อมูลในเชิง logistics การตลาด หรืออุปสรรคปัญหาที่แต่ละฝ่ายประสบ อีกทั้งสร้างความเข้าใจและร่วมกันหาทางออก ก็จะช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมแฟชั่น ที่กำลังเริ่มจะเข้ามาเจาะตลาดยุโรป ให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต

    ดังเช่นประสบการณ์ของทาง Munchu's ที่ได้รับการแนะนำให้มาร่วมงาน Who’s Next จากกลุ่ม Bangkok Fashion Society ซึ่งเป็นการรวมพลังของกลุ่ม premium brands ในเมืองไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และสร้างพลังต่อรอง ซึ่งปรากฏว่าเป็นงานที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์พอดี ทำให้ประสบความสำเร็จกับงานดังกล่าวทีเดียว มีลูกค้ายุโรปมาติดต่อหลายราย ทั้งจากฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม แม้จะเป็นการร่วมงานครั้งแรก แม้ตามปกติแล้ว ไม่ง่ายนักที่จะได้รับการติดต่อธุรกิจ จากการมาออกงานครั้งแรก

    ประเด็นเรื่องความร่วมมือนี้เป็นประเด็นที่คุณ Damien Yurkievich รองผู้จัดการของงาน Prêt à Porter ให้ข้อสังเกตและเน้นย้ำไว้เป็นพิเศษ เมื่อถูกถามถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย โดยคุณ Yurkievich เห็นว่าแฟชั่นไทยนั้นพร้อมซึ่งศักยภาพที่จะก้าวเข้ามาในตลาดยุโรป ทว่า “น่าเสียดาย...ที่มีช่องว่างระหว่างฝ่ายต่างๆในอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ทุกฝ่ายน่าจะร่วมมือกันมากกว่านี้…”

    บทสรุป : แฟชั่น...นำไทยสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ !?
    ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังมุ่งเข้าสู่ เศรษฐกิจของโลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ หรือ knowledge-based economy ซึ่งการสร้างนวัตกรรม หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มทางปัญญา จะ มีบทบาทสำคัญเป็นแรงขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของชาติ ไม่ว่าจะเป็นในกรอบพหุพาคี ระดับภูมิภาค หรือกรอบทวิภาคี เช่น การจัดทำเขตการค้าเสรี FTA นั้น การผลักดันให้แฟชั่นไทยสู่ตลาดสากล อาจเป็นคำตอบให้กับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอของไทยในยุคที่เสื้อผ้าสิ่งทอราคาถูกจากจีนเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทางสำนักงานนวัตกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์เองก็ตระหนักในจุดนี้ และกำหนดให้การออกแบบและการสร้างตราสินค้า เป็นหนึ่งในแผนงานการพัฒนาโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ตามยุทธศาสตร์การยกระดับนวัตกรรมแห่งชาติ

    หากพิจารณาตลาดแฟชั่นยุโรปในชั้นเบื้องต้น จากประสบการณ์การไปดูงานและสัมภาษณ์ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ดูเหมือนว่าแฟชั่นไทย ซึ่งยังอยู่ในขั้นแรกเริ่มที่จะสร้างรากฐานในตลาดยุโรป ดูจะยังมีศักยภาพและช่องทางที่จะก้าวต่อไปในตลาดยุโรปได้อีก ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีขนาดใหญ่และกำลังซื้อสูง หากภาครัฐยังคงให้การสนับสนุนต่อไป และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความสามัคคี พร้อมประสานงานร่วมมือ และเปลี่ยนข้อมูลกัน

    ที่สำคัญ ทุกฝ่ายไม่ควรจะรอช้าที่จะร่วมกันส่งเสริมผลักดันในจุดนี้ เพราะประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย เริ่มให้ความสนใจที่จะผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นของตนให้มาอยู่ในชั้นแนวหน้าของโลกด้วยเช่นกัน อาทิเช่น ทางผู้จัดงาน Who’s Next ได้เปิดเผยว่าทางการจีนได้มีการติดต่อประสานงานกับผู้จัดเพื่อมีความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ เช่น จะมีการส่งนางแบบฝรั่งเศสไปร่วมงาน Beijing Fashion Week 2007 พร้อมจะมีการจัดสรรพื้นที่ให้ดีไซเนอร์จีนเป็นพิเศษในงาน Who’s Next สำหรับฤดูร้อน/ใบไม้ผลิ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 6 – 9 กันยายนนี้ ส่วนทางการอินเดียก็ไม่น้อยหน้า ส่งบูธเข้าร่วมกว่า 90 บูธ จนแทบเต็มพื้นที่ในส่วน “So Good” ของงาน Prêt à Porter และเป็นประเทศเอเชียที่ส่งบูธเข้าร่วมงานมากที่สุดในคราวนี้

    เมื่อโครงการ Bangkok Fashion City ต้องมีอันถูกล้มเลิกไป (แม้งาน Bangkok Fashion Week ยังคงอยู่) ก็สร้างความหวั่นใจให้แก่เหล่าแบรนด์ไทยต่ออนาคตของวงการแฟชั่นไทยที่กำลังเริ่มย่างก้าวเข้ามาในตลาดยุโรป และยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบต่างๆอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ในท้ายนี้ ทาง Kloset Red Carpet หนึ่งในแบรนด์ไทยที่เข้าร่วมงาน Who’s Next จึงขอฝากไว้ว่า “อยากให้มองว่าแฟชั่นเป็นมากกว่าเรื่องฟุ้งเฟ้อ ไร้สาระ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้าง อย่างปารีสหรือมิลานนี่ใช้เวลาเป็น 100 ปี ที่สร้างภาพให้โลกคิดว่าเป็นเมืองแฟชั่น แม้แท้จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าทุกคนในปารีสหรือมิลานจะแต่งตัวเท่มีสไตล์ แต่เป็นเรื่องที่สร้างภาพลักษณ์ให้คนมองเป็นเช่นนั้น และยังช่วยยกระดับสินค้าอื่นๆของฝรั่งเศสและอิตาลีให้มีภาพลักษณ์แห่งความโก้เก๋ มีระดับไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบัน เรื่องแฟชั่นอาจมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของชาติมากกว่าที่คิด เพราะการออกแบบดีไซน์สินค้าและ packaging และการสร้างภาพลักษณ์หรือ branding ของประเทศ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมสินค้าทุกแขนง... อย่างเศรษฐกิจเกาหลีที่พึ่งมาเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ก็ได้การออกแบบสินค้าและการสร้างภาพลักษณ์ประเทศผ่านทางสื่อต่างๆ ช่วยทำให้ชาวโลกยอมรับสินค้าเกาหลีมากขึ้น...”

    ทั้งหมดนี้ จึงนับเป็นเสียงเล็กๆของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ที่ปรารถนาให้ภาครัฐและสังคมเข้าใจว่า “แฟชั่น” ไม่ใช่แค่เรื่องการแต่งตัวสวยงาม และการสนับสนุนอุตสาหกรรมจะมีประโยชน์มากกว่าการสนับสนุนคนในกลุ่มธุรกิจเล็กๆกลุ่มหนึ่ง แต่บางที “แฟชั่น” อาจเป็นส่วนยุทธศาสตร์การสร้านวัตกรรมของชาติ และการปรับเศรษฐกิจของประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ต่อไป...


    ลิ้งค์ที่น่าสนใจ
  • งาน Prêt à Porter
  • งาน Who’s Next/ Première Classe

  • กรมส่งเสริมการส่งออก
  • ตารางการจัดงานของกรมส่งเสริมการส่งออก

  • www.favoris.net - ตารางจัดงานแสดงสินค้าแฟชั่นในยุโรป
  • www.eventseye.com - ตารางจัดงานแสดงสินค้าแฟชั่นทั่วโลก

  • Institute Français de la Mode สถาบันวิจัยตลาดแฟชั่นในยุโรป

  • ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ethic fashion”

  • www.thailandfashion.net - รวบรวมข้อมูลความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับแฟชั่นไทย รวมไปถึง สมาคม Bangkok Fashion Society

    ขอขอบคุณ
    กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์
  • คุณวิมลพัฒน์ พร้อมเชื้อแก้ว สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงปารีส กระทรวงพาณิชย์
  • คุณกรกมล อเนกะมัย สำนักกิจกรรมงานแสดงสินค้า (กลุ่มแฟชั่น) กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์

    แบรนด์ไทยทั้ง 8 แบรนด์
  • Munchu’s: คุณ Munchumart Numbenjapol (head designer) และ คุณเจนภพ วิราพร (managing director)
  • Ziroco : คุณอรรณพ เจนโชคภิญโญ
  • Kloset Red Carpet: คุณณัฐฐ์ มั่งคั่ง (designer) และ คุณ มลลิกา เรืองกฤตนา (managing director)
  • Missile : คุณธันยพัชร ลิ้มสุนทร (sales representation)
  • Angeli : คุณตวงพร วงศ์ไชนวณิชย์
  • Tube Gallery : คุณพิสิฐ จงนรังสิน (director)
  • Fly Now : คุณชัชรีพรรณ ส่งวัฒนา (vice president)
  • Sasi – Bon: คุณวรวุทย์ วรสุบิน (president)

    ผู้จัดงาน Prêt a Porter และ Who’s Next
  • Damien Yurkievich, vice director, Prêt a Porter Paris
  • Elodie Lavesvre, press officer, Who’s Next

    และ...สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์
    Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

    Related Items:

    1. "I.C.R": เคล็ดลับการเจาะตลาดแฟชั่นยุโรป
    2. EU กับ สหรัฐฯ "พร้อมใจ" กดดันจีนเรื่องสิ่งทอ
    3. กองทุน European Globalisation adjustment Fund เพื่อแรงงานยุโรป
    4. การประกวด Young Thai Designer ประจำปี ค.ศ. 2006
    5. เก็บตกบรรยากาศงาน Prêt à Porter และงาน Who's Next
  • Last Updated ( Tuesday, 20 March 2007 )
    host by colorpack.net