|
Janez Potocnik กรรมาธิการยุโรปผู้รับผิดชอบด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัย ให้สัมภาษณ์เนื่องในโอกาสเปิดตัวกรอบแผนงานเพื่อการวิจัยและพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ฉบับที่ 7 หรือ FP7 (The Seventh Framework Programme for Research and Technological Development) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2550 อันเป็นโอกาสดีที่องค์กรของไทยไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนเร่งสร้างความร่วมมือกับยุโรปเพื่อพัฒนา Research and Development - R&D ของไทยให้ก้าวทันกระแสเศรษฐกิจโลกต่อไป
กรรมาธิการยุโรปฯได้กล่าวถึงความสำคัญของ FP7 ว่า ประการแรกเป็นการแสดงให้เห็นว่าสหภาพยุโรปมีความสามารถในการดำเนินโครงการสำคัญต่างๆให้สำเร็จลุล่วงได้ตามกำหนดเวลา ซึ่งแต่เดิมหลายฝ่ายอาจคิดว่าสหภาพยุโรปเพิ่งได้ข้อสรุปด้านงบประมาณในเดือนพฤษภาคม 2549 ที่ผ่านมา อาจไม่สามารถเริ่มโครงการต่างๆได้ทัน หากแต่สหภาพยุโรปสามารถทำได้จริงราวกับปาฎิหารย์ ซึ่งเนื่องจากสหภาพยุโรป ทั้งคณะกรรมาธิการยุโรป รัฐสภายุโรป และประเทศสมาชิกมีความคิดเห็นตรงกันว่า เป้าหมายของ FP7 นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่มิอาจหลีกเหลี่ยงได้
ความสำคัญประการที่สองคือ สหภาพยุโรปจำเป็นต้องมีการวิจัยเพราะความจำเป็นในการแข่งขันในตลาดโลกของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพยุโรปกำลังผเชิญกับปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และความชราภาพของประชาชน ดังนั้นสหภาพยุโรปจึงจำต้องมีความรู้และพัฒนาให้ดีขึ้น สหภาพยุโรปไม่มีทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ แต่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและหวงแหนระบบสังคม ความหวังสูงสุดคือการก้าวไกลกว่าประเทศอื่นๆหนึ่งก้าวด้วยกำลังสมองของตนเอง
ในปัจจุบัน FP7 ซึ่งมีงบประมาณสนับสนุนกว่า 5 หมื่นล้านยูโร ได้เปิดโอกาสให้มีการเสนอโครงร่างโครงการในหลากหลายสาขา เช่น การทำวิจัยแนวโน้มของเขตพื้นในทวีปยุโรปที่จนลง การสนับสนุนนักวิจัยที่ต้องการทำงานในประเทศอื่น การวิจัยเพื่อช่วยสนับสนุนบริษัทขนาดเล็ก และการวิจัยในด้านอื่นๆ เช่น ด้านสุขภาพ-การรักษาโรคหัวใจ ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ-วิธีการควบคุมโรคติดเชื้อในสัตว์จากอาหาร การเกษตร การประมง ด้านสิ่งแวดล้อม-การประหยัดทรัพยากรในอาคาร อย่างไรก็ตามสหภาพยุโรปมิได้มีการกำหนดความคิดดังกล่าวอย่างเฉพาะเจาจง โดยเปิดโอกาสให้ประชาคมการวิจัยได้มีโอกาสจับคู่ทำการวิจัยและสร้างความคิดที่ดีเยี่ยมในด้านที่เฉพาะเจาะจงเหล่านั้น
นอกจากนั้น ได้มีการจัดตั้งสภาวิจัยยุโรป หรือ European Research Council (ERC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน FP7 ทำให้ยุโรปมีหน่วยงานเฉพาะสำหรับสนับสนุนด้านการวิจัยและขยายขอบเขตการเรียนรู้ สมาชิกสภาวิจัยยุโรปได้ตัดสินใจกำหนดให้ช่วงระยะปีแรกนี้เป็นช่วงสนับสนุนการเริ่มต้นในอาชีพการวิจัย
โครงร่างโครงการต่างๆที่มีการนำเสนอภายในระยะเวลาที่กำหนด ทุกโครงการจะได้รับการตรวจสอบและประเมิณผลอย่างอิสระโดยนักวิทยาศาสตร์จากทั้งยุโรปและภายนอก โดยใช้ 3 หลักเงื่อนไขที่สำคัญคือ คุณภาพด้านวิทยาศาสตร์ (มีความสำคัญสูงสุด) แนวโน้มผลจากวัตถุประสงค์โครงการ และวิธีการนำไปปฏิบัติใช้ โครงร่างที่ผ่านการประเมินผลและได้รับการยอมรับว่าดีที่สุด จะได้รับการทำสัญญากับคณะกรรมาธิการยุโรปและได้รับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัย
หากสหภาพยุโรปประสบความสำเร็จตามที่เป้าหมายได้ตั้งไว้ เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ FP7 สหภาพยุโรปจะกลายเป็นผู้นำโลกและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีใหม่ๆจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้แก่ การลดการปล่อยมลพิษ วิธีการใหม่ในการรักษาโรคและความเจ็บป่วยต่างๆที่สำคัญในปัจจุบัน เช่น มะเร็ง และไข้หวัด และสหภาพยุโรปจะช่วยประเทศกำลังพัฒนาด้วยเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ในด้านการทำน้ำให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้านวิธีการใหม่ในการรักษาความเจ็บป่วยต่างๆ เช่น โรคเอดส์ และมาลาเรีย นอกจากนี้สหภาพยุโรปจะสามารถลดการเกิดมลพิษจากการใช้ถ่านหินและจากเชื้อเพลิงปิโตรเลียมโดยการใช้เทคโนโลยีการกักเก็บก๊าซคาร์บอน และจะเผยแพร่เทคโนโลยีดังกล่าวสู่ภูมิภาคอื่นๆของโลก และบางทีสภาวิจัยยุโรปอาจช่วยเพิ่มโอกาสให้สหภาพยุโรปเป็นเจ้าของรางวัลการวิจัยยอดเยี่ยมอย่าง Noble Prizeได้อีกทางหนึ่งด้วย
ข้อมูลอ้างอิง: บทสัมภาษณ์นาย Janez Potocnik กรรมาธิการยุโปรด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัย ใน CORDIS
Related Items:
- 6th และ 7th Framework Programme ด้านการวิจัยของสหภาพยุโรป: โอกาสด้านการวิจัยและพัฒนาของไทย
- EU ยังด้อยกว่าสหรัฐฯและญี่ปุ่นในด้านนวัตกรรม
- EU สนับสนุนการเข้ามาทำวิจัยของนักวิจัยจากประเทศนอกสหภาพยุโรป
- The University of Leuven กับการวิจัยระดับโลก
- การขนส่ง กับทุนวิจัยของสหภาพยุโรป ค.ศ. 2010
|