ระเบียบ REACH ผ่านความเห็นชอบจากสภายุโรปแล้ว เตรียมใช้ปีหน้า Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Thursday, 14 December 2006

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2549 ระเบียบการจดทะเบียน ประเมิน และให้อนุญาตการใช้สารเคมี (REACH) ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภายุโรปในการพิจารณารอบที่สองแล้ว และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 โดยสาระสำคัญอยู่ที่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสารเคมีในยุโรปปริมาณ 1 ตันขึ้นไป จะต้องจดทะเบียนสารเคมีดังกล่าว จัดทำรายละเอียดความปลอดภัย ความเสี่ยง ของการใช้สารเคมีชนิดนั้น เพื่อขอรับอนุญาตการใช้สารเคมีจากหน่วยงานกลาง (European Chemicals Agency) เพื่อเป็นการรับประกันความปลอดภัยของสุขภาพมนุษย์ในการใช้สารเคมีชนิดนั้น คาดว่าจะมีสารเคมีประมาณ 30,000 ชนิด ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว ก่อให้เกิดรายจ่ายประมาณ 2.8 – 5.2 พันล้านยูโร และกระบวนการดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ในอีก 11 ปีข้างหน้า ในปี พ.ศ. 2561 ว่ากันว่าระเบียบนี้เป็นระเบียบที่สำคัญที่สุดของยุโรปในรอบ 20 ปีเลยทีเดียว หลังจากใช้เวลาในการพิจารณาเป็นเวลา 3 ปี

กว่าจะผ่านความเห็นชอบ
ระเบียบ REACH ถูกร่าง พิจารณา ได้รับการคัดค้าน สนับสนุน และล็อบบีอย่างหนักในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากว่ามีผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างมหาศาล โดยภาคธุรกิจต้องรับภาระในการตรวจสอบว่าสารเคมีที่ผลิต รวมทั้งสารเคมีในผลิตภัณฑ์ (นับตั้งแต่ยาสระผมจนถึงรถยนต์) นั้นปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์จริงๆ ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายและกระบวนการในการผลิตเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ร่างระเบียบที่ผ่านความเห็นชอบจากสภายุโรปมีสาระที่ประนีประนอมระหว่างฝ่ายที่ต้องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมนุษย์ (Green) และฝ่ายที่ต้องการบรรเทาผลกระทบในภาคอุตสาหกรรม ดังนี้

1. การควบคุมสารเคมีที่เป็นอันตราย
สำหรับสารเคมีที่มีระดับความเป็นอันตรายสูง ผู้ผลิตจะต้องยื่นแผนการใช้สารทดแทน (substitution plan) ที่มีอันตรายน้อยกว่า (เดิมฝ่าย Green ต้องการให้ห้ามการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายสูงไปเลย) หากว่าไม่มีทางอื่นที่จะใช้สารทดแทนได้ ผู้ผลิตจะต้องเสนอแผนการวิจัยและพัฒนาในการหาสารอื่นที่ปลอดภัยกว่า และจะต้องแสดงว่าสามารถควบคุมความปลอดภัยการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายสูงดังกล่าวได้เพียงพอ

นอกจากนี้ หลังจาก 6 ปีที่ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ จะมีการทบทวนว่าสารที่ก่อให้เกิดความผิดปกติในระบบฮอร์โมน (endocrine disruptors) จะถูกรวมอยู่ในรายชื่อสารเคมีที่ต้องได้รับอนุญาตโดยการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างค่าใช้จ่ายทางสังคมและเศรษฐกิจกับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือไม่ โดยการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น

2. การจดทะเบียนสารเคมี
ภายใน 12 ปีนับจากระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องพิจารณา ว่าควรมีการขยายข้อบังคับให้ผู้ผลิตหรือนำเข้าสารเคมีในปริมาณน้อยกว่า 10 ตันต่อปีขึ้นไปจะต้องจัดทำรายงานความปลอดภัยของการใช้สารเคมี (Chemical Safety Report: CSR) หรือไม่ (ในขณะนี้ เฉพาะการผลิตหรือนำเข้าสารเคมีตั้งแต่ 10 ตันขึ้นไป ต้องจัดทำ CSR)

3. หลักการในการคุ้มครองผู้บริโภค (Duty of care)
ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือวางจำหน่ายสารเคมีในท้องตลาดจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง และความรับผิดชอบ โดยการรวบรวมและส่งผ่านข้อมูลการควบคุมความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการอื่นตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อเป็นการรับประกันความปลอดภัยสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลเกี่ยวสารเคมีที่เป็นอันตรายที่อยู่ในผลิตภัณฑ์จะต้องถูกส่งผ่านตลอดห่วงโซ่การ ผลิต รวมทั้งผู้บริโภคที่ต้องการทราบข้อมูลด้วยเช่นกัน หากว่าสารเคมีอันตรายชนิดนั้นมีปริมาณมากว่า 0.1% ของน้ำหนักของผลิตภัณฑ์นั้น

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปต้องพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทำตราคุณภาพ (European Quality Mark) สำหรับเคมีภัณฑ์ด้วย

4. การทดลองในสัตว์
สนับสนุนให้ใช้ทางเลือกอื่นทดแทนการทดลองสารเคมีในสัตว์ หลีกเลี่ยงการทดลองที่ ซ้ำซ้อน โดยทางเลือกอื่นในการทดลองจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการยุโรป แจ้ง European Chemicals Agency นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำรายงานทุกๆ 3 ปีเที่ยวกับการทดลองโดยใช้ทางเลือกอื่น และหากจำเป็นก็อาจเสนอร่างระเบียบที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้

แนวทางนี้จะทำให้ข้อเสนอสำหรับการทดลองในสัตว์จะต้องผ่านการประเมินก่อน ดำเนินการ และภาคอุตสาหรรมต้องแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันสำหรับการทดลองสารเคมีในสัตว์ ซึ่งในเรื่องนี้ นา Guenter Verheugen รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และกรรมาธิการยุโรปด้านบรรษัทและอุตสาหกรรมกล่าวว่าต้องการลดการทดลองที่ไม่จำเป็นลงให้ได้ 70%

โดยสรุปแล้ว ร่างระเบียบนี้จะให้ความสำคัญกับการจดทะเบียนสารเคมีที่เป็นอันตรายสูง (สาร CMR ได้แก่ สารก่อมะเร็ง สารก่อการกลายพันธุ์ และสารที่มีพิษต่อระบบสืบพันธุ์ รวมทั้งสารPBT ที่สะสมและเป็นพิษต่อร่างกาย และ สาร vPvB ที่สะสมและมีผลตกค้างยาวนาน) และสารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ในปริมาณมาก (ตั้งแต่ 1,000 ตันต่อปีขึ้นไป) ในช่วงระยะเริ่มแรก หลังจากนั้นจะค่อยๆ บังคับให้การผลิตหรือนำเข้าสารเคมีที่มีปริมาณน้อยลงต้องจดทะเบียนเช่นกัน จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2561 สารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ตั้งแต่หนึ่งตันต่อปีขึ้นไปต้องถูกจดทะเบียน

ผลดีและผลเสียของร่างระเบียบนี้
ร่างระเบียบ REACH มีข้อดีในหลักการคือเป็นการรับประกันความมั่นใจว่าสารเคมีที่ผลิต หรือสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่จำหน่ายใน EU มีคามปลอดภัยต่อผู้บริโภคและไม่เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม รวมทั้งเป็นการคุ้มครองมาตรฐานความปลอดภัยของแรงงานในยุโรป ซึ่งสหภาพแรงงานของยุโรปแจ้งว่าหนึ่งในสามของโรคที่เกิดขึ้นในผู้ใช้แรงงานในยุโรปเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการได้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประเมินว่าร่างระเบียบ REACH จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 54 พันล้านยูโร ในช่วง 30 ปีข้างหน้า เนื่องจากจำนวนประชากรที่ล้มป่วยจากสารเคมีจะลดน้อยลง

นอกจากนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ โดยกระตุ้นให้ผู้ผลิตคิดค้นสารเคมีที่ความปลอดภัยมากกว่า แทนการใช้สารเคมีชนิดเดิมๆ ตลอดไป และลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายสูง

แต่ผลเสียของร่างระเบียบนี้ก็ได้รับการถกเถียงอย่างกว้างขวางเช่นกัน โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจของยุโรปเอง และในประเทศอื่นๆ โดยเห็นว่าเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและกระบวนการ (ค่าใช้จ่ายและกระบวนการในการจดทะเบียน การจัดทำรายงานต่างๆ การส่งผ่านข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต การรอคำอนุญาตก่อนใช้สารเคมี ฯลฯ) และอาจทำให้สารเคมีบางชนิดอาจต้องเลิกการผลิตไป โดยประมาณการณ์ว่าจะสร้างภาระให้แก่ภาคธุรกิจประมาณ 2.8 ถึง 5.2 พันล้านยูโร ในช่วง 11 ปี นอกจากนี้ ภาคธุรกิจในยุโรปเกรงว่าจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับภาคธุรกิจด้านเคมีของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่มีข้อจำกัดน้อยกว่า

ผลกระทบต่อไทย
ในฐานะที่ภาคอุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่ของไทยมิใช่เป็นผู้ผลิตสารเคมีเพื่อนำเข้าใน EU รายใหญ่ แต่เป็นผู้ที่ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อส่งมายัง EU ดังนั้น แม้อาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ผู้ประกอบการของไทยควรทราบว่า
1. สารเคมีที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถรั่วไหลออกมาปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมในระหว่าง การใช้งาน หรือมีปริมาณสารเคมีในผลิตภัณฑ์นำเข้าใน EU มากกว่า 1 ตันต่อปี จะต้องจดทะเบียนสารเคมีดังกล่าวเช่นกัน
2. ผู้ใช้สารเคมีต้องแจ้งเตือน (Notification) ต่อ European Chemicals Agency หากว่า สารเคมีที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อยู่ในรายชื่อสารเคมีที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนใช้ (ส่วนใหญ่เป็นสารที่เป็นอันตรายสูง) หรือว่าสารเคมีที่ใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหนักมากกว่า 0.1% ของผลิตภัณฑ์
3. ติดต่อกับผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำความเข้าใจและรับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น Safety Data Sheet หากว่าเป็นสารเคมีที่ต้องมีกระบวนการควบคุมความเสี่ยง รวมทั้งมีสิทธิที่จะแจ้งผู้ผลิตสารเคมีทราบว่าจะนำสารเคมีไปใช้ทำอะไร เป็นต้น

การปรับตัวได้ทันเวลาจะส่งผลดีอย่างมากต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการของไทยจึงควรหารือ สอบถามกับคู่ค้าของตนในยุโรป (บริษัทหุ้นส่วน / ผู้นำเข้า ฯลฯ) ว่าธุรกิจของตนจะได้รับผลกระทบจาก REACH มากน้อยเพียงใด

คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปจะติดตามประเด็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย และจัดทำคู่มือสำหรับผู้ประกอบ โดยอิงตามเอกสารแนวทาง (guidance documents) สำหรับผู้ใช้สารเคมีที่คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคม 2550

สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องเตรียมการในการรับมือกับระเบียบ REACH เพิ่มเติม ได้ที่ REACH: ระเบียบ EU ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมการรับมือ และ RIP (ในส่วน Guidance & Tools Development)


แหล่งที่มาข้อมูล
  • Europarl
  • BBC News

    Related Items:

    1. Only Representatives อีกหนึ่งปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบ REACH
    2. REACH – แนวคิดและแนวปฏิบัติของภาคเอกชนในยุโรป
    3. REACH ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่า charges อื่นๆ
    4. REACH: ระเบียบ EU ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมการรับมือ
    5. การจดทะเบียนล่วงหน้าสำคัญอย่างไรสำหรับระเบียบ REACH
  • Last Updated ( Thursday, 14 December 2006 )
     

    ระเบียบสินค้าอุตสาหกรรม

    ระเบียบด้านมาตรฐานความปลอดภัย

    ระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

    ระเบียบ RoHS และ WEEE

    ระเบียบ Eco-Design

    REACH

    REACH

     

     

    ThaiEurope

    Syndicate

    จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

    .