สรุปรายงานวิเคราะห์การบังคับใช้ระบบสากลในการจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีและการติดฉลาก (GHS) Print E-mail
Contributed by สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศประจำกรุงบรัสเซลส์   
Tuesday, 12 December 2006

ด้วยสหภาพยุโรปมีกำหนดนำระบบ Globally Harmonised System for Classification and labelling of Chemicals (GHS) สำหรับการจำแนกและติดฉลากสินค้าเคมีภัณฑ์และสารผสมจากเคมีภัณฑ์ มาบังคับใช้ภายในปี 2550 ซึ่งระบบดังกล่าวได้จัดตั้งขึ้นตามการตกลงภายใต้ที่ประชุม Earth Summit ขององค์กรสหประชาชาติ ณ นคร Rio de Janeiro เมื่อปี 2545 เพื่อใช้เป็นกรอบการปฏิบัติสากลในการจัดจำแนกระดับความเสี่ยงของสารเคมี การให้ข้อมูลบนฉลากสินค้า การจัดทำเอกสารแสดงความปลอดภัย (safety data sheet) และการก่อตั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดทำแผนงานเกี่ยวกับสุขอนามัยและความปลอดภัยที่ครอบคลุมระบบของทุกชาติ โดยจะนำมาปฏิบัติใช้กับสินค้าเคมีภัณฑ์ในรูปแบบของสารละลายหรือสารผสมจากสารเคมีเพื่อนำมาใช้กับวัตถุประสงค์ พร้อมกันนี้ ระบบดังกล่าวจะครอบคลุมสินค้าบริโภค เช่นเภสัชภัณฑ์ สารผสมในอาหาร เครื่องสำอาง และยากำจัดวัชพืช เฉพาะในขั้นตอนการขนส่งหรือในกรณีที่คนงานต้องสัมผัสกับสินค้าดังกล่าว โดยจะจัดจำแนกสินค้าตามความเสี่ยงหรือคุณสมบัติของสารหรือสารผสมซึ่งไม่มีการรวบรวมผลการประเมินความเสี่ยงของสารหรือสารผสมแต่อย่างใด

ด้วยสหภาพยุโรปมีกำหนดนำระบบ Globally Harmonised System for Classification and labelling of Chemicals (GHS) สำหรับการจำแนกและติดฉลากสินค้าเคมีภัณฑ์และสารผสมจากเคมีภัณฑ์ มาบังคับใช้ภายในปี 2550 ซึ่งระบบดังกล่าวได้จัดตั้งขึ้นตามการตกลงภายใต้ที่ประชุม Earth Summit ขององค์กรสหประชาชาติ ณ นคร Rio de Janeiro เมื่อปี 2545 เพื่อใช้เป็นกรอบการปฏิบัติสากลในการจัดจำแนกระดับความเสี่ยงของสารเคมี การให้ข้อมูลบนฉลากสินค้า การจัดทำเอกสารแสดงความปลอดภัย (safety data sheet) และการก่อตั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดทำแผนงานเกี่ยวกับสุขอนามัยและความปลอดภัยที่ครอบคลุมระบบของทุกชาติ โดยจะนำมาปฏิบัติใช้กับสินค้าเคมีภัณฑ์ในรูปแบบของสารละลายหรือสารผสมจากสารเคมีเพื่อนำมาใช้กับวัตถุประสงค์ พร้อมกันนี้ ระบบดังกล่าวจะครอบคลุมสินค้าบริโภค เช่นเภสัชภัณฑ์ สารผสมในอาหาร เครื่องสำอาง และยากำจัดวัชพืช เฉพาะในขั้นตอนการขนส่งหรือในกรณีที่คนงานต้องสัมผัสกับสินค้าดังกล่าว โดยจะจัดจำแนกสินค้าตามความเสี่ยงหรือคุณสมบัติของสารหรือสารผสมซึ่งไม่มีการรวบรวมผลการประเมินความเสี่ยงของสารหรือสารผสมแต่อย่างใด

สาระสำคัญของ GHS

1. จุดมุ่งหมายของระบบ

1.1 เพื่อยกระดับการป้องกันอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม โดยจัดให้มีระบบที่เข้าใจได้ง่ายในการสื่อสารข้อมูลและอันตรายของสารเคมี

1.2 มีแนวทางให้กับประเทศที่ยังไม่มีระบบการจัดกลุ่มสารเคมีและการติดฉลาก

1.3 ลดความซ้ำซ้อนของการทดสอบและการประเมินสารเคมี

1.4 อำนวยความสะดวกในด้านการค้าระหว่างประเทศ สำหรับสารเคมีที่ได้ประเมินและจำแนกแล้วตามหลักเกณฑ์พื้นฐานระหว่างประเทศ

2. หลักการของระบบ GHS มีดังนี้

2.1 ระดับการปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจะต้องไม่ลดลงไปจากระบบที่ใช้อยู่เดิม

2.2 การจัดกลุ่มอันตรายของผลิตภัณฑ์เคมีจะพิจารณาคุณสมบัติเฉพาะตัวเท่านั้น (ผลิตภัณฑ์ รวมถึงสารประกอบ สารผสม สารละลาย)

2.3 การจัดกลุ่มอันตรายและการสื่อข้อมูลอันตรายต้องมีพื้นฐานและเชื่อมโยงสอดคล้องกัน

2.4 คำนึงถึงการจัดกลุ่มและการสื่อข้อมูลอันตรายที่มีอยู่เดิม

2.5 ระบบเดิมจะต้องเปลี่ยนแปลงและดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

2.6 เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการสื่อข้อมูลอันตรายจะต้องทำให้เข้าใจได้ง่าย

2.7 การจัดกลุ่มอันตรายในระบบใหม่ต้องยอมรับข้อมูลที่เชื่อถือได้ที่มีอยู่เดิม

2.8 การปกป้องสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมจะต้องคำนึงถึงการปกป้องความลับทางธุรกิจด้วย

3. ขอบเขตของระบบ GHS จะครอบคลุมถึง สารเคมี สารผสม รวมถึงสารเคมีที่อยู่ในกระบวนการผลิต โดยหลักเกณฑ์ของระบบมีดังนี้

3.1 หลักเกณฑ์ในการจัดจำแนกความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับหลักการ 3 ข้อ คือ

-ความเสี่ยงและอันตรายทางกายภาพ จากการระเบิด ก๊าซไวไฟ ของเหลวที่ถูกอัดในภาชนะกับก๊าซ (aerosols) ที่อาจติดไฟ เป็นต้น

-ความเสี่ยงและอันตรายต่อสุขอนามัยและสภาวะแวดล้อม เช่น อาการเป็นพิษรุนแรง ความระคายเคืองต่อผิวหนังหรือดวงตา และการซาบซึมเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

-ส่วนผสมของสารในกระบวนการผลิตที่มีคุณสมบัติทำให้เกิดอันตรายต่อสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม

3.2 การสื่อข้อมูลความเสี่ยงตามวิธี ดังนี้

3.2.1 คำเตือนและข้อความที่ชี้ระดับความรุนแรงของอันตราย เช่น "Danger” หรือ “Warning” สำหรับกรณีที่ต้องการเน้นอันตรายหรือแบ่งแยกระหว่างระดับอันตราย

3.2.2 ชื่อผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย และสถานที่ที่ติดต่อได้

3.2.3 ชื่อสารเคมี หรือในกรณีสารผสมให้ระบุสารเคมีองค์ประกอบที่มีอันตรายสูง

3.2.4 การติดฉลากที่แสดงรูปภาพหรือสัญลักษณ์ เครื่องหมาย คำเตือน ข้อควรระวัง และส่วนผสม ซึ่งคำเตือนจะแตกต่างกันระหว่างขั้นขนส่งและสินค้าขั้นสุดท้าย กล่าวคือ

- การให้ข้อมูลในขั้นการขนส่งให้ใช้เครื่องหมายรูปภาพ ดังต่อไปนี้ ที่สามารถนำมา ใช้ปฎิบัติกับกรณีอื่น (เช่น สถานที่ทำงาน) โดยผ่านความเห็นชอบจาก หน่วยงานรับผิดชอบ

- ในขณะที่การเตือนภัยในกระบวนการอื่นต้องใช้เครื่องหมายเป็นรูปภาพ GHS Pictograms

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการใช้เครื่องหมายรูปภาพขั้นขนส่งแล้วไม่จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องหมายรูปภาพ GHS อีก

3.2.5 การจัดทำเอกสารแสดงความปลอดภัยของวัสดุ (material safety data sheet) และความปลอดภัยสินค้า (safety data sheet) จะมีอยู่ 16 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ชื่อสาร ชื่อผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายและสถานที่ติดต่อ ส่วนประกอบ อันตราย การปฐมพยาบาล มาตรการผจญเพลิง มาตรการจัดการสารหกรั่วไหล การเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ การคุ้มครองอันตรายส่วนบุคคล คุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมี เสถียรภาพและความว่องไวในการเกิดปฏิกิริยา พิษวิทยา นิเวศวิทยา การกำจัด การขนส่ง กฎระเบียบข้อบังคับ และข้อมูลอื่น ๆ

การนำระบบ GHS มาบังคับใช้ในสหภาพยุโรป

1. ขอบเขตระบบ GHS ในสหภาพยุโรปจะครอบคลุมการจัดจำแนกระดับความเสี่ยงของสารเคมีและการติดฉลากสารเคมี สารผสม รวมถึงสารเคมีที่อยู่ในกระบวนการผลิต สินค้าบริโภค สินค้ายาฆ่าแมลง (biocidal) และยาป้องกันโรค ซึ่งจะครอบคลุมระเบียบหลักของสหภาพฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

2. นำมาบังคับใช้โดยตรงกับระเบียบปลายน้ำ รวม 22 ฉบับ โดยสรุป ดังนี้

1.2 สินค้าบริโภค

- ข้อบังคับรัฐสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป ที่ 648/2004/EC ว่าด้วยสิ่งชำระล้าง ซึ่งระบบ GHS จะไม่กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมไปจากกฎเกณฑ์ที่ระบุอยู่แล้วในข้อบังคับฉบับนี้

- ข้อบังคับรัฐสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป ที่ 1980/2000 ว่าด้วยการทบทวนระบบ eco-labeling award ซึ่งเป็นการยอมรับสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไปและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสุขภัณฑ์ น้ำยาล้างจานที่ล้างด้วยมือ น้ำยาล้างจานที่ล้างด้วยเครื่อง สีและสารเคลือบเพื่อทาภายใน น้ำยาซักผ้า ที่มีแนวโน้มไม่ผ่านเงื่อนไขรับ eco-labeling award เนื่องจากกฎเกณฑ์เพิ่มเติมในการจัดจำแนกสารเคมีและ/หรือสารผสมภายใต้ระบบ GHS

- คำสั่งคณะมนตรียุโรป ที่ 76/768/EEC ว่าด้วยสินค้าเครี่องสำอาง จะต้องมีการจัดกลุ่มสารก่อมะเร็ง (carcinogenic) สารก่อกลายพันธุ์ (mutagenic) หรือสารพิษต่อระบบสืบพันธุ์ (Reproductive Toxicity) ใหม่ และต้องตัดสินว่าจะอ้างอิงถึงอันตรายหรือผลกระทบต่อสุขอนามัยเด็กผ่านการให้นมแม่หรือไม่

- คำสั่งคณะมนตรียุโรป ที่ 88/378/EEC ว่าด้วยความปลอดภัยสินค้าของเด็กเล่นจะต้องจัดจำแนกกลุ่มสารเคมีและสารผสมเพิ่มเติมและจะมีผลต่อมาตรการภายใต้ระบบ New Approach เกี่ยวกับอันตรายของคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกซ์ กล่าวคือ ความไวไฟของสินค้าและคำจำกัดความของสารหรือสารผสมที่อันตราย

- คำสั่งคณะมนตรียุโรป 75/324/EEC ว่าด้วยภาชนะปลดปล่อยของเหลวที่ถูกอัดในภาชนะกับก๊าซ (aerosols dispensers) จะได้รับผลกระทบด้านการติดฉลากคำเตือนที่ต้องปรับใช้ถ้อยคำตามระบบ GHS พร้อมกับการบังคับใช้คำเตือน flammable aerosols ในขั้นขนส่ง ขั้นกระจายสินค้า และขั้นบริโภค และการจัดระดับอันตรายให้ละเอียดขึ้นตามระบบ GHS โดยการแบ่งแยกระดับย่อยใน subcategories

1.3 กฎเกณฑ์การจัดการกับเคมีภัณฑ์สำหรับวัตถุประสงค์การใช้เฉพาะ

- คำสั่งรัฐสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป ที่ 1998/8/EC ว่าด้วยการวางจำหน่ายสินค้ายาฆ่าแมลง อันครอบคลุมถึงส่วนผสมที่แบ่งแยกไว้ตามระดับความเสี่ยงซึ่งแตกต่างไปจากระบบ GHS ที่จัดกลุ่มสินค้าตามความอันตราย ดังนั้นสินค้ายาฆ่าแมลงจึงต้องมีการจัดจำแนกและติดฉลากใหม่

- คำสั่งคณะมนตรียุโรป ที่ 91/414/EEC ว่าด้วยการวางจำหน่ายสินค้าป้องกันโรคพืช หรือยาฆ่าวัชพืชที่แบ่งแยกไว้ตามระดับความเสี่ยงซึ่งแตกต่างไปจากระบบ GHS ที่จัดกลุ่มสินค้าตามความอันตราย ดังนั้นสินค้ายาฆ่าแมลงจึงต้องมีการจัดจำแนกและติดฉลากใหม่เช่นกัน การปฏิบัติจะแตกต่างไปจากระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในประเด็นที่ระบบ GHS จะเพิ่มการจำกัดความเสี่ยงรวมเป็น 27 ระดับ จากเดิมที่แยกตาม 15 กลุ่มความอันตราย คือ 16 ระดับจะแบ่งแยกตามคุณสมบัติเฉพาะตัวของสาร หรือรูปแบบของสาร 10 ระดับเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขอนามัย และ 1 ระดับเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อม

1.4 การควบคุมอันตรายและความเสี่ยงจากสารเคมี

- ผลกระทบต่อ ร่างข้อเสนอระเบียบควบคุมเคมีภัณฑ์หรือ REACH จะครอบคลุมประเด็นการจัดจำแนกสารเคมีตามระดับอันตรายและการให้ข้อมูลบนฉลากตามกฎเกณฑ์ภายใต้คำสั่งฯ ที่ 67/548/EC ที่ต้องปรับปรุงถ้อยคำและเพิ่มกลุ่มการจัดจำแนกสารอันตรายตามระบบ GHS เนื่องจากการจัดจำแนกตาม GHS จะส่งผลให้มีรายการสารที่เพิ่มจำนวนขึ้น

- คำสั่งคณะมนตรียุโรป ที่ 1996/82/EC ว่าด้วยการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงและความเสี่ยงจากสารอันตราย โดยกำหนดเงื่อนไขด้านความปลอดภัยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการตามปริมาณการใช้สารและสารผสมที่อันตราย กล่าวคือ ระดับบนและระดับล่าง ซึ่งผู้ประกอบการระดับบนจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการป้องกันอันตรายที่เคร่งครัดมากกว่าผู้ประกอบการระดับล่าง ซึ่งอาจจะต้องปรับปรุงเงื่อนไขการใช้สารอันตรายเกินปริมาณที่กำหนด โดยจะขึ้นอยู่กับว่าระบบการจัดจำแนกภายใต้ GHS จะแบ่งแยกสารตามระดับอันตรายหรือไม่ ในขณะที่การจัดจำแนกสารต่างประเภทหลายรายการเป็นการเพิ่มเติมจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ด้านความปลอดภัยสำหรับผู้ประกอบการระดับบน พรัอมกับกำหนดมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันหรือจำกัดผลกระทบในทางลบจากสารอันตราย - ข้อบังคับสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป ที่ 304/2003 ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสารเคมีอันตราย จะได้รับผลกระทบที่น้อยมากเนื่องจากเป็นระเบียบที่ประเมินและจำกัดการค้าขายสารอันตรายผ่านขั้นตอน Prior Informed Consent Procedure ในการส่งออกและนำเข้า แทนการจัดจำแนกสาร - การควบคุมสารระเหยอินทรีย์ volatile organic compounds ตามคำสั่งฯ 2 ฉบับที่ 1999/13/EC ที่ 2004/42/EC ว่าด้วยการจำกัดการกระจายสารระเหยจากการประกอบการและกิจกรรมภายในอุตสาหกรรม และการจำกัดการกระจายสารระเหยจากสีและสารเคลือบ ซึ่งรวมถึงสารที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ระบบ GHS จะปรับวิธีการจำแนกสารผสมที่ส่วนผสมของ reprotoxic organic solvent ตามส่วนผสมระหว่างร้อยละ 0.5 และ 0.3 ในขณะที่จะไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ภายใต้ระเบียบฉบับที่สองแต่อย่างใด

- ข้อบังคับคณะมนตรีฯ ที่ 96/62/EC ว่าด้วยการประเมินและบริหารคุณภาพอากาศล้อมรอบ ซึ่งใช้กฎเกณฑ์ภายใต้คำสั่งฯ 67/548/EC เพื่อเจาะจงประเภทมลพิษในอากาศ ทั้งนี้ GHS จะมีผลกระทบต่อเมื่อมีการเจาะจงมลพิษประเภทใหม่เท่านั้น

- คำสั่งสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป ที่ 2000/60/EC ว่าด้วยคุณภาพน้ำ และคำตัดสินสภายุโรปและคณะมนตรียุโรปที่ 2455/2001/EC ว่าด้วยการจัดลำดับความสำคัญของสารอันตราย จะไม่ได้รับผลกระทบจากระบบ GHS แต่อย่างใดเนื่องจากมีกฎเกณฑ์การจำกัดความอันตรายของสารบนพื้นฐานของความเสี่ยง

1.5 สุขอนามัยและความปลอดภัยในที่ทำงาน

- คำสั่งคณะมนตรียุโรปที่ 1998/24/EC ว่าด้วยการคุ้มครองสุขอนามัยและความปลอดภัยของพนักงานในที่ทำงานจากความเสี่ยงต่ออันตรายของสารเคมี ซึ่งกำหนดเงื่อนไขความอันตราย การจัดจำแนก และะความเสี่ยง/สัมผัส(exposure) และการจัดจำแนกอันตรายตามระบบ GHS จะส่งผลให้มีการจัดรายการสารเคมีหลายประเภทมากขึ้น

- คำสั่งสภายุโรปและคณะมนตรียุโรปที่ 2004/37/EC ว่าด้วยการปกป้องพนักงานจากความเสี่ยงต่อการสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง(carcenogenic) และสาร mutagens ในที่ทำงาน ซึ่งนายจ้างมีหน้าที่จำกัดการใช้สารดังกล่าวหรือหาสารอื่นที่มีอันตรายน้อยกว่ามาใช้ทดแทน จะไม่มีผลกระทบจากระบบ GHS แต่อย่างใดเนื่องจากการใช้กฎเกณฑ์จัดจำแนกตามระดับความอันตรายสาร CM เดียวกัน

- คำสั่งคณะมนตรียุโรปที่ 1994/33/EC ว่าด้วยการปกป้องเยาวชนในที่ทำงาน ที่ห้ามการจ้างงานเยวชนในหน้าที่การงานที่ต้องสัมผัสกับสารอันตรายที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เสี่ยงต่อความเสียหายทางพันธุกรรม มีผลกระทบในทางลบต่อเด็กในครรภ์มารดา หรือมีผลกระทบต่อสุขอนามัยระยะยาว ซึ่งเป็นเงื่อนไขด้านความเสี่ยงเท่านั้น และจะไม่ได้รับผลกระทบจากระบบ GHS

- คำสั่งคณะมนตรียุโรปที่ 1992/85/EEC ว่าด้วยการปรับปรุงสุขอนามัยและความปลอดภัยของพนักงานที่มีครรภ์ ที่เพิ่งคลอดบุตร และที่ให้นมลูก เนื่องจากเป็นเงื่อนไขด้านความเสี่ยงต่อการสัมผัสสารอันตราย จึงไม่มีผลกระทบจากระบบ GSH

- คำสั่งคณะมนตรียุโรป ที่ 1992/58/EEC ว่าด้วยเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับมาตรการติดคำเตือน/รูปภาพด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยในสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่ครอบคลุมภายใต้ระบบ GHS ในหัวข้อการติดฉลากที่เป็นเงื่อนไขเฉพาะสินค้าบริโภคเท่านั้น

1.6 การกำจัดเศษซากเหลือทิ้งจากสินค้าและสินค้าที่หมดอายุใช้งาน

- สหภาพฯ มีการออกระเบียบว่าด้วยอันตรายจากเศษซากเหลือทิ้งรวม 3 ฉบับ กล่าวคือ คำสั่งคณะมนตรี ที่ 91/689/EEC ว่าด้วยเซษซากเหลือทิ้งอันตราย 75/442/EEC ว่าด้วยเศษซากเหลือทิ้ง และ คำตัดสินคณะกรรมาธิการฯ ที่ 2000/532/EC กำหนดบัญชีรายการเศษซากเหลือทิ้งและเศษซากเหลือทิ้งอันตราย ซึ่งคำสั่งฯ ที่ 91/689/EEC กำหนดคำจำกัดความและคุณสมบัติชิ้นส่วนเศษซากที่ถือว่าเป็นอันตรายและครอบคลุมภายใต้ระบบ GHS ดังนั้น รายการชิ้นส่วนสินค้าที่เป็นอันตรายอาจมีมากขึ้นหรือน้อยลงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของ GHS

- คำสั่งสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป ที่ 2000/53/EC ว่าด้วยสินค้ายานยนต์ที่หมดอายุการใช้งานหรือ ELV ซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมการจำกัดการใช้สารอันตรายในชิ้นส่วนและวัสดุที่นำมาผลิตยานยนต์ ในการนี้ คำจำกัดความของสารอันตรายภายใต้ GHS จะส่งผลให้รายการสารอันตรายเพิ่มมากขึ้น

- คำสั่งสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป ที่ 2002/96/EC ว่าด้วยเศษซากของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเลกทรอนิกส์ และคำสั่งฯ ที่ 2002/95/EC ว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเลกทรอนิกส์ ซึ่งส่งเสริมการจัดตั้งระบบเรียกเก็บเศษซากและการนำชิ้นส่วนกลับมาใช้ใหม่ โดยในมาตรา 11 ของคำสั่งฯ ที่ 2002/96/EC ได้กำหนดให้ผู้ผลิตประทับตราข้อห้ามไม่ให้ทิ้งเศษซาก EEE รวมไปในขยะทั่วไป ระบบการรวบรวมเศษซากฯ ฯลฯ รวมทั้ง จะต้องกำหนดให้สินค้าที่อยู่ในข่ายของระเบียบมีการประทับตราเครื่องหมาย เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าจะต้องนำไปทิ้งยังจุดรวบรวมที่กำหนดเมื่อหมดอายุการใช้แล้ว อย่างไรก็ตาม ระบบ GHS จะไม่มีผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรงแต่จะส่งผลให้มีการจัดจำแนกรายการสารอันตรายเพิ่มจำนวนมากขึ่น

- คำสั่งคณะมนตรียุโรปที่ 91/157/EEC ว่าด้วยแบตเตอรี่ และข้อเสนอร่างคำสั่งสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป ที่ 2002/0282/COD ว่าด้วยแบตเตอรี่และ accumulators และ spent batteries และ accumulators เกี่ยวกับการจัดตั้งระบบควบคุมการเก็บรวบรวมและการนำแบตเตอรี่ทุกชนิดมาใช้ใหม่เพื่อลดเศษซากในการฝังลงดินหรือเผาทิ้ง ซึ่งมาตรการจัดจำแนกสารและการติดฉลากภายใต้ระบบ GHS จะไม่ส่งผลกระทบต่อคำสั่งฯ ที่ได้เจาะจงรายการสารอันตรายโลหะหนักเป็นการเฉพาะแต่อย่างใด

สรุป

เมื่อมีการนำระบบสากลการจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีและการติดฉลากมาบังคับใช้อย่างทั่วถึง แล้วจะมีผลดีต่อุตสาหกรรม ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับความเข้มงวดในการปกป้องอันตรายต่อคนและสภาวะแวดล้อมโดยจัดให้มีระบบที่โปร่งใสและเข้าใจได้ง่ายในการสื่อสารข้อมูลและอันตรายของสารเคมีแล้วยังจะช่วยลดซ้ำซ้อนของการทดสอบและการประเมินสารเคมี พร้อมกับเป็นกรอบแนวทางให้กับประเทศที่ยังไม่มีระบบการจัดกลุ่มสารเคมีและการติดฉลากปฏิบัติตาม และอำนวยความสะดวกในการค้าระหว่างประเทศสำหรับสารเคมีที่ได้ประเมินและจำแนกแล้วตามเกณฑ์พื้นฐานระหว่างประเทศ การที่สหภาพฯ นำระบบ GHS มาใช้บังคับจะเป็นผลดีเนื่องจากเป็นระบบที่มีการจำแนกประเภทและการติดฉลากสารเคมีที่เป็นสากลทั่วโลก โดยคาดว่าจะนำมาใช้ในปี พ.ศ. 2551

-------------------------



Reddit! livescore Mixx! Web design Google! Free site builder Facebook! Yahoo! health

Last Updated ( Tuesday, 12 December 2006 )