|
สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) ใน EU มีประเด็นสำคัญได้ ดังนี้
1. นโยบายการเพิ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ สืบเนื่องจากกฎระเบียบของ EU ในปี 2546 ได้กำหนดระดับการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพขั้นต่ำสำหรับการขนส่งยานยนต์ในประเทศสมาชิก EU โดยได้ตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2548 เชื้อเพลิงชีวภาพในการขนส่งจะต้องมีสัดส่วนเท่ากับ 2% ของการใช้พลังงานทั้งหมด และในปี 2553 เท่ากับ 5.75% (ซึ่งในปี 2545 เท่ากับ 0.6%) ทั้งนี้ แผนงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพลังงานของ EU ที่ต้องการขยายส่วนแบ่งการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Sources) เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล (biomass) พลังงานจากกระแสลม เป็นต้นใน EU เพิ่มขึ้น ซึ่งภายในปี 2553 จะต้องมีสัดส่วนเท่ากับ 12% ของการใช้พลังงานทั้งหมด (ในปี 2540 มีสัดส่วนเพียง 5.4 %) ทั้งนี้ แผนงานดังกล่าวเป็นไปตามการตกลง the Kyoto protocol เพื่อลดการแพร่กระจายก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก (green house effect) ในโลก
2.การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพใน EU พบว่า สัดส่วนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพใน EU ยังคงมีส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตลาดโลก (ประมาณ 6% ในปี 2543) ทั้งนี้ ตามกฎระเบียบของ EU ว่าด้วยเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงหมุนเวียนอื่นๆ ที่ใช้ในการขนส่งมีประมาณ 10 ประเภท แต่เชื้อเพลิงชีวภาพที่สำคัญใน EU มี 2 ประเภท ได้แก่
2.1 ดีเซลชีวภาพ หรือไบโอดีเซล (biodiesel) ใน EU เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตมากที่สุด (82% ของการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งหมด) โดยเชื้อเพลิงดังกล่าวส่วนใหญ่ (80%) ทำมาจากพืชที่ให้น้ำมันคือ rapeseed (และบางส่วนจากเมล็ดพืชทานตะวัน) พื้นที่เพาะปลูกพืชทั้งหมดใน EU มีประมาณ 1.4 ล้านเฮกตาร์ และประเทศที่ผลิตดีเซลชีวภาพมากที่สุดคือ เยอรมนี (เท่ากับ 40% ของการผลิตใน EU ทั้งหมด) ใน EU มีโรงงานผลิตหรือแปรรูปดีเซลชีวภาพเท่ากับ 40 แห่ง โดยส่วนใหญ่อยู่ในเยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย เชก ฝรั่งเศส และสวีเดน สำหรับในกลุ่มประเทศสมาชิกใหม่ เชกเป็นประเทศที่ผลิตไบโอดีเซลมากที่สุด สำหรับโปแลนด์และฮังการีมีการผลิตบ้างแต่ยังไม่อยู่ในระดับเพื่อการค้า จากรายงานของ USDA คาดว่าเมื่อรวมเป็นสมาชิกใหม่ ไบโอดีเซลจะมีบทบาทที่สำคัญต่อโปแลนด์ เนื่องจากโปแลนด์มีแนวโน้มการผลิต rapeseed เพิ่มขึ้น และเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยี่ที่ดีขึ้น คาดว่าผลการเก็บเกี่ยวจะสูงขึ้น
2.2 เอธานอลชีวภาพ (bioethanol) ใน EU-25 มีสัดส่วนการผลิตน้อยกว่าดีเซลชีวภาพ (ขณะที่ในตลาดโลกทั้งหมด เอธานอลมีการผลิตที่มากที่สุด ซึ่งบราซิลและสหรัฐฯ เป็นผู้นำทางการค้า) โดยส่วนใหญ่ใน EU เอธานอลจะผลิตจากพืชบีทน้ำตาล ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ซึ่งเป็นเมล็ดพืชที่ให้น้ำตาลหรือแป้งสูง อย่างไรก็ตาม EU มีการนำเข้าเอธานอลจำนวนมาก ประเทศส่งออกที่สำคัญมายัง EU ได้แก่ ปากีสถาน (เนื่องจากมีข้อตกลงพิเศษระหว่าง EU ทำให้ปากีสถานได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า จนถึงปี 2549) นอกจากนั้น ได้แก่ บราซิลและกัวเตมาลา สำหรับประเทศสมาชิกที่นำเข้าที่สำคัญ คือ อิตาลี และเนเธอร์แลนด์
3. ความเคลื่อนไหวการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศสมาชิก EU ที่สำคัญ สรุปได้ดังนี้
3.1 ฝรั่งเศส เป็นผู้นำในการผลิตดีเซลชีวภาพ แต่กฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้ ฝรั่งเศสไม่อยู่ในลำดับผู้ค้าที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลฝรั่งเศสได้ตั้งเป้าการผลิตดีเซลและเอธานอลชีวภาพสูงขึ้น และได้วางแผนจัดตั้งโรงงานแปรรูปเชื้อเพลิงชีวภาพใหม่เพิ่มขึ้น (อีก 4 แห่งในปี 2550) นอกจากนั้น ได้ปรับลดภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุน ซึ่งจะให้ประโยชน์ต่อเกษตรกรที่ผลิตข้าวสาลี ข้าวโพด บีทน้ำตาล และพืชที่ให้น้ำมัน ทั้งนี้รัฐบาลฝรั่งเศสเชื่อว่าในอนาคตฝรั่งเศสจะกลายเป็นผู้นำในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่สำคัญใน EU
3.2 เยอรมนี เป็นประเทศที่ผลิตและใช้ดีเซลชีวภาพจำนวนมาก (มีการนำเข้าในปริมาณมากเช่นกัน) การผลิตที่พัฒนาอย่างรวดเร็วมีผลมาจากการส่งเสริมของภาครัฐในการปรับกฎหมายภายในประเทศ และในขณะนี้ได้มีการวางแผนสร้างโรงงานที่มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นอีกหลายแห่ง โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรท้องถิ่น โดยเฉพาะเขตพื้นที่ปลูกข้าวไรย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถเพาะปลูกพืชอื่นๆได้
3.3 อังกฤษ การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพโดยส่วนใหญ่เป็นไบโอดีเซลที่ทำมาจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว (ในปี 2547 การค้าไบโอดีเซลเท่ากับ 19 ล้านลิตร ซึ่งประมาณ 50% เป็นการนำเข้า) ในอังกฤษมีการผลิตเพิ่มขึ้นแต่ยังคงมีปัญหาในด้านต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูง รัฐบาลมีโครงการปรับลดภาษีเชื้อเพลิงชีวภาพในอนาคต และจะมีโรงงานแปรรูปเชื้อเพลิงสำหรับเมล็ดพืชและน้ำมันใช้แล้วเพิ่มขึ้นอีก
3.4 อิตาลี การผลิตดีเซลเชื้อเพลิงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งอัตราการขยายตัวในสองปีที่ผ่านมาเท่ากับ 30% ต่อปี ทั้งนี้ ทางรัฐบาลอิตาลีได้วางแผนเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต โดยจะเพิ่มขึ้นปีละ 500,000 ตันต่อปีระหว่างปี 2551-2555
3.5 สำหรับประเทศสเปนและสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศที่มีการผลิตเอธานอลชีวภาพนั้น รัฐบาลในประเทศได้มีการสนับสนุนช่วยเหลือทางด้านการลดภาษี และมีโครงการที่จะเพิ่มจำนวนโรงงานผลิตและแปรรูปในประเทศในปี 2548 เช่นกัน
4. สถานการณ์ปัจจุบันในระดับ EU ขณะนี้ หน่วยงานวิจัยของ EU พยายามศึกษาพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆ และแก้ไขปัญหาข้อด้อยของเชื้อเพลิงชีวภาพ (เช่น ราคาต้นทุนการผลิตที่สูง คุณภาพที่ดีขึ้น การใช้วัตถุดิบเกษตรที่หลากหลายเพิ่มขึ้น) ในระดับกรรมาธิการยุโรป ได้มีการเสนอกฎระเบียบเพื่อช่วยเหลือโดยการกำหนดกรอบกฎหมายเพื่อลดภาษี ซึ่งจะทำให้เชื้อเพลิงชีวภาพสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ทาง EU กำลังวางแผนเพื่อกระตุ้นการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นภายใต้แผนงาน Biomass Action Plan ซึ่งหากเป็นไปตามเป้าหมายภายในปี 2553 จะมีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ถึง 18 ล้านตัน (ปี 2544 เท่ากับ 1.4 ล้านตัน และคาดว่าปี 2553 เท่ากับ 19 ล้านตัน) ในขณะเดียวกัน ในส่วนของนโยบายเกษตรร่วม จากการปฏิรูปนโยบายเกษตรฉบับใหม่ (CAP midterm review 2003) ได้กำหนดการจ่ายช่วยเหลือการผลิตพืชที่ให้พลังงาน (ซึ่งอยู่ภายใต้แผนงาน Carbon credit) เท่ากับ 45 ยูโร/เฮกตาร์ โดยรวมถึงเมล็ดพืชที่ใช้ผลิตดีเซลและเอทานอลชีวภาพ อย่างไรก็ตาม งบทั้งหมดของแผนงานดังกล่าวยังไม่ได้กำหนดชัดเจน (พื้นที่สูงสุดประมาณ 1.5 ล้านเฮกตาร์) โดยจะจ่ายช่วยเหลือเมล็ดพืชทั้งหมดเมื่อเป็นการใช้พลังงานที่ได้รับอนุมัติ (ยกเว้น บีทน้ำตาล และปอ) นอกจากนั้น เกษตรกรยังคงสามารถปลูกพืชที่ให้พลังงาน (หรือที่เรียกว่า non-food) ในพื้นที่ยกเว้นการเพาะปลูก (set-aside) ได้ตามข้อกำหนดของ EU (แต่พืชที่อยู่ใน set aside ไม่ได้รับเงินอุดหนุน)
สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรเพื่อเชื้อเพลิงชีวภาพใน EUนับเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้และอาชีพให้แก่เกษตรกรแล้ว ยังเป็นการลดการผลิตเชื้อเพลิงจากน้ำมันซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถทดแทนได้ และขณะนี้มีราคาสูงขึ้นด้วย |