"นวัตกรรม" นำยุโรปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตอนที่ 2 : วิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์ Print E-mail
Written by คณะผุ้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Tuesday, 24 October 2006

จากตอน 1 อาจกล่าวได้ว่ายุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมของยุโรปมีสองด้าน ครอบคลุมทุกมิติของเศรษฐกิจคือ มีการสนับสนุนจากด้านอุปทานตามที่ปรากฏในวาระลิสบอน และช่วยกระตุ้นการสร้างนวัตกรรมจากด้านอุปสงค์โดยใช้แนวโน้มของตลาดเป็นตัวตั้งโดยมีรายงาน Aho เป็นพื้นฐานของของแนวคิดดังกล่าว และได้กลายเป็นพื้นฐานให้แก่คณะกรรมาธิการยุโรปในการออกรายงาน และ Communication Strategy ซึ่งจะกลายเป็นระเบียบของสหภาพยุโรปในขั้นต่อๆไป

หัวใจของการสร้างนวัตกรรมในยุทธศาสตร์ลิสบอน คือการสร้างนวัตกรรมจากด้านอุปทาน ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น โดยนอกจากคณะกรรมาธิการยุโรปจะเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเอาจริงเอาจังในการดำเนินการปฏิรูประบบโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจด้านอุปทาน และใช้งบประมาณของประเทศสมาชิกจำนวนร้อยละ 3 ของ GDP สำหรับการลงทุนด้าน R&D โดยหวังว่างบประมาณด้าน R&D ดังกล่าวนอกจากจะช่วยสร้างสรรค์ให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ในยุโรปแล้ว ยังจะช่วยสร้างงาน กระจายรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ และสร้างยุโรปให้เป็นสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร ผ่านทางโครงการต่างๆ ทั้งในระดับประเทศสมาชิกและระดับสหภาพยุโรป เช่น โครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ หรือ โครงการอินเตอร์เนตความเร็วสูง

ทว่า จากการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ลิสบอนมาได้ระยะเวลาหนึ่ง สหภาพยุโรปประเมินว่าการสร้างนวัตกรรมจากด้านอุปทานตามยุทธศาสตร์ลิสบอนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรมในเชิงเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง เนื่องจากการสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจนั้นส่วนใหญ่มาจากแรงผลักดันของตลาด ไม่ว่าจะเป็นมาจากการลงทุนของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (Multinational Corporations – MNCs) หรือจากบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises – SMEs) แต่มิใช่แรงสนับสนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว นอกจากนั้น สินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมยังต้องใช้ทุนทำวิจัยและประชาสัมพันธ์สูง แต่ต้องใช้เวลานานกว่าสินค้าและบริการนั้นๆ จะติดตลาดและคืนทุน จึงอาจทำให้ภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจและไม่มีทุนเพียงพอที่จะสร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ ขึ้นมา

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดว่าภาครัฐ ทั้งในระดับสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก ควรเข้าแทรกแซงภาคอุปสงค์ เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจมีแรงจูงใจที่จะผลิตสินค้าและบริการที่มีการสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่สำคัญ การที่ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงภาคอุปสงค์เองอาจก็ทำให้เห็นผลอย่างรวดเร็วและฉับไวกว่าการสนับสนุนแต่ด้านอุปทาน ดังนั้น ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 สหภาพยุโรปจึงได้หันมาใช้แนวทางการสร้างนวัตกรรมจากด้านอุปสงค์ ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางใหม่ที่น่าสนใจและท้าทายสำหรับยุโรป (ฟินแลนด์เคยยึดแนวทางดังกล่าวในการสร้างนวัตกรรมและประสบความสำเร็จจนพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นมาอยู่ชั้นแนวหน้าของโลกได้ในช่วงทศวรรษ 1990) ควบคู่ไปกับการสร้างนวัตกรรมจากด้านอุปทานตามยุทธศาสตร์ลิสบอน ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

การสร้างนวัตกรรมจากด้านอุปสงค์: บทบาทใหม่ของภาครัฐ
การสร้างนวัตกรรมจากด้านอุปสงค์ คือ การที่ภาครัฐต้องรับบทบาทใหม่ เพิ่มเติมจากบทบาทเดิมที่เคยเป็นเพียงผู้ให้การ ‘สนับสนุน’ ด้วยการวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่าง ๆ และเสริมความแข็งแกร่งให้ทรัพยากรบุคคลเพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม แต่บทบาทใหม่ คือ ภาครัฐต้องเข้ามา ‘จัดการ’ โครงสร้างระบบเศรษฐกิจในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และเข้ามา ‘แทรกแซง’ ตลาดเพื่อผลักดันนำนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดให้ได้ นับเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ที่น่าศึกษาในรายละเอียด

ยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมจากด้านอุปสงค์ของสหภาพยุโรปตั้งอยู่บนพื้นฐานของรายงานสำคัญ 3 ฉบับได้แก่ 1) รายงานของกลุ่ม Aho 2) รายงานของคณะกรรมาธิการยุโรปเรื่อง Demand as a Driver of Innovation และ 3) Communication ของคณะกรรมาธิการยุโรปเรื่อง Putting Knowledge into Practice: a Broad-based Innovation Strategy จากการวิเคราะห์รายงานทั้ง 3 ฉบับจะเห็นได้ว่าสาระสำคัญของยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมจากด้านอุปสงค์มี 4 ประการ ได้แก่ 1) การปฏิรูปโครงสร้างตลาดเพื่อให้มีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการพัฒนานวัตกรรม 2) การปฎิรูปโครงสร้างสังคมเพื่อมีการเคลื่อนไหวระหว่างภาคต่างๆ ได้อย่างอิสระมากยิ่งขึ้น 3) การสนับสนุนผู้ประกอบการ 4) การปฏิรูปบทบาทของภาครัฐ

ในสาระสำคัญแล้ว สามประการแรกมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในทุกๆ ด้านเพื่อให้สหภาพยุโรปกลายเป็น ‘ตลาด’ ที่มีสภาวะเหมาะสมและน่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนทั้งจากในภูมิภาคและนอกภูมิภาค และจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในตลาดยุโรปในปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรบุคคล ความรู้ และทุน เพื่อดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่มาแปลงให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด เนื่องจากในปัจจุบันแม้ยุโรปจะมีพื้นฐานทรัพยากรดังกล่าวอยู่ระดับแนวหน้าของโลกอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดการจัดการที่ดี ทำให้ทรัพยากรเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าหรือโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากอย่างเท่าที่ควร ส่วนประการสุดท้ายมุ่งเน้นให้ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงในตลาดเพื่อเร่งให้เกิดการสร้างนวัตกรรมอย่างรวดเร็วและกว้างขวางยิ่งขึ้น

การปฏิรูปโครงสร้างตลาด - เพื่อให้มีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการพัฒนานวัตกรรม
หนึ่งในปัจจัยสำคัญซึ่งทำให้ตลาดยุโรปยังไม่มีบรรยากาศเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมเท่าที่ควร คือการที่ตลาดยุโรปยังคงยังไม่มีเอกภาพในเรื่องกฎระเบียบการค้า/การลงทุนอย่างแท้จริง ประเทศสมาชิกยังคงมีกฎระเบียบที่แตกต่างกันทำให้ธุรกิจไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก economies of scale ของตลาดที่มีประชากร 450 ล้านคนได้อย่างสมบูรณ์ อันส่งผลให้บริษัทยุโรปอาจไม่เห็นความคุ้มค่าของการสร้างนวัตกรรม และทำให้บริษัท MNCs ยังเข้ามาลงทุนด้าน R&D ในยุโรปน้อย ดังนั้น เพื่อสร้างตลาดที่มีสภาวะเหมาะสมกับการพัฒนานวัตกรรม จึงได้มีการเสนอแนะให้เร่งสร้างตลาดร่วมยุโรปให้สมบูรณ์ทั้งในด้านสินค้าและบริการ เพื่อให้ภาคธุรกิจได้รับผลประโยชน์สูงสุดจาก economies of scale

การรับรองร่างระเบียบการเปิดเสรีภาคบริการ และข้อเสนอให้ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (better regulation initiatives) เป็นตัวอย่างของความพยายามของสหภาพยุโรปในการประสานกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของประเทศสมาชิกให้มีความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น อันที่จริงสหภาพยุโรปได้พยายามดำเนินการในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด แต่การหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาระบุในยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมถือเป็นการตอกย้ำความจำเป็นที่ประเทศสมาชิกจำต้องให้ความร่วมมือในประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสภาวะตลาดที่เหมาะสมกับการสร้างนวัตกรรม

นอกจากนั้น การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญายังถูกชูให้เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างตลาดที่มีบรรยากาศเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยปกป้องผู้ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมา นอกเหนือจากการเพิ่มการประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิทางปัญญาทั้งในภาคธุรกิจและภาคการศึกษาแล้ว คณะกรรมาธิการยุโรปยังจะทบทวนรูปแบบของกฏหมายทรัพย์สินทางปัญญาหลายประเภท เพื่อให้กฎหมายดังกล่าวไม่เป็นแค่เพียงการ ‘ปกป้อง” ทรัพย์สินทางปัญญา แต่ยังสามารถ ‘สนับสนุน’ ให้มีการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด และเอื้อต่อการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ การออกแบบ และเครื่องหมายการค้าใหม่ ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์อย่างแท้จริง คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอที่จะให้มีการขยายมาตรการการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมมีแผนการจะออก ‘ภาษีลิขสิทธิ์’ ในภาคธุรกิจสินค้าและบริการดิจิตอล ในปลายปีพ.ศ. 2549 เพื่อช่วยส่งเสริมการสร้างสินค้าและบริการดิจิตอลใหม่ๆ

การปฎิรูปโครงสร้างสังคม - เพื่อให้ทุนและบุคลากรในภาคการศึกษา/วิจัยและภาคธุรกิจสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
การวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์นวัตกรรม ภาครัฐจึงควรส่งเสริมการนำความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการวิจัยในสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัยมาแปลงเป็นสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่มีการสร้างนวัตกรรมออกสู่ตลาดให้มากขึ้น ซึ่งอาจทำได้โดยการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาควิจัยและภาคธุรกิจ

แต่ปัจจุบัน โครงสร้างสังคมในยุโรปกลับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อสภาวะการสร้างนวัตกรรมในตลาดยุโรป เนื่องจากโครงสร้างสังคมยุโรปไม่มีความยืดหยุ่นเท่าที่ควร ทำให้บุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมไม่สามารถเคลื่อนย้ายจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง หรือจากการทำวิจัยในสาขาหนึ่งไปอีกสาขาหนึ่งได้สะดวกเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแลกเปลี่ยนทรัพยากรความรู้และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ เช่น นักวิจัยในสถาบันการศึกษาในยุโรปไม่สามารถที่จะพักจากงานประจำ เพื่อออกไปทำงานวิจัยชั่วคราวหรือทำงานให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือให้กับองค์การของรัฐได้สะดวกเท่ากับนักวิจัยในสหรัฐอเมริกา อันส่งผลให้ยุโรปไม่สามารถเปลี่ยนศักยภาพด้าน R&D ที่มีอยู่ ให้เป็นการสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเห็นว่าควรมีการปรับปรุงโครงสร้างสังคมยุโรปให้มีความยืดหยุ่นและสามารถเคลื่อนย้ายบุคลากรระหว่างภาคการศึกษา/การวิจัยและภาคธุรกิจได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการดึงความสามารถด้าน R&D และความคิดสร้างสรรค์ในภาคการศึกษาและวิจัยออกสู่ภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอที่จะสร้าง ‘ตลาดร่วมวิจัยยุโรป’ เพื่อให้นักวิจัยมีอิสระที่จะเคลื่อนย้ายไปทั่วยุโรป เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การมีอาชีพที่มีรายได้ดีก็ยังเป็นแรงจูงใจให้คนหันมาประกอบอาชีพทำวิจัยมากยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอให้มีการจัดตั้ง European Institute of Technology (EIT) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างตลาดร่วมวิจัยยุโรปดังกล่าว โดย EIT จะเป็นจุดศูนย์รวมนักวิจัยชั้นนำจากทั่วทั้งยุโรปและทุกมุมโลกให้ได้พบกับภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันสร้างนวัตกรรมชั้นนำที่มีมูลค่าทางการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาซึ่งมีความสำคัญสำหรับยุโรป อาทิ Biotechnologies, Genomics, Nanotechnologies และ Cognitive and neuro-sciences ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้เห็นชอบการจัดตั้ง EIT เพื่อเป็นสถาบันวิจัยแห่งยุโรป เพื่อส่งเสริมยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมของสหภาพยุโรปให้มีประสิทธิผลต่อไป

นอกจากการจัดตั้ง EIT แล้ว คณะกรรมาธิการยุโรปยังเร่งหามาตรการเพื่อส่งเสริมความคล่องตัวทางการเงินให้แก่สถาบันวิจัยเพื่อให้สามารถลงทุนในด้านการวิจัยเพิ่มมากขึ้น และพยายามสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในภาควิจัยกับสถาบันวิจัยต่างๆ อีกทั้ง สหภาพยุโรปเองยังให้การสนับสนุนด้านทุนแก่ภาคการการวิจัยผ่านกรอบโครงการต่างๆ ทั้งในระดับประเทศสมาชิกและระดับสหภาพยุโรป เช่น The Seventh Framework Programme (FP7)

ที่สำคัญ คณะกรรมาธิการยุโรปจะออกเอกสารเพื่อชี้แจงแก่ประเทศสมาชิกว่าการอุดหนุนการทำวิจัยนั้น ไม่ควรจะกระจายงบประมาณออกไปกว้างๆ สู่หลายๆ สาขา แต่ควรจะนำมาใช้เฉพาะด้านมากขึ้นและเป็นไปอย่างสอดคล้องกับภาคอุปสงค์หรือตลาด ดังนั้น ในการให้สนับสนุน R&D ภาครัฐควรจะเอาแนวโน้มตลาดเป็นตัวตั้งเป็นหลักว่าควรจะให้การสนับสนุนแก่ใคร หัวข้อที่จะได้รับเงินอุดหนุนการทำวิจัยจำเป็นต้องเป็นหัวข้อที่มีมูลค่าทางการตลาดและสอดคล้องกับทิศทางแนวโน้มของตลาด

การสนับสนุนผู้ประกอบการ
ไม่ว่ายุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมจะดีเพียงใด หากปราศจากภาคธุรกิจที่เข้มแข็งแล้ว ยุทธศาสตร์ดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นผล ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือแก่ภาคธุรกิจทุกระดับในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเงินทุน จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด

สหภาพยุโรปจึงเร่งหามาตรการที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้น เพื่อจะได้สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ในปัจจุบัน สภาวะตลาดทุนในยุโรปยังไม่มีสภาพคล่องเท่าที่ควรและยังไม่เป็นเอกภาพทั่วยุโรป ทำให้ผู้ที่เคลื่อนย้ายเงินทุนต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน อีกทั้งยังไม่มีตลาดหลักทรัพย์ที่สะดวกและคล่องตัวสำหรับบริษัทที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงเช่นตลาด Nasdaq ของสหรัฐฯ คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเริ่มหาทางในการก่อตั้งตลาดทุนประเภท risk capital market ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในด้านนี้

นอกจากการสนับสนุนบริษัท MNCs ของยุโรปให้มีความเข็งแกร่งในเวทีโลก ดังที่เคยประสบความสำเร็จในกรณีของบริษัท Airbus มาแล้ว สหภาพยุโรปยังให้ความสำคัญแก่บริษัท SMEs ในรูปแบบต่างๆ เพื่อช่วยฟูมฟักให้ธุรกิจเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เช่น การจัดตั้งศูนย์ให้บริการด้านข้อมูลด้านธุรกิจ การค้า และการลงทุน (โดยภาครัฐอาจว่าจ้างให้ทางเอกชนเข้ามาช่วยทำวิจัยข้อมูลและให้บริการดังกล่าว เพื่อจะได้ข้อมูลที่สะท้อนกับสภาวะตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างทันท่วงที) หรือการใช้มาตรการทางภาษีเป็นประโยชน์แก่บริษัทที่ทำการค้นคว้าและพัฒนา R&D ด้วยตัวเอง เพื่อเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมให้ภาคธุรกิจสร้างนวัตกรรม

การปฏิรูปบทบาทของภาครัฐ
จากที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า เพื่อเร่งให้เกิดการสร้างนวัตกรรม สหภาพยุโรปเห็นว่าภาครัฐควรจะเข้าไปมีบทบาทในการจัดการโครงสร้างเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพยากรบุคคล และทุน เพื่อให้ภาคธุรกิจมีความสะดวกและมีแรงจูงใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรม แต่สำหรับบทบาทสุดท้ายนี้ ภาครัฐของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องเข้ามามีบทบาทเป็นผู้บริโภคเสียเอง อันจะเป็นการกระตุ้นยอดอุปสงค์ของสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมในตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากปกติแล้ว สินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมมักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงและใช้เวลาสักระยะหนึ่งก่อนที่นวัตกรรมจะติดตลาดและเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค ดังนั้น หากภาครัฐเข้ามาเป็นผู้บริโภคเสียเอง ย่อมได้ผลรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปส่วนใหญ่มีระบบเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ และงานภาคบริการของรัฐมีมูลค่าจำนวนมากอยู่แล้ว จึงสามารถเป็นตลาดรองรับสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมได้อย่างดี ที่สำคัญ นอกจากจะเป็นการช่วยอุดหนุนผู้ประกอบการในการสร้างนวัตกรรมแล้วยังจะเป็นการยกระดับมาตรฐานบริการของรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย และเป็นแรงจูงใจให้ให้ผู้บริโภคในภาคเอกชนหันมาใช้เทคโนโลยีดังกล่าวตามภาครัฐต่อไป

เพื่อส่งเสริมบทบาทของภาครัฐในการเป็นผู้บริโภคในตลาด คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอแนวทางหลัก 3 ประการ คือ

1) การปฎิรูปการจัดซื้อของภาครัฐเพื่อสนับสนุนสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรม: เมื่อภาครัฐเข้าไปมีความเกี่ยวข้องกับตลาด ไม่ว่าจะเปิดประมูล หรือจัดซื้อสินค้าและบริการ ภาครัฐต้องเป็นผู้จัดซื้อที่มีความชาญฉลาด โดยเลือกซื้อเทคโนโลยีชั้นนำของยุโรป อาทิ เพื่อมาจัดตั้งระบบบริการ E-Service ต่างๆ โดยภายในสิ้นปีพ.ศ. 2549คณะกรรมาธิการยุโรปจะออกคู่มือเกี่ยวกับการจัดซื้อของภาครัฐให้แก่ประเทศสมาชิก

2) การปฎิรูปมาตรฐานการให้บริการของภาครัฐ: การที่ภาครัฐมีบทบาทเป็นผู้บริโภคเทคโนโลยีชั้นนำของยุโรปจะส่งผลให้มาตรฐานการบริการและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของภาครัฐสูงขึ้น อันจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีความต้องการเทคโนโลยีนั้นๆ เช่นกัน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานของภาครัฐ

3) การเปิดเสรีของงานบริการของภาครัฐ: ปัจจุบัน แม้ว่าสัดส่วนของการบริการของภาครัฐในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข การศึกษา ระบบขนส่งมวลชน และสาธารณูปโภคพื้นฐานนั้น คิดเป็นมูลค่าจำนวนมาก แต่การบริการส่วนใหญ่ยังคงผูกขาดโดยภาครัฐ ไม่มีการเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี ผู้ปฏิบัติจึงไม่เห็นความสำคัญของการสร้างนวัตกรรม ดังนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจึงสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้าประมูลงานบริการบางส่วนของภาครัฐ (โดยที่ภาครัฐยังคงตั้งระดับมาตรฐานในการบริการและความรับผิดชอบต่อสังคมเอาไว้) ซึ่งจะก่อให้เกิดการแข่งขัน อันจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติต้องปรับปรุงการบริการของตนให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และเป็นที่ดึงดูดต่อประชาชน (อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องที่สามนี้ยังคงเป็นเพียงแนวความคิด เนื่องจากการนำไปปฏิบัติจริงนั้นจะมีผลกระทบในเชิงสังคมและการเมืองอีกมาก คณะกรรมาธิการยุโรปจึงยังไม่ได้นำเสนอแนวคิดดังกล่าวออกมาเป็นมาตรการที่เป็นรูปธรรม)

บทบาทสุดท้ายที่ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงอุปสงค์ของตลาดโดยตรงและเข้าแสดงบทบาทผู้บริโภคเสียเองถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจใน ‘ยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมจากด้านอุปสงค์’ ของสหภาพยุโรป อาจกล่าวได้ว่า ภาครัฐต้องรับบทบาทสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมาในยุทธศาสตร์ลิสบอน เพราะหัวใจนี้ของบทบาทนี้ไม่ได้อยู่ที่แค่ว่าใช้งบประมาณสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม ‘เท่าไหร่’ แต่อยู่ที่ใช้งบประมาณ ‘อย่างไร’ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่สะท้อนความต้องการของตลาด โดยงบประมาณดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่งบประมาณในการสนับสนุนการทำวิจัยเท่านั้น แต่รวมไปถึงงบประมาณปกติในส่วนการให้บริการของภาครัฐต่อประชาชนด้วย

อีกนัยหนึ่ง ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการเรียกร้องให้ภาครัฐปรับตัวเพื่อตอบรับต่อกระแสเศรษฐกิจโลกทิศทางใหม่ โดยเพิ่มความสำคัญและศักยภาพของภาครัฐให้เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเสียเอง และให้มีการปรับปรุง (หรือ ‘ยกเครื่อง’) การทำงานของภาครัฐให้มีความสมัยใหม่ มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับทิศทางตลาด

อย่างไรก็ดี เพื่อให้แน่ใจว่าอุปสงค์ที่ภาครัฐเข้าแทรกแซงนั้นมีความสอดคล้องกับแนวโน้มของอุปทานในตลาด ภาครัฐจึงอาจต้องดึงเอกชนเข้ามาร่วมในงานบริการหลายๆ สาขาของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ privatisation หรือ outsourcing ก็ตาม มิเช่นนั้นการกำหนดอุปสงค์ของภาครัฐอาจจะผิดเพี้ยนไปจากสภาวะความต้องการที่แท้จริงของตลาดก็เป็นได้

ที่กล่าวมาข้างต้นคือยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมของยุโรป สำหรับในตอนที่สามนั้น จะเป็นการกรองยุทธศาสตร์ที่กล่าวมา เพื่อบริบทของสังคมไทย

ตอนที่สาม

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. "นวัตกรรม" นำยุโรปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตอนที่ 1
  2. "นวัตกรรม" นำยุโรปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตอนที่ 3 : กรองยุทธศาสตร์สู่ไทย
  3. EU ยังด้อยกว่าสหรัฐฯและญี่ปุ่นในด้านนวัตกรรม
  4. การขยายผลการวิจัยและพัฒนาสู่ภาคการผลิตในสหภาพยุโรป
  5. การประชุมรัฐมนตรีคลังของ EU
Last Updated ( Monday, 02 July 2007 )