|
หากติดตามข่าวสารเกี่ยวกับยุโรป/สหภาพยุโรปในช่วงปี 2-3 ปีที่ผ่านมา (ช่วงปีพ.ศ. 2547 -2549) อาจพบเห็นผ่านตาคำว่า นวัตกรรม อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการที่คณะกรรมาธิการยุโรปเร่งหามาตรการต่างๆ เพื่อช่วยฟูมฟักการสร้างนวัตกรรมในยุโรป การกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกใช้งบประมาณสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมให้ได้ตามเป้า กล่าวคือ ให้การลงทุนในด้านวัตกรรมคิดเป็นจำนวนร้อยละ 3 ของ GDP ของชาติ การออกสำรวจรายงานเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของบริษัทและประเทศในยุโรปกับสหรัฐฯ และเอเชีย ที่สำคัญ ฟินแลนด์ ในฐานะประธานสหภาพยุโรปในวาระครึ่งปีหลังของ พ.ศ. 2549 ยังได้กำหนดให้ การสร้างนวัตกรรม เป็นหนึ่งในวาระหลักของสหภาพยุโรป เพื่อใช้รับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่กำลังท้าทายเศรษฐกิจยุโรป
แต่อาจเป็นที่น่าสงสัยว่า อะไรคือการสร้างนวัตกรรมในสายตาของสหภาพยุโรป มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับนโยบายเศรษฐกิจ ทำไมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญกลายเป็นนโยบายเร่งด่วนของสหภาพยุโรป
บทความนี้มุ่งชี้ให้เห็นความสำคัญของการสร้างนวัตกรรมต่อเศรษฐกิจของประเทศ วิเคราะห์ยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมของสหภาพยุโรป รวมทั้งผลกระทบต่อประเทศไทย บทความนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ
1) ส่วนแรกชี้ให้เห็นว่าทำไมสหภาพยุโรปจึงให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรม
2) ส่วนที่สองอธิบายยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมของสหภาพยุโรปที่คณะกรรมาธิการยุโรปริเริ่มและเร่งปรับใช้ในปัจจุบัน
3) ในส่วนสุดท้ายวิเคราะห์ผลกระทบของยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมของสหภาพยุโรปต่อประเทศไทย พร้อมทั้งชี้ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นหัวใจสำคัญในยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมของสหภาพยุโรปที่อาจช่วยจุดประกายหรือนำไปเป็นแนวทางในดำเนินยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เพื่อนำเศรษฐกิจของชาติเข้าสู่กระแสเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่เรียกกันคุ้นหูว่า เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ หรือ knowledge-based economy และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศในเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ
ทำไมต้อง นวัตกรรม: สร้างสรรค์นวัตกรรมสู่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ
การสร้างนวัตกรรม ในสายตาของยุโรป คือ นโยบายที่มิติในเชิงเศรษฐกิจสำคัญไม่น้อยไปกว่ามิติเชิงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี กล่าวคือ นวัตกรรม มิใช่เพียงความสำเร็จของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์หรือการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่กลับมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมากทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในกระแสเศรษฐกิจใหม่ของโลกยุคปัจจุบัน การสร้างนวัตกรรมถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการสร้างนวัตกรรมจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มอัตราการจ้างงาน และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกได้ในระยะยาว
สำหรับสหภาพยุโรป การดำเนินยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมเป็นมากกว่าการตั้งเป้าหมายว่าจะใช้งบประมาณจำนวนเท่าใดของ GDP เพื่อสนับสนุนการศึกษาหรือการให้ทุนสนับสนุนโครงการการวิจัยเพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ล้ำสมัย แต่คือการจัดการทรัพยากรความรู้ที่มีอยู่ แล้วเปลี่ยนความรู้ความชำนาญดังกล่าวให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด ซึ่งเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ หรือ knowledge-based economy ที่ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
ในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปก็ใช้นโยบายทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในกรอบพหุภาคี ระดับภูมิภาค หรือทวิภาคี เพื่อเร่งเปิดตลาดในประเทศที่สาม อันจะเป็นการสร้างโอกาสให้สินค้าและบริการของสหภาพยุโรปที่มีคุณภาพและมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า อันเป็นผลจากการสร้างนวัตกรรม ให้สามารถเข้าไปแข่งขันกับสินค้าของประเทศอื่นๆได้อย่างมั่นใจ ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า นวัตกรรม อาจเปรียบเสมือน หัวใจด้านซ้าย ของนโยบายเศรษฐกิจยุโรป ที่จะช่วยฟูมฟักเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บริษัทยุโรป ก่อนที่สหภาพยุโรปจะใช้นโยบายทางการค้า ซึ่งเปรียบเสมือน หัวใจด้านขวา เข้าไปเปิดตลาดให้มีการแข่งขันด้านสินค้าและบริการอย่างเสรีในประเทศที่สาม นับเป็นสองนโยบายแบบบูรณาการที่สอดรับกันอย่างขาดกันมิได้เลยทีเดียว
เพื่อการนี้ เมื่อปีพ.ศ. 2543 สหภาพยุโรปจึงได้ประกาศยุทธศาสตร์ลิสบอน (Lisbon Strategy) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาให้สหภาพยุโรปเป็นเศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ที่มีความมีความสามารถในการแข่งขันและมีพลวัตรสูงที่สุดในโลกในปีพ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) โดยมีเป้าหมายที่จะให้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณร้อยละ 3 ต่อปี และมีการสร้างงานกว่า 20 ล้านตำแหน่ง ภายในปีพ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ลิสบอนคือ เพิ่มความสามารถของยุโรปในด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development R&D) โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกใช้งบประมาณร้อยละ 3 ของ GDP สำหรับการพัฒนา R&D และการลงทุนด้านนวัตกรรม
อย่างไรก็ดี ในช่วง 5 ปีแรก (ปีพ.ศ. 2543-2548) ของการดำเนินยุทธศาสตร์ลิสบอนกลับไม่มีความก้าวหน้าอย่างเป็นที่น่าพอใจ มีประเทศสมาชิกจำนวนไม่กี่ประเทศที่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายดังกล่าวได้ ในขณะเดียวกัน ภาพรวมทางเศรษฐกิจของยุโรปก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ของประเทศในกลุ่มยูโรโซนอยู่เพียงประมาณร้อยละ 2.5 ในปีพ.ศ. 2547 และร้อยละ 1.3 ในปีพ.ศ. 2548 นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส และเยอรมนี ยังเผชิญกับสภาวะอัตราการว่างงานที่สูงถึงร้อยละ 10 ยิ่งไปกว่านั้น สหภาพยุโรปตระหนักว่าตนกำลังตามหลังสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นในด้าน R&D ในขณะที่ สหภาพยุโรปลงทุนในด้าน R&D น้อยกว่าร้อยละ 2 ของ GDP แต่สหรัฐอเมริกา ลงทุนกว่าร้อยละ 2.5 และญี่ปุ่นลงทุนกว่าร้อยละ 3 ประกอบกับสหภาพยุโรปยังมีปัญหาโครงสร้างสังคม ซึ่งยุโรปมีแนวโน้มที่จะมีบุคคลในวัยทำงานน้อยลงแต่มีผู้สูงอายุมากขึ้น นอกจากนั้น ระบบโครงสร้างทางการศึกษาก็ยังไม่เป็นเอกภาพและไม่เอื้อให้นักวิจัยแปลเปลี่ยนศักยภาพในด้านการทำวิจัยที่มีอยู่ให้เป็นโอกาสทางการค้าหรือประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้มากเท่าที่ควร ทำให้การสร้างสรรค์สินค้าและบริการและการจดลิขสิทธิ์ใหม่ๆ ยังมีจำนวนน้อย จึงเกรงกันว่า ในอนาคต ความสามารถในเชิงวิจัยของยุโรปไม่เพียงแต่จะตามหลังสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น แล้วแต่อาจต้องตามหลังประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างจีนและอินเดียที่กำลังเร่งการลงทุนในด้านนี้อย่างรวดเร็วและจริงจัง
ด้วยปัญหาเศรษฐกิจและสังคมภายในยุโรปและกระแสการแข่งขันจากภายนอกที่รุมเร้า เมื่อปีพ.ศ. 2548 ที่ประชุมสุดยอดสหภาพยุโรปได้กระตุ้นให้มีการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ลิสบอน (Relaunching of Lisbon Agenda) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเห็นความสำคัญในการการลงทุนในด้าน R&D ให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ นอกจากนั้น ได้มีการจัดตั้งคณะวิจัย ซึ่งนำโดยนาย Esko Aho อดีตนายกรัฐมนตรีของฟินแลนด์ ทำการประเมินสถานการณ์และความสามารถด้าน R&D ขอสหภาพยุโรปและร่างข้อเสนอสำหรับการปฏิรูปยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมของสหภาพยุโรป เรียกกันว่า รายงาน Aho นาย Aho ได้นำเสนอรายงานดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อต้นปีพ.ศ. 2549 ซึ่งนับได้ว่ารายงาน Aho เป็นแนวความคิดพื้นฐานของยุทธศาสตร์นวัตกรรมในปัจจุบันของสหภาพยุโรปเลยก็ว่าได้
คณะกรรมาธิการยุโรปและฟินแลนด์ในฐานะประธานสหภาพยุโรปในช่วงครึ่งหลังของปีพ.ศ. 2549 ได้นำข้อเสนอในรายงานฉบับดังกล่าวมาปรับใช้และแปลงเป็นยุทธศาสตร์และโครงการต่างๆ ในเชิงปฎิบัติ อาทิ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2549 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออก Communication Strategy ในหัวข้อ Putting Knowledge into Practice: a Broad-based Innovation Strategy ซึ่งเป็นการออกมาตรการกระตุ้นนวัตกรรม 10 ประการ เพื่อนำไปปรับใช้ในเชิงปฎิบัติ
ในตอนหน้าจะวิเคราะห์ถึงยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรรมของยุโรปตามที่กล่าวมา ว่ามีแนวคิดและแนวปฏิบัติอย่างไร
ตอนที่สอง
Related Items:
- "นวัตกรรม" นำยุโรปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตอนที่ 2 : วิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์
- "นวัตกรรม" นำยุโรปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตอนที่ 3 : กรองยุทธศาสตร์สู่ไทย
- EU ยังด้อยกว่าสหรัฐฯและญี่ปุ่นในด้านนวัตกรรม
- การขยายผลการวิจัยและพัฒนาสู่ภาคการผลิตในสหภาพยุโรป
- การประชุมรัฐมนตรีคลังของ EU
|