REACH: ระเบียบ EU ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมการรับมือ Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Tuesday, 17 October 2006

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2549 คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง REACH มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินการตาม REACH Implementation Projects (RIPs) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำคู่มือ (Guidance) สำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเปิดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน หน่วยงานรัฐบาลของประเทศสมาชิกและประเทศที่สาม ฯลฯ เข้าร่วมการสัมมนา ที่ตึก Charlemagne ณ กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมฟังจำนวนมากและมีคำถามหลายคำถามที่ทางคณะกรรมาธิการยุโรปต้องนำกลับไปพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปต่อไปเช่นกัน รายละเอียดการสัมมนาโปรดติดตามดังนี้

1. การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบ REACH

- แม้ระเบียบ REACH จะเป็นระเบียบที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งภาคอุตสาหกรรมภายใน EU และในประเทศที่สามว่าปฏิบัติได้ยากและเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ก็ตาม วิทยากรซึ่งเป็นผู้แทนจากคณะกรรมาธิการยุโรป (Commission) ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านบริษัทและอุตสาหกรรม (DG for Enterprise and Industry) ด้านสิ่งแวดล้อม (DG Environment) และศูนย์วิจัยร่วม (Joint Research Centre) ต่างเดินหน้าเตรียมพร้อมการดำเนินการของระเบียบ REACH ซึ่งคาดว่าจะประกาศเป็นระเบียบ EU อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนเมษายน 2550

- การเตรียมความพร้อมประการหนึ่งต่อระเบียบ REACH ที่ฝ่าย Commission ได้ดำเนินการมาแล้วก็คือการดำเนินโครงการ REACH Implementation Projects (RIPs) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะเตรียมการให้ระเบียบ REACH สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น โดยโครงการที่สำคัญได้แก่
(1) การจัดทำ Flowchart ขั้นตอนในการปฏิบัติตามระเบียบ REACH (RIP 1)
(2) โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศที่เรียกว่า IUCLID 5 ที่จะอำนวยความสะดวกในการส่งแฟ้มข้อมูล (dossier) สำหรับการจดทะเบียนสารเคมี ไปยังหน่วยงานกลางที่จะบริหารจัดการฐานข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีที่กรุงเฮลซิงกิ (The European Chemicals Agency: ECHA) (RIP 2)
(3) การจัดทำคู่มือ (Guidance) สำหรับภาคธุรกิจ โดยวิทยากรได้เน้นว่าจะเป็นคู่มือที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายโดยไม่ละทิ้งรายละเอียดทางเทคนิคที่จำเป็นบางประการ ซึ่งการจัดทำคู่มือสำหรับภาคธุรกิจคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงกลางปีหน้า (RIP 3)
(4) การจัดทำคู่มือสำหรับหน่วยงานรับผิดชอบในประเทศสมาชิก EU (RIP 4)
(5) การจัดตั้งหน่วยงาน ECHA (RIP 5/6)

- ข้อกังวลจากภาคเอกชน ในช่วงก่อนการสัมมนาผู้แทนจาก UNICE ซึ่งเป็นสมาพันธ์ธุรกิจของยุโรปได้พูดถึงระเบียบ REACH โดยให้ข้อสังเกตว่า
(1) การจัดทำระเบียบ REACH และการจัดทำโครงการดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อม (RIPs) ได้เปิดโอกาสให้มีผู้มีส่วนร่วมให้ความคิดเห็นในวงจำกัด
(2) การอำนวยความสะดวกเมื่อระเบียบ REACH มีผลบังคับใช้จะต้องใช้เครื่องมือสารสนเทศ และการจัดทำคู่มือสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่สามารถเข้าใจได้ง่าย และน่าจะเสร็จสิ้นพร้อมๆ กับการรับรองระเบียบ REACH แต่ความจริงคือโครงการ RIP บางประการยังไม่แล้วเสร็จแม้ว่าจะมีการรับรองระเบียบ REACH แล้วก็ตาม

2. การเตรียมความพร้อมสำหรับภาคธุรกิจ

การดำเนินการตามระเบียบ REACH อย่างสมบูรณ์น่าจะมีขึ้นภายในช่วงกลางปี 2551 คือ 1 ปีภายหลังการรับรองระเบียบ REACH อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนโดยเฉพาะ SMEs ควรต้องเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่บัดนี้ การเตรียมความพร้อมขึ้นอยู่กับบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เนื่องจากมีข้อปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่างผู้ผลิตสารเคมี (Manufacturer) ผู้นำเข้าสารเคมีใน EU (Importer) และผู้ใช้สารเคมี (Downstream Users หรือ DUs) ซึ่งในระหว่างการสัมมนาดังกล่าว ได้แบ่งการบรรยายออกเป็นหัวข้อหลักๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่
(1) สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมการเพื่อรับมือกับระเบียบ REACH รวมทั้ง กำหนดเวลาสำหรับขั้นตอนต่างๆ
(2) ภาพรวมของโครงการ RIPs โดยอธิบายเนื้อหาของโครงการ การจัดการ และ การเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมโครงการดังกล่าว
(3) การจัดทำรายงานเพื่อแสดงความปลอดภัยของสารเคมี (CSR) ซึ่งเป็น ขั้นตอนสำคัญของการจดทะเบียนสารเคมี
(4) การมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมใน RIPs
(5) การจัดทำแฟ้มการจดทะเบียน (Registration dossier) โดยใช้ ฐานข้อมูล IUCLID 5
(6) บทบาทของผู้ใช้สารเคมี (DUs) ในระเบียบ REACH
(7) คู่มือ (Guidance) เกี่ยวกับสารเคมีในผลิตภัณฑ์
(8) คู่มือสำหรับภาคอุตสาหกรรม
(9) กระบวนการขออนุญาตการใช้สารเคมีบางประเภท
(10) ภาคอุตสาหกรรมควรเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพื่อรับมือกับระเบียบ REACH

สามารถดูรายละเอียดการนำเสนอข้อมูลของวิทยากรในแต่ละหัวข้อได้ที่นี่

3. สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมการเพื่อรับมือกับระเบียบ REACH

- ขั้นตอนที่สำคัญมีดังนี้
(1) เริ่มวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีที่บริษัทของท่านใช้อยู่ และตรวจสอบดูว่าการใช้สารเคมีเหล่านั้นต้องดำเนินการตามข้อบังคับในระเบียบ REACH อย่างไรบ้าง
(2) ศึกษาว่าบทบาทของบริษัทของท่านในห่วงโซ่การผลิตอยู่ที่ใด (เป็นผู้ผลิตสารเคมี ผู้นำเข้า หรือผู้ใช้สารเคมี) ต้องดำเนินการอย่างไรบ้างตามระเบียบ REACH และมีกำหนดเวลาของแต่ละขั้นตอนอย่างไร

- การดำเนินการตามระเบียบ REACH ครอบคลุมทั้งในด้านการผลิตสารเคมี การนำเข้าสารเคมีในตลาด EU และการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต แต่มีข้อยกเว้นสำหรับสารเคมี และการใช้สารเคมีบางชนิด รายละเอียดแต่ละขั้นตอนจะชี้แจงในลำดับถัดไป

4. การจดทะเบียนสาร (Registration) ทำอย่างไร

- หากท่านเป็นผู้ผลิตสารเคมี หรือผู้นำเข้าสารเคมีในตลาด EU บทบาทสำคัญคือ การจดทะเบียนสาร (Registration) สำหรับสารเคมีทุกชนิดที่มีการนำเข้าใน EU ตั้งแต่ 1 ตันต่อปีขึ้นไป และจัดทำข้อมูลเป็นแฟ้มข้อมูลเทคนิค (Technical Dossier)

- หากผลิตหรือนำเข้าสารเคมีทุกชนิดใน EU ตั้งแต่ 10 ตันต่อปีขึ้นไปต้องจัดทำรายงานความปลอดภัยของการใช้สารเคมี (Chemical Safety Report หรือ CSR) หากไม่มีข้อมูลเพียงพออาจต้องมีการทดสอบความปลอดภัยการใช้สารเคมี โดยอาจใช้วิธีแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing) หรือใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลในเวทีการแลกแปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมี (Substance Information Exchange Forum หรือ SIEF)

- ระยะเวลาในการจดทะเบียน แบ่งเป็น
(1) การจดทะเบียนสารใหม่ (non phase-in substances) สำหรับสารเคมีที่ไม่เคยมีการจดทะเบียนและไม่อยู่ในบัญชี EINECS (European Inventory of Existing Commercial Chemical Substances) ต้องจดทะเบียนก่อนวางจำหน่ายสารเคมีในท้องตลาด
(2) การจดทะเบียนสารที่มีอยู่เดิม (phase-in substances) ใช้การจดทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registration) โดยให้จดทะเบียนภายใน 12-18 เดือนภายหลัง REACH มีผลบังคับใช้ (ช่วง เม.ย. 2550 – ต.ค. 2551 ซึ่งถือเป็นระยะเปลี่ยนผ่าน) โดย ECHA จะเป็นผู้เผยแพร่รายชื่อสารดังกล่าว ซึ่งระยะเวลาสำหรับ Pre-registration จะมีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มสารเคมี ขึ้นอยู่กับปริมาณ (ตัน) ของการผลิตหรือนำเข้า (ระยะเวลาการจดทะเบียนล่วงหน้าดูได้ที่ slide ที่ 9 ของ http://ec.europa.eu/enterprise/reach/docs/events/1_industry_obligations_ol2.pdf ซึ่งสรุปได้ว่าสารที่ควรระมัดระวังอย่างสูง (Substances of Very High Concern หรือ SVHC) จะต้องจดทะเบียนเป็นลำดับแรก หากจะนับเวลาตั้งแต่ระเบียบ REACH มีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2550 สารที่ต้องจดทะเบียนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคม 2551 ได้แก่ (1) สารที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ตั้งแต่ 1,000 ตันต่อปีขึ้นไป (2) สารที่เป็น CMR (Carcinogen, Mutagenic, Reprotoxic) ที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ตั้งแต่ 1 ตันต่อปีขึ้นไป (3) สารที่เป็น PBT (bioaccumulative and toxic) หรือ vPvB (very Persistent and very bioaccumulative) ที่ผลิตหรือนำเข้าใน EU ตั้งแต่ 100 ตันต่อปีขึ้นไป

- หลังจากนั้น ภายในปี 2553 สารเคมีที่เป็น phase-in substance ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม SVHC ข้างต้น ที่ผลิต/นำเข้าใน EU ระหว่าง 100 – 1000 ตันต่อปีจะต้องได้รับการจดทะเบียน และภายในปี 2561 สารเคมีที่ผลิต/นำเข้าใน EU ตั้งแต่ 1 ตันต่อปีขึ้นไปต้องได้รับการจดทะเบียน

- ในการจดทะเบียน ผู้ผลิต/ผู้นำเข้าอาจร่วมกันยื่นขอจดทะเบียน (Joint submission) สำหรับสารเคมีชนิดหนึ่งพร้อมกันได้ โดยจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการทดสอบสารและจัดหาข้อมูลสำหรับการขอจดทะเบียน

5. การประเมินสารเคมี (Evaluation) คืออะไร

- การประเมินสารเคมีมี 2 แบบ โดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ได้แก่

1. การประเมินแฟ้มข้อมูล (Dossier Evaluation) โดย ECHA จะเป็นผู้ตรวจสอบว่า (1) แฟ้มข้อมูลที่ใช้ในการจดทะเบียนมีความครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นไปตามข้อบังคับในระเบียบ REACH หรือไม่ และ (2) ตรวจสอบข้อเสนอในการทดลองสารเคมี เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทดลองในสัตว์โดยไม่จำเป็น หรือมีการทดลองซ้ำซ้อนกัน

2. การประเมินสารเคมี (Substance Evaluation) โดย ECHA จะเป็นผู้ประสานกับหน่วยงานรับผิดชอบของประเทศสมาชิกหากมีข้อสงสัยว่าสารเคมีนั้นๆ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อมโดยจะขอข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีเพิ่มเติมจากภาคอุตสาหกรรม

- การประเมินสารเคมีอาจนำไปสู่การอนุญาตให้ใช้สารเคมีหรือการจำกัดการใช้สารเคมีแล้วแต่กรณี

6. การอนุญาตการผลิต/ใช้สารเคมี (Authorisation) คืออะไร

- การอนุญาตการผลิต/ใช้สารเคมี มีวัตถุประสงค์เพื่อรับประกันว่าความเสี่ยงที่เกิดจากสาร SVHC ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสมและจะมีการใช้สารทดแทนหากเป็นไปได้ทางเทคนิคและสอดคล้องกับต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรายชื่อสารที่จะต้องได้รับการอนุญาตจะปรากฏใน Annex XIV ของระเบียบ REACH ซึ่งเป็นสารเคมีที่ควรระมัดระวังอย่างสูง (SVHC) เท่านั้น

- สิ่งที่จะต้องพิจารณาคือ (1) SVHC คือสารชนิดใดบ้าง (2) กำหนดเวลาสิ้นสุด (sunset date) ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าการผลิตและการใช้สารเคมีที่จะต้องได้รับการอนุญาตก่อนคือเมื่อไหร่ (ก่อนถึง sunset date ยังสามารถผลิตและใช้สารเคมีดังกล่าวได้อยู่) โดย ECHA จะเป็นผู้เผยแพร่รายชื่อสารเคมีที่อยู่ในข่ายนี้ (3) การอนุญาตจะเจาะจงว่าสารเคมีดังกล่าวสามารถนำไปใช้เพื่อการใด (specific use) และ (4) ผู้ใช้สารเคมี (DUs) สามารถใช้สารเคมีที่ได้รับอนุญาตแล้วโดยผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานซึ่งเป็นผู้ขออนุญาตจะเป็นผู้แจ้งให้ทราบ ดังนั้น ภาคเอกชนอาจเตรียมการในเรื่องนี้โดยพิจารณาว่าสารเคมีที่ผลิตหรือใช้อยู่เป็นสารที่อยู่ในข่าย SVHC หรือไม่เพื่อเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบ REACH ต่อไป

- SVHC ประกอบด้วย (1) สาร CMR (2) สาร PBT (Persistent, bioaccumulative and toxic substances) และ (3) สาร vPvB (ซึ่งมีคุณสมบัติตาม Annex XIII) นอกจากนี้ยังรวมถึงสารที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าก่อให้เกิดความเสี่ยงในระดับใกล้เคียงกับสาร 3 ประเภทข้างต้นด้วย

- ขั้นตอนกระบวนการขออนุญาต (Authorisation procedure) อาจแบ่งคร่าวๆ เป็น 2 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 ECHA รวบรวมรายชื่อสารเคมีที่ต้องได้รับอนุญาต (candidate list) ลงใน Annex XIV ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอาจให้ข้อคิดเห็นได้ โดยรายละเอียดที่จะปรากฏใน Annex XIV ได้แก่ (1) รายละเอียดที่เกี่ยวกับสารเคมี (2) จัดอยู่ใน SVHC ประเภทใด (3) sunset date คือเมื่อไหร่ (4) วันที่ขออนุญาตใช้สารเมื่อใด (จะต้องขออนุญาตอย่างน้อย 18 เดือนก่อน sunset date) (5) กำหนดเวลาในการทบทวนการอนุญาต ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายกรณี (6) การยกเว้นการใช้สารเคมีเป็นกรณีพิเศษหากมีระเบียบ EU ที่ควบคุมการใช้อยู่แล้ว หรือมีเงื่อนไขเฉพาะบางประการ

ผู้ที่สามารถยื่นขออนุญาตการใช้สารเคมีที่เป็น SVHC คือผู้ผลิต ผู้นำเข้า และ/หรือผู้ใช้สารเคมี โดยอาจยื่นขออนุญาตสารเคมีหลายๆ ชนิดพร้อมกัน และขออนุญาตโดยระบุวัตถุประสงค์ในการใช้สารเคมีชนิดนั้นได้หลายอย่าง

การขออนุญาตจะต้องระบุชื่อผู้ขอ สารเคมี วัตถุประสงค์ในการใช้สารเคมี และต้องมีรายงานความปลอดภัยในการใช้สารเคมี (CSR) และบทวิเคราะห์เกี่ยวกับทางเลือกอื่น (อาจเป็นทางเลือกอื่นของสารเคมีหรือเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถใช้แทนสารเคมีนั้นได้) โดยระบุความเสี่ยงและความเป็นไปได้ทางเทคนิคและทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้แล้ว ยังสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องบทวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจและสังคม แผนในการใช้วิธีอื่นทดแทนการใช้สารนั้น

คู่มือที่เกี่ยวกับกระบวนการขออนุญาตจะปรากฏในโครงการ RIP 3.7 การขออนญาตใช้สาร RIP 3.2 วิธีการจัดทำ CSR และ RIP 3.9 วิธีการจัดทำ SEA (การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสังคม) ซึ่งผู้สนใจสามารถดูความคืบหน้าและผลการจัดทำคู่มือดังกล่าวได้ ที่นี่

ขั้นตอนที่ 2 การอนุญาตให้ใช้สารเคมี คณะกรรมาธิการยุโรปจะเป็นผู้ให้อนุญาตหากเห็นว่าความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีนั้นสามารถควบคุมได้อย่างเหมาะสม หรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับมีมากกว่าความเสี่ยงจากการใช้สารนั้น หรือยังไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมทางเทคนิคหรือทางเศรษฐกิจที่จะสามารถใช้ทดแทนสารนั้นได้ ซึ่งการให้อนุญาตจะระบุว่า ใครได้รับอนุญาต สารเคมีที่ได้รับอนุญาตคือสารใด ใช้ในวัตถุประสงค์ด้านใด มีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง ระยะเวลาในการทบทวนการให้อนุญาตคือเมื่อใด รวมทั้งข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หากผู้ใช้สารเคมี (DUs) จะนำสารเคมีที่ได้รับอนุญาตไปใช้ก็จะต้องแจ้ง (notify) ต่อ ECHA ว่าจะใช้สารเคมีชนิดนั้น และต้องใช้สารให้ตรงกับวัตถุประสงค์การใช้งานที่ได้รับอนุญาตด้วย

การทบทวนคำอนุญาต ผู้ที่ได้รับอนุญาตการผลิตหรือใช้สารเคมี จะต้องยื่นรายงานทบทวนการขออนุญาตอย่างน้อย 18 เดือนก่อนที่ระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตจะสิ้นสุดซึ่งจะระบุเป็นรายกรณีในตอนที่คณะกรรมาธิการยุโรปให้อนุญาต อย่างไรก็ดีการอนุญาตอาจได้รับการทบทวนในช่วงใดก็ได้หากมีการเปลี่ยนแปลงด้านผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมจากการผลิต/ใช้สารเคมีชนิดนั้น หรือมีข้อมูลทางเลือกอื่นเกิดขึ้น หรือมาตรฐานการควบคุมความเสี่ยงต่อสภาพแวดล้อมไม่เป็นไปตามที่แจ้งไว้

7. การควบคุมการรั่วไหลออกมาปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม (Exposure Scenarios หรือ ES) มีความสำคัญอย่างไร

- หลักการ ES มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมโดยการวางหลักเกณฑ์ให้ผู้ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตทราบ และควบคุมความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีนั้น

- หลักเกณฑ์การใช้สารเคมีประกอบด้วย เงื่อนไขการใช้สารเคมีและมาตรการในการควบคุมความเสี่ยงในระหว่างการนำสารเคมีไปผ่านกระบวนการผลิต รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซพิษจากสารเคมีนั้น อุปกรณ์ป้องกันสำหรับผู้ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นต้น ซึ่งผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสารเคมีจะต้องให้ข้อมูลเรื่อง ES เป็น Annex แนบไปกับ Safety Data Sheet เพื่อส่งให้ผู้ใช้สารเคมีในลำดับถัดไป

- หากเป็นผู้ใช้สารเคมี (DUs) จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและมาตรการในการควบคุมความเสี่ยงตามที่ระบุใน Annex ของ Safety Data Sheet หากว่าจะใช้สารเคมีนอกเหนือจากเงื่อนไขที่ผู้ผลิต/ผู้นำเข้าได้ระบุไว้ก็จะต้องแจ้งต่อผู้จัดจำหน่ายสารเคมีชนิดนั้น หรืออาจจัดทำการประเมินความปลอดภัยของสารเคมี (Chemical Safety Assessment หรือ CSA) ด้วยตัวเอง หรือดำเนินการควบคุม ES จากการประเมินความปลอดภัยของตนเอง หรือรายงานต่อ ECHA ในการใช้สารนอกเงื่อนไขนั้น

- คู่มือที่เกี่ยวกับการควบคุม ES ปรากฏใน RIP 3.2 และ RIP 3.5

8. หากท่านเป็นผู้ใช้สารเคมี (DUs) ต้องทำอย่างไรบ้าง

- DUs หมายความถึงผู้ใช้สารเคมี โดยไม่ได้เป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า (แต่บางกรณี DUs อาจเป็นผู้นำเข้าสารเคมีด้วย) ผู้ที่นำสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์มาผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโดยใช้สารเคมี หรือผู้ใช้สารเคมีในวิชาชีพ โดยไม่รวมถึงผู้จัดจำหน่าย สารเคมี (Distributors, Retailers) และผู้บริโภค

- ขั้นตอนแรกของ DUs คือ ดูว่าท่านได้รับ Safety Data Sheets (SDS) หรือไม่ หากไม่ได้รับ ถือว่ามีข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบ REACH น้อย หากได้รับ SDS ก็จะต้องมีมาตรการในการจัดการสารเคมีตามที่ระบุไว้ใน SDS โดยการควบคุมความเสี่ยงตามที่ปรากฏใน Annex ของ SDS

- DUs มีสิทธิที่จะ (1) แจ้งให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสารเคมีทราบว่าจะนำสารเคมีไปใช้ทำอะไร (2) สามารถทำการประเมินความปลอดภัยของการใช้สารเคมี (Chemical Safety Assessment หรือ CSA) ได้โดยตรงหากมีความจำเป็นในการรักษาความลับทางธุรกิจ และ (3) เข้าร่วมใน SIEF (Substance Information Exchange Forum)

- DUs มีหน้าที่จะต้องแจ้งข้อมูลแก่ผู้ใช้สารเคมีลำดับถัดไปในห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวกับความเป็นอันตรายของสารเคมี มาตรการควบคุมความเสี่ยง และแจ้งให้ผู้บริโภคทราบในการควบคุมความเสี่ยงนั้น

- คู่มือสำหรับ DUs ปรากฏใน RIP 3.5 ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในช่วงกรกฎาคม 2550

9. ทำอย่างไรกับสารเคมีในผลิตภัณฑ์ (Substances in Articles)

- สารเคมีในผลิตภัณฑ์ (เช่น ในสินค้าอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ สิ่งทอ ชิปอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น) จะต้องถูกจดทะเบียน (Registration) หากว่า (1) สารเคมีในผลิตภัณฑ์นั้นจะรั่วไหลออกมาปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม (Exposure) ในระหว่างการใช้งานปกติ (2) สารเคมีนั้นได้รับการบรรจุในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายใน EU มากกว่า 1 ตันต่อปี และจะต้องมีการแจ้งเตือน (Notification) หากว่า (1) สารเคมีนั้นอยู่ใน “candidate list” ที่ต้องได้รับการอนุญาตก่อนใช้ (สารที่ควรระมัดระวังอย่างสูงหรือ SVHC) (2) สารเคมีนั้นถือเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์มากกว่า 0.1% ของน้ำหนักผลิตภัณฑ์ และ (3) สารเคมีถูกบรรจุอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายใน EU มากกว่า 1 ตันต่อปี โดยมีข้อยกเว้นไม่ต้องมีการแจ้งเตือนหากว่าสารเคมีนั้นจะไม่มีการรั่วไหลออกมาปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม (Exposure) และจะต้องแจ้งเตือนภายใน 42 เดือนหลังจากที่ระเบียบ REACH มีผลบังคับใช้ หรือ 6 เดือนภายหลังจากที่สารนั้นอยู่ใน candidate list

- คู่มือที่เกี่ยวกับสารเคมีในผลิตภัณฑ์จะอยู่ใน RIP 3.8 ซึ่งเสร็จสิ้นแล้ว สามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่ ในส่วนที่เป็น RIP – Guidance & Tools Development

- สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ
(1) ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าใน EU เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบ REACH หรือไม่ (ดูประเภทสาร ปริมาณการนำเข้า เป็นต้น)
(2) จัดทำรายชื่อสารเคมีที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ ตรวจสอบว่าสารเคมีได้รับการจดทะเบียนแล้วหรือไม่ สารเคมีนั้นจะรั่วไหลออกมาปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมในระหว่างการใช้งานปกติหรือไม่ มี SVHC อยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นหรือไม่ ปริมาณน้ำหนักเท่าใด
(3) พิจารณาคู่มือที่อยู่ใน RIP 3.8 และให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานลำดับถัดไป
สรุป


การเตรียมการรับมือกับระเบียบ REACH สำหรับผู้ประกอบการควรดำเนินการดังนี้

1. พิจารณาบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน ว่าเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้าสารเคมีในตลาด EU หรือผู้ใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์ที่จะนำเข้าใน EU ทั้งนี้ ผู้ผลิต และผู้นำเข้าสารเคมีในตลาด EU จะมีข้อบังคับมากกว่า ขึ้นอยู่กับความเป็นอันตรายของสาร ความเสี่ยงของการผลิต/ใช้สารเคมี และปริมาณการผลิต/การนำเข้า

2. ผู้ผลิต/ผู้นำเข้าใน EU ต้อง (1) จัดทำ Technical dossier หากผลิต/นำเข้าสารเคมีตั้งแต่ 1 ตันขึ้นไปใน EU (2) จัดทำ Chemical Safety Report (CSR) หากผลิต/นำเข้าสารเคมีตั้งแต่ 10 ตันขึ้นไปใน EU ตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ แล้วแต่ประเภทและปริมาณการผลิต/นำเข้าใน EU

3. หารือกับผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ผู้ผลิต – ผู้นำเข้าใน EU - ผู้ใช้สารเคมีในการผลิต เพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน

4. ติดตามดูคู่มือในการดำเนินการตามระเบียบ REACH ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปจะออกมาเป็นระยะๆ จนกระทั่งตุลาคม 2550 ได้ที่ http://ecb.jrc.it/REACH/ นอกจากนี้ จะมีการจัดทำ website ที่รวบรวมคู่มือทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน (อยู่ในระหว่างการจัดทำ)

5. หากต้องการจดทะเบียนสารเคมี ควรศึกษาระบบฐานข้อมูล IUCLID 5 ซึ่งจะเป็นระบบฐานข้อมูลในการยื่นขอจดทะเบียน (Registration dossiers) รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล (data sharing) โดย ECHA จะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการฐานข้อมูลดังกล่าว

ข้อสังเกต

1. แม้ว่าผู้ใช้สารเคมี (DUs) จะมีภาระและค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามระเบียบ REACH น้อยกว่าผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสารเคมีใน EU แต่ยังไม่สามารถมีหลักประกันได้ว่าผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าฯ จะผลักค่าใช้จ่ายบางส่วนให้แก่ DUs หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกสอบถามในระหว่างการสัมมนาดังกล่าวเช่นกัน

2. ผลิตภัณฑ์ที่ประสงค์จะนำเข้าใน EU ที่มีส่วนประกอบเป็นสารเคมีตั้งแต่ 1 ตันต่อปีขึ้นไป อาจมีแนวโน้มว่าต้องใช้สารเคมีที่ผลิตโดยผู้ผลิตใน EU ซึ่งจดทะเบียนสารเคมีชนิดนั้นแล้ว และอาจทำให้ผู้ประกอบการของไทยมีทางเลือกน้อยลงในการใช้สารเคมีจากแหล่งผลิตอื่น

3. แม้ว่าระเบียบ REACH จะมีจุดมุ่งหมายที่ดีในการคุ้มครองสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมแต่เป็นระเบียบที่มีความซับซ้อนมาก และเกี่ยวพันกับทุกหน่วยการผลิตที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีและมีหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการทั้งใน EU และประเทศที่สาม ดังนั้น ผู้ประกอบการที่สามารถเตรียมพร้อมรับมือแต่เนิ่นๆ และทำความเข้าใจกับระเบียบ REACH ได้อย่างทันท่วงทีจะมีความได้เปรียบ

4. ระเบียบ REACH จะมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนเมษายน 2550 และจะมีช่วงระยะเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 12 เดือนหลังจากระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ รวมทั้งการจัดตั้ง ECHA ด้วย อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการของไทย โดยเฉพาะ SMEs ควรเตรียมรับมือกับระเบียบ REACH แต่เนิ่นๆ โดยการปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างกันเพื่อลดผลกระทบในการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในข่ายระเบียบ REACH มายังตลาด EU ต่อไป โดยคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปจะนำผลความคืบหน้าเกี่ยวกับระเบียบ REACH มานำเสนอเป็นระยะๆ ให้ทราบต่อไป

หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ REACH ได้ ที่นี่และที่นี่ในส่วน REACH Watch


Related Items:

  1. Only Representatives อีกหนึ่งปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบ REACH
  2. REACH – แนวคิดและแนวปฏิบัติของภาคเอกชนในยุโรป
  3. REACH ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่า charges อื่นๆ
  4. กฎระเบียบการนำเข้าสินค้าอาหารของสหราชอาณาจักร
  5. กฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดตั้งธุรกิจสปาและนวดแผนไทยในสหราชอาณาจักร
Last Updated ( Wednesday, 15 November 2006 )
 

ระเบียบสินค้าอุตสาหกรรม

ระเบียบด้านมาตรฐานความปลอดภัย

ระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

ระเบียบ RoHS และ WEEE

ระเบียบ Eco-Design

REACH

REACH

 

ปฎิทินธุรกิจ/กิจกรรม

29 Nov  ::  European Higher Education Fair 2008
2 Dec  ::  Seminar: Plastics Packaging & Shelf Life
15 Jan  ::  World Tapioca Conference 2009

 

ThaiEurope

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

.