จับตาดูนโยบายนวัตกรรมทิศทางใหม่ของอียูภายใต้การนำของฟินแลนด์ Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Monday, 24 July 2006

การกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรมเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ฟินแลนด์ ประธานสหภาพยุโรปในวาระปัจจุบันให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่กำลังท้าทายเศรษฐกิจยุโรป ทางฟินแลนด์จึงเร่งระดมความคิด ปรับปรุงยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมตามของยุทธศาสตร์ลิสบอน และมีเป้าหมายที่จะให้คณะมนตรียุโรปรับรองยุทธศาสตร์แผนใหม่ภายในสิ้นปีนี้ ทางทีมงานไทยยุโรป.เน็ตจึงอาสาติดตามความคืบหน้าและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง

แม้สหภาพยุโรปจะได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเร่งสร้างนวัตกรรมตั้งแต่ปีค.ศ. 2000 ตามประกาศยุทธศาสตร์ลิสบอน เพื่อให้สหภาพยุโรปเป็นเขตเศรษฐกิจมีพลวัตรมากที่สุดและมีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดภายในปีค.ศ. 2010 ทว่า ในปัจจุบัน ภาพรวมทางเศรษฐกิจของยุโรปกลับยังไม่ดีเท่าที่ควร อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปในปีที่แล้วอยู่ที่ 1.7% น้อยกว่าสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น (1)

ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งได้ถูก World Economic Forum จัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลก (2) สืบเนื่องจากความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง ได้เข้ารับตำแหน่งประธานสหภาพยุโรปในวาระปัจจุบัน (กรกฎาคม – ธันวาคม ค.ศ. 2006) จึงได้ตั้งเป้าที่จะถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จให้แก่ประเทศสมาชิกยุโรปประเทศอื่น ด้วยการทำการศึกษาวิจัยยุทธศาสตร์ของประเทศตนและนำมาปรับใช้ในระดับยุโรปต่อไป

เพื่อการนี้ ฟินแลนด์จึงเสนอรายงาน ‘Demand as a driver of innovation – towards a more effective European innovation policy’ และจัดให้มีการระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นจากทางการสหภาพยุโรป ประเทศสมาชิก ภาคเอกชน และฝ่ายวิชาการ

การประชุมครั้งแรกจัดขึ้นในวันที่ 10 -11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่เมือง Jyvaskyla โดยมีกรรมาธิการยุโรปด้านตลาดร่วมยุโรป ด้านอุตสาหกรรม และด้านการวิจัย รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการวิจัยของประเทศสมาชิก นักธุรกิจชั้นนำ เช่น นาย Jorma Ollila ประธานบริษัท Nokia กลุ่ม think tanks เช่น นาย Esko Aho และภาควิชาการ เช่น ศาสตราจารย์ Gordon Murray แห่ง LSE เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการสร้างนวัตกรรมในทิศทางใหม่ตามที่ปรากฏในรายงานและความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติจริงในแต่ละประเทศสมาชิกต่อไป

หลังจากการประชุมดังกล่าวแล้ว คณะกรรมาธิการยุโรปจะทำการออก Communication Strategy ภายในเดือนกันยายน ศกนี้ และจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะมนตรียุโรปในเดือนธันวาคม เพื่อผ่านการรับรองต่อไป

รายงานฉบับดังกล่าวได้นำเสนอยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมในทิศทางใหม่ดังต่อไปนี้

ทำไมยุโรปต้องมียุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมในทิศทางใหม่
จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่ากระแสโลกภิวัตน์ ทั้งจากการแข่งขันในหมู่ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ เช่น สหรัฐฯและญี่ปุ่น และจากแรงกดดันจากประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น จีนและอินเดีย กำลังท้าทายเศรษฐกิจของยุโรปอย่างหนักหน่วง สหภาพยุโรปเล็งเห็นว่า หนึ่งในวิธีที่จะรับมือกับกระแสดังกล่าวได้นั้นคือการสร้างนวัตกรรม เพราะการสร้างนวัตกรรมจะช่วยให้ยุโรปสามารถสร้างตลาดใหม่ๆ พร้อมกับรักษาตลาดเก่าไว้ได้ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของกระแสเศรษฐกิจโลกหมายความว่าหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นเรื่อยๆคือ ความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวให้เข้ากับกระแสนิยมและความต้องการของลูกค้า หรืออาจกล่าวได้ว่า ภาคอุปสงค์ (demand side) มีอิทธิพลอย่างมากต่อความสำเร็จเศรษฐกิจของประเทศนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มาตรการของสหภาพยุโรปตามที่ปรากฏในยุทธศาสตร์ลิสบอนนั้น กลับมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาภาคอุปทาน (supply side) มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าให้ประเทศสมาชิกใช้งบประมาณจำนวน 3% ของ GDP ในการทำวิจัย หรือการปฏิรูปการศึกษา ดังนั้น รายงานฉบับนี้จึงเสนอว่า นอกจากการเสริมความแข็งแกร่งในด้านอุปทางแล้ว สหภาพยุโรปจึงควรมีขยายขอบเขตยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมให้ครอบคลุมถึงภาคอุปสงค์ และดำเนินการทั้งสองด้านไปพร้อมๆกัน

สาระสำคัญของการสร้างนวัตกรรมในมุมมองใหม่
เพื่อการบูรณาการภาคอุปสงค์เข้ามาในยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรม รายงาน ‘Demand as a driver of innovation’ จึงได้เสนอแนวทางว่าควรจะมีมาตรการและการปฏิบัติต่างๆ ซึ่งอาจสรุปได้ดังต่อไปนี้

1 การใช้กฎระเบียบ/กฎหมายเพื่อสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม
  • เร่งสร้างตลาดร่วมยุโรปอย่างสมบูรณ์: ในยุโรป แต่ละประเทศสมาชิกยังคงมีกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนที่แตกต่างกันอยู่ ทำให้ตลาดร่วมยุโรปไม่อาจบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง ทำให้ภาคธุรกิจไม่สามารถได้รับผลประโยชน์จาก economies of scale ได้ ดังนั้น จึงควรเร่งบังคับใช้ระเบียบเรื่องตลาดร่วมยุโรปให้เป็นผลอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็น การรับรองระเบียบเรื่องการบริการ (Service regulations) และข้อเสนอให้ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (Better Regulation initiatives) เป็นต้น
  • พัฒนาระบบการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา: การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างนวัตกรรม จึงควรมีการพัฒนากฎหมายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ถึงสิทธิที่พึงได้รับจากกฎหมายดังกล่าว การลดต้นทุนการจดทะเบียน การทำให้กระบวนการฟ้องร้องมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และการออกแบบให้ระบบการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อสิ่งประดิษฐ์ การออกแบบ และเครื่องหมายการค้าที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง และไม่เกื้อหนุนสิ่งประดิษฐ์ธรรมดาๆ ปราศจากความสร้างสรรค์
  • ตั้งมาตรฐานที่สูงเอาไว้: ตามปกติแล้ว สินค้าและบริการนวัตกรรมมักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งก่อนที่นวัตกรรมจะติดตลาดและเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค หากภาครัฐมีการตั้งมาตรฐานสินค้าและบริการในด้านของคุณภาพ ไว้สูง จะเป็นการบังคับในทางอ้อมให้ผู้บริโภคต้องมีความต้องการในนวัตกรรมดังกล่าวนั้นเอง

    2. การบริการของภาครัฐ
  • การเปิดเสรีของงานบริการของภาครัฐ: ในประเทศยุโรปหลายๆประเทศ สัดส่วนของการบริการของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข การศึกษา ระบบขนส่งมวลชน และสาธารณูปโภคพื้นฐานนั้น คิดเป็นมูลค่าจำนวนมากของเศรษฐกิจของประเทศ ทว่า การบริการส่วนใหญ่ผูกขาดโดยภาครัฐ ไม่มีการเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี ผู้ปฏิบัติจึงไม่เห็นความสำคัญของการสร้างนวัตกรรม ดังนั้น หากเปิดให้มีการเข้าประมูลงานบริการหรือเปิดเสรีตลาดดังกล่าว (เช่น แปรรูปให้เป็นของเอกชน) โดยที่ทางรัฐยังคงตั้งระดับมาตรฐานในการบริการและความรับผิดชอบต่อสังคมเอาไว้ จะก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติต้องปรับปรุงการบริการของตนให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และเป็นที่ดึงดูดต่อประชาชน
  • ภาครัฐเป็นผู้จัดซื้อที่ชาญฉลาด: เมื่อภาครัฐเข้าไปมีความเกี่ยวข้องกับตลาด ไม่ว่าจะเปิดประมูล จัดซื้อสินค้าและบริการ ทางการจำเป็นต้องเป็นผู้จัดซื้อที่มีความชาญฉลาด มีความเข้าใจต้องการสินค้าและบริการที่มีความซับซ้อนก้าวหน้า เช่น การตั้งระบบบริการ e-service ต่างๆ ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเป็นการกระตุ้นยอดอุปสงค์โดยรวม

    3. การสนับสนุนภาคการวิจัย
  • เป็นที่ตระหนักกันโดยทั่วไปว่า การวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์นวัตกรรม ภาครัฐจึงควรช่วยนำความคิดสร้างสรรค์ในสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัยมาสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นการช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาควิจัยและภาคธุรกิจ หรือการให้แรงจูงใจที่จะนำความคิดสร้างสรรค์ออกสู่ตลาด โดยภาครัฐอาจดำเนินการดังต่อไปนี้
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาควิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม: ด้วยการให้สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยมีอิสระและความคล่องตัวสูงที่จะทำการเสี่ยงใดๆ หาทุนสนับสนุนวิจัยและความร่วมมือจากองค์กรภายนอก รวมไปถึงให้นักวิจัยมีอิสระที่จะออกไปทำวิจัยให้องค์กรในภาคอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนเข้ามาลงทุนในภาควิจัย
  • สร้าง “ตลาดร่วมวิจัยยุโรป”: หัวใจของการสร้างนวัตกรรมคือ พื้นฐานความสามารถในเชิงวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่ง ดังนั้น เพื่อส่งเสริมความแข็งแกร่งในด้านดังกล่าว สหภาพยุโรปควรจะเร่งสร้าง “ตลาดร่วมวิจัยยุโรป” ให้นักวิจัยมีอิสระที่จะเคลื่อนย้ายไปทั่วยุโรป เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การมีอาชีพที่มีรายได้ดีก็ยังเป็นแรงจูงใจให้คนหันมาประกอบอาชีพทำวิจัยมากยิ่งขึ้นด้วย
  • สนับสนุนการทำ R&D ตามสภาวะทางการตลาด: การสนับสนุนการทำวิจัยภายใต้กรอบ FP7 เป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ลิสบอน ทว่า การอุดหนุนการทำวิจัยนั้นต้องเป็นไปอย่างสอดคล้องกับภาคอุปสงค์ ดังนั้น ภาครัฐจะต้องตั้งเงื่อนไขในการให้ทุนอุดหนุนการทำวิจัยให้ให้ทุนอุดหนุนแต่ละหัวข้อวิจัยที่แตกต่างกันออกไป และสอดคล้องต่อกระแสความต้องการของตลาดและผู้บริโภคในปัจจุบันกาล

    4. การสนับสนุนภาคผู้ประกอบการ
  • ไม่ว่ายุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมจะดีเพียงใด หากปราศจากภาคผู้ประกอบการที่เข้มแข็งแล้ว ยุทธศาสตร์ดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นผล ความท้าทายของสหภาพยุโรปคือจะทำอย่างไรให้ยุโรปมีตลาดที่เอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ตลาดได้จำนวนมากและรวดเร็ว พร้อมๆกับมีการช่วยฟูมฟักให้ธุรกิจเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
  • การช่วยเหลือด้านการเงิน: ปัจจุบัน สหภาพยุโรปมีการให้เงินสนับสนุนสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มตั้งตัว จึงควรมีการให้การสนับสนุนทางการเงินเพื่อช่วยฟูมฟักให้ธุรกิจสร้างนวัตกรรมและสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เช่น การสร้างตลาด risk capital markets ขึ้นมา
  • การช่วยเหลือผ่านทางการบริการภาครัฐ: ภาครัฐควรมีบริการที่ช่วยให้ภาคธุรกิจเข้ามาสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการช่วยชี้ช่องทางการลงทุน หรือให้ข้อมูลทางธุรกิจ โดยเพื่อที่จะสามารถตอบสนองสิ่งแวดล้อมทางการตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาครัฐอาจจำเป็นต้องว่าจ้างให้ทางเอกชนเข้ามาช่วยทำวิจัยข้อมูลและให้บริการดังกล่าว

    ข้อสังเกตต่อรายงานวิจัยดังกล่าว
    อันที่จริงแล้ว แนวคิดที่จะกระตุ้นการสร้างนวัตกรรมผ่านทางด้านอุปสงค์ได้มีมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยเริ่มจากการประชุมสุดยอดที่ Hamption Court เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2005 ที่ให้มีการกระตุ้นยุทธศาสตร์ลิสบอนใหม่ (Re-launching of Lisbon Agenda) ซึ่งมีการให้ทีมของนาย Esko Aho อดีตนายกรัฐมนตรีของฟินแลนด์ ทำการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันและร่างข้อเสนอยุทธศาสตร์การสร้างนวัตกรรมเสียใหม่ ซึ่งในรายงานฉบับดังกล่าว นาย Aho ก็ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญในการเพิ่มมิติด้านอุปสงค์หรือการตลาดเข้าไปในนโยบาย (3)

    ทว่า เมื่อฟินแลนด์เข้ามาเป็นประธานสหภาพยุโรป จึงได้มีความพยายามอย่างจริงจังที่จะแปรเปลี่ยนข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายให้เป็นการปฏิบัติจริง อันเป็นที่มาของรายงายฉบับนี้ ซึ่งจัดเตรียมขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการอภิปรายในประชุมคณะมนตรียุโรปด้านการแข่งขัน

    สาระสำคัญของรายงานฉบับนี้คือ การตระหนักว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้การสร้างนวัตกรรมในยุโรปในปัจจุบันไม่เป็นไปอย่างเท่าที่สหภาพยุโรปประสงค์ให้เป็นนั้น เนื่องจากสินค้าและบริการนวัตกรรมต้องใช้ทุนทำวิจัยและประชาสัมพันธ์สูง ทว่า อาจต้องใช้เวลานานกว่าสินค้าจะติดตลาดและคืนทุน ภาคเอกชนจึงไม่มีแรงจูงใจที่จะสร้างสินค้าและบริการใหม่ๆขึ้นมา

    ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ภาครัฐ ทั้งในระดับสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก จึงจะเข้าแทรกแซงภาคอุปสงค์ทั้งทางตรงและทางอ้อม อันจะเป็นการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจมีแรงจูงใจที่จะผลิตสินค้าและบริการที่มีการสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่สำคัญ การที่ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงภาคอุปสงค์เอง ย่อมก็ทำให้เห็นผลอย่างรวดเร็ว ฉับไวมากกว่าการสนับสนุนแต่ด้านอุปทาน

    การที่ให้ภาครัฐจึงเข้ามารับบทบาทหลักในการเป็นผู้สร้างตลาดที่เหมาะสม คือให้ภาครัฐเข้ามาเป็นลูกค้าหรือเป็นตลาดสั่งซื้อสินค้านวัตกรรมเสียเอง และยังเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของสินค้าและบริการในตลาดให้แก่ภาคเอกชนด้วย อนึ่ง ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปส่วนใหญ่มีระบบเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ งานภาคบริการของรัฐมีมูลค่าจำนวนมากอยู่แล้ว จึงสามารถเป็นตลาดรองรับที่มีขนาดใหญ่ได้ทันที ในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปก็เร่งทำให้ตลาดร่วมยุโรปสมบูรณ์และออกระเบียบกฎเกณฑ์ที่สนับสนุนและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อขยายศักยภาพทางการตลาดที่แท้จริงให้ครอบคลุมถึงประชาชน 450 ล้านคนให้ได้

    ในขณะเดียวกัน รายงานฉบับนี้ก็ไม่ทิ้งมิติในด้านการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ด้านอุปทานหรือการสนับสนุนปัจจัยในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือทางเงินทุนให้แก่การทำวิจัยหรือบริษัทที่สร้างนวัตกรรม หรือการให้ความสนับสนุนด้านกำลังคน ด้วยการเรียกร้องให้มีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของนักวิจัย และให้สถาบันวิจัยต่างๆมีอิสระจะป้อนกำลังคนให้แก่ภาคธุรกิจ ทว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ รายงานฉบับนี้เสนอว่าการสนับสนุนด้านอุปทานนั้น จำเป็นต้องเอาแนวโน้มของตลาดเป็นตัวตั้งว่าควรจะให้การสนับสนุนแก่ใครหรือการวิจัยในเรื่องไหนบ้าง หัวข้อที่จะได้รับเงินอุดหนุนการทำวิจัยจำเป็นต้องเป็นหัวข้อที่มีมูลค่าทางการตลาดและสอดคล้องกับทิศทางแนวโน้มของตลาดนั่นเอง

    ดังนั้น ในยุทธศาสตร์แผนใหม่นี้ ภาครัฐจึงต้องรับบทบาทสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นในยุทธศาสตร์ลิสบอน เพราะความสำคัญของยุทธศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่ว่าใช้งบประมาณสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ใช้งบประมาณอย่างไร เป็นไปเพื่อตอบสนองกับการสร้างนวัตกรรมที่สะท้อนความต้องการของตลาดหรือไม่ และงบประมาณดังกล่าวก็ไม่จำกัดอยู่แค่งบประมาณในการสนับสนุนการทำวิจัย แต่เป็นงบประมาณในด้านการให้บริการของรัฐต่อภาคประชาชนทั้งหมด กล่าวคือ รายงานดังกล่าวได้เรียกร้องให้ภาครัฐทั้งหมดปรับตัวให้ตอบรับต่อกระแสเศรษฐกิจ พร้อมๆกับตระหนักถึงความสำคัญและศักยภาพของตนที่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเสียเอง นอกจากนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าอุปสงค์ที่ภาครัฐกำหนดขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มของอุปทานในตลาด ภาครัฐจึงต้องดึงเอกชนเข้ามาร่วมในงานบริการของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ privatisation หรือ outsourcing ก็ตาม มิเช่นนั้นอุปสงค์ของภาครัฐอาจจะผิดเพี้ยนไปจากสภาวะความต้องการที่แท้จริงของตลาดก็เป็นได้

    รายงานฉบับนี้จึงเป็นการเสนอให้มีการปรับปรุง (หรือ “ยกเครื่อง”) การทำงานของภาครัฐให้มีความสมัยใหม่ มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับทิศทางตลาด ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับหนึ่งในนโยบายหลักที่ฟินแลนด์อาสาจะทำอยู่แล้วในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรป อันได้แก่การยกเครื่องให้การทำงานของสหภาพยุโรปมีประสิทธิภาพ คล่องแคล่ว ทันสมัย ใช้กำลังคนหรืองบประมาณแต่น้อยแต่ให้ผลตอบแทนสูง

    อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าจับตาว่าหากสหภาพยุโรปรับรองยุทธศาสตร์ดังกล่าวจริง จะทำได้ในวงกว้างแค่ไหน เพราะแม้ยุทธศาสตร์การให้ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงภาคอุปสงค์จะช่วยให้ฟินแลนด์ประสบความสำเร็จมาแล้ว แต่ในกรณีของฟินแลนด์นั้น เศรษฐกิจของประเทศมุ่งเน้นไปที่ด้าน ICT เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบริษัท Nokia (มูลค่าการส่งออกของ Nokia คิดเป็น ¼ ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของฟินแลนด์) (4) หากนำยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาใช้ในระดับสหภาพยุโรป จะต้องขยายการแทรกแซงจากภาค ICT เข้าสู่เศรษฐกิจในสาขาอื่นๆด้วย ซึ่งย่อมมีความท้าทายมากกว่าการเข้าแทรกแซงในด้าน ICT ในสาขาเดียว

    นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสนใจว่าการเข้ามาแทรกแซงภาคอุปทานจะมีผลกระทบในระยะยาวและในกรอบของตลาดโลกอย่างไร เพราะทั้งสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกต่างก็เป็นผู้เล่นที่มีนำหนักสำคัญในเศรษฐกิจโลก การให้ภาครัฐเข้ามาเป็นผู้สร้างกระแสอุปสงค์ในวงกว้างนั้น อาจมีผลได้สองด้าน คือ

    ในด้านหนึ่ง จะเป็นการเสริมอิทธิพลให้ทางการยุโรป ซึ่งไม่เพียงแต่สามารถกำหนดมาตรฐานกฎเกณฑ์ของตลาดยุโรปเช่นปัจจุบัน แต่จะมีอิทธิพลที่จะกำหนดแนวโน้มและทิศทางของความต้องการตลาดยุโรป ซึ่งอาจมีผลกระทบไปถึงทิศทางของตลาดโลกในวงกว้างก็เป็นได้ หรือในอีกนัยหนึ่ง สหภาพยุโรปจะเข้ามามีอิทธิพลสำคัญต่อกระแสของตลาดโลกอย่างยิ่งยวด การกำหนดกระแสตลาดของทางการยุโรปก็ต้องย่อมเป็นไปเพื่อเอื้อให้แก่ผู้ประกอบการชาวยุโรป อันจะทำให้ผู้ประกอบการในภูมิภาคอื่นๆเสียเปรียบ และต้องเป็นฝ่ายไล่ตามทิศทางของตลาดยุโรปที่ทางการยุโรปเป็นผู้กำหนดขึ้น

    ทว่าในอีกแง่หนึ่ง การที่ให้ทางการเข้ามาแทรกแซงตลาดก็มีความเสี่ยงที่เป็นการบิดเบือนตลาด ทำให้อุปสงค์ในยุโรปไม่เป็นไปตามธรรมชาติ และไม่สะท้อนตอบรับกับทิศทางของอุปสงค์ตลาดโลก (เพราะแม้จะให้ภาครัฐดึงเอกชนเข้ามาร่วม ทว่าภาครัฐก็ยังคงเป็นผู้เลือกว่าจะดึงเอกชนรายใดและมีกระแสแนวคิดแบบไหน เข้ามาร่วมนั่นเอง) อันอาจทำให้ทิศทางของตลาดยุโรปถูกแยกออกจากกระแสตลาดโลก ซึ่งจะเป็นการลดทอนความสำคัญของเศรษฐกิจยุโรปในเวทีโลกก็เป็นได้

    อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากน้ำหนักของสหภาพยุโรปในเวทีเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีจำนวน GDP มากที่สุดในโลก (5) จึงเป็นไปได้ว่าหากมีการนำยุทธศาสตร์สร้างนวัตกรรมใหม่นี้ไปปรับใช้จริง ผลกระทบที่มีต่อกระแสเศรษฐกิจโลกน่าจะเป็นในข้อแรกมากกว่า

    ทางทีมงานไทยยุโรป.เน็ตจึงจะคอยจับตาดูประเด็นดังกล่าว และนำเสนอความคืบหน้า รวมทั้งผลกระทบที่อาจมีต่อเศรษฐกิจไทยต่อไป

    อ่านรายงาน ‘Demand as a Driver of Innovation – Towards a More Effective European Innovation Policy’ ได้ ที่นี่

    -----------------------------------


    ข้อมูลอ้างอิง
    1. https://www.cia.gov/cia/publications/factbook/index.html
    2. http://www.research.fi/k_kkyky_en.html
    3. http://news.thaieurope.net/content/view/1426/64/
    4. http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2005/07/21/AR2005072102399.html
    5. http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_GDP_%28PPP%29
    Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

    Related Items:

    1. "นวัตกรรม" นำยุโรปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตอนที่ 1
    2. "นวัตกรรม" นำยุโรปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตอนที่ 2 : วิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์
    3. "นวัตกรรม" นำยุโรปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตอนที่ 3 : กรองยุทธศาสตร์สู่ไทย
    4. EU ยังด้อยกว่าสหรัฐฯและญี่ปุ่นในด้านนวัตกรรม
    5. การขยายผลการวิจัยและพัฒนาสู่ภาคการผลิตในสหภาพยุโรป
  • Last Updated ( Friday, 11 August 2006 )
    host by colorpack.net