ชี้แจง REACH: ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องรับมืออย่างไร Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Monday, 24 July 2006

คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้เสนอเอกสารปกขาวว่าด้วยยุทธศาสตร์สำหรับนโยบายด้านเคมีภัณฑ์ในอนาคตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 (ปรากฏใน COM (2001) 88) เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การป้องกันความปลอดภัยจากเคมีภัณฑ์และสร้างเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเคมีโดยเสนอการจัดทำระเบียบการจดทะเบียน การประเมิน และการให้อนุญาตการใช้เคมีภัณฑ์ ที่รู้จักกันว่าระบบ REACH

สรุปสาระสำคัญระเบียบการจดทะเบียน ประเมิน และให้อนุญาตการใช้เคมีภัณฑ์ หรือ Registration, Evaluation and Authorisation of Chemicals (REACH) ของสหภาพยุโรป ดังนี้

วัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดทำยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้แก่
2.1 การปกป้องสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
2.2 การรักษาและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเคมีของยุโรป
2.3 การป้องกันการแบ่งแยกเป็นส่วนๆ (fragmentation) ของตลาดยุโรป
2.4 การเพิ่มความโปร่งใส
2.5 การประสานความร่วมมมือระดับระหว่างประเทศ
2.6 การส่งเสริมการไม่ใช้สัตว์ในการทดลอง และ
2.7 การทำให้กฎระเบียบของ EU สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ WTO
หลักการสำคัญของ REACH
หลักการสำคัญของระเบียบ REACH คือ การขจัดความแตกต่างระหว่างสารเคมีที่จำหน่ายในท้องตลาดก่อนปี 2524 (ค.ศ. 1981) ที่เรียกว่า existing chemicals (ประมาณ 100,106 ชนิด) กับสารเคมีที่จำหน่ายในท้องตลาดหลังปี 2524 (ค.ศ. 1981) ที่เรียกว่า new chemicals (ประมาณ 3,000 ชนิด) ให้มีระบบการจดทะเบียน ประเมินผล และการให้อนุญาตการใช้เท่าเทียมกัน (อนึ่ง new chemicals ต้องได้รับการแจ้ง และทดสอบว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมสำหรับปริมาณการผลิต 10 kg ต่อปี หากมีปริมาณการผลิตเกิน 1 ตันจะต้องมีการทดลองอย่างละเอียด ซึ่ง EC ประเมินว่าทำให้ไม่มีการกระตุ้นด้านการวิจัยและพัฒนา และหยุดยั้งนวัตกรรม โดยทำให้มีการใช้ existing chemicals ที่ยังมิได้มีการทดสอบเนื่องจากสะดวกและมีราคาต่ำกว่า ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของ EU ไม่พัฒนาเทียบเท่ากับของสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น)

พื้นฐานของระเบียบ REACH คือการจดทะเบียน (Registration) โดยผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเคมีภัณฑ์ตั้งแต่ 1 ตันขึ้นไปเข้ามาใน EU ทุกชนิดจะต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ชนิดนั้นเพื่อการนำไปใช้อย่างปลอดภัย และบันทึกลงในฐานข้อมูลซึ่งจะมีหน่วยงานกลางของ EU เป็นหน่วยบริหารจัดการฐานข้อมูลดังกล่าว โดยข้อมูลที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนประกอบด้วยองค์ประกอบของเคมีภัณฑ์ชนิดนั้น และวัตถุประสงค์เฉพาะที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารวมทั้งผู้ที่นำเคมีภัณฑ์ชนิดนั้นไปใช้ต่อ ทั้งนี้ สำหรับเคมีภัณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์การใช้เฉพาะที่มีการผลิตหรือนำเข้าตั้งแต่ 10 ตันขึ้นไปต่อปี ต่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า 1 ราย จะต้องรายงานผลการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า Chemical Safety Reports หรือ CSR ด้วย

การประเมิน (Evaluation) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือการประเมินแบบแฟ้มข้อมูล (Dossier evaluation) และการประเมินสารเคมี (Substance evaluation)
5.1 การประเมินแบบแฟ้มข้อมูล ใช้การตรวจสอบข้อเสนอสำหรับการทดสอบกับสัตว์และเป็นการประกันว่าจะหลีกเลี่ยงการทดลองกับสัตว์ในกรณีที่ไม่จำเป็น
5.2 การประเมินสารเคมีมีขึ้นเมื่อมีเหตุผลที่เชื่อถือได้ว่าสารเคมีดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการประเมินสารเคมีจะพิจารณาจากเอกสารจดทะเบียนทั้งหมดที่มีการยื่นสำหรับสารเคมีประเภทนั้นๆ และจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

การให้อนุญาต (Authorisation) สารเคมีทุกชนิดที่มีความเสี่ยงสูงจะต้องได้รับอนุญาต ก่อนที่จะนำไปใช้สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะ การให้อนุญาตจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสามารถแสดงได้ว่าสามารถควบคุมความเสี่ยงนั้นได้ หรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะได้รับมีค่ามากกว่าความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีนั้น

การให้อนุญาตอาจพิจารณาแผนการใช้สารเคมีทดแทนอีกประการหนึ่ง ซึ่งบุคคลที่สาม (third parties) จะสามารถให้ข้อมูลแก่หน่วยงานกลางเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการใช้สารเคมีทดแทนหรือเทคโนโลยีใหม่ เป็นต้น ตัวอย่างสารเคมีที่ต้องได้รับอนุญาต ได้แก่
- CMRs (carcinogenic, mutagenic or toxic to reproduction)
- PBTs (persistent, bio-accumulative and toxic)
- vPvBs (very persistent, very bio-accumulative)
- สารเคมีที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเทียบเท่ากับสารเคมี 3 ประเภทข้างต้น (เช่น endocrine disrupting substances)

สารเคมีที่วางจำหน่ายในท้องตลาดแล้วจะค่อยๆ ถูกปรับเข้าสู่ระบบ REACH โดยสารเคมีที่มีความเสี่ยงสูงและ CMRs ต้องได้รับการจดทะเบียนก่อน ส่วนสารเคมีอื่นๆ นอกจากนั้นจะมีกำหนดเวลาการจดทะเบียนโดยคำนวณจากวันที่กฎหมายเรื่อง REACH มีผลบังคับใช้เพื่อให้มีการปฏิบัติตามระเบียบต่อไป ได้แก่
- ปีที่ 3 สำหรับการผลิตเคมีภัณฑ์จำนวนมาก (1 พันตันหรือมากกว่าต่อปี ต่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า 1 ราย) และ CMRs ปริมาณตั้งแต่ 1 ตันขึ้นไป
- ปีที่ 6 สำหรับการผลิตตั้งแต่ระหว่าง 100 – 1 พันตัน
- ปีที่ 11 สำหรับการผลิตเคมีภัณฑ์จำนวนน้อย ( 1 – 100 ตัน)

ระเบียบ REACH จะใช้กับสารเคมีที่มีการผลิตหรือนำเข้าปริมาณ 1 ตันขึ้นไปต่อปี ต่อผู้ผลิตหรือนำเข้า 1 ราย ซึ่งมีผลให้สารเคมีที่วางจำหน่ายประมาณ 30,000 ชนิดที่ต้องได้รับการจดทะเบียน ในจำนวนดังกล่าวมีสารเคมีประมาณ 20,000 ชนิดที่มีการผลิตหรือนำเข้าตั้งแต่ 1 – 10 ตัน

สารเคมีที่ไม่ต้องเข้าสู่ระบบ REACH คือโพลิเมอร์ (Polymers) ไม่ต้องได้รับการจดทะเบียนหรือการประเมิน

ผลกระทบหากมีการใช้ระเบียบ REACH
ระเบียบ REACH ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากภาคอุตสาหกรรมของ EU เองรวมทั้งจากหน่วยงานของคู่ค้าที่สำคัญเช่น สหรัฐฯ และออสเตรเลียว่าทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงขึ้นโดยไม่จำเป็นในการทดสอบ จดทะเบียน ประเมิน จนกระทั่งได้รับอนุญาตให้ใช้ภายหลังการทดสอบว่าไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อสังเกตว่า EU ใช้ปริมาณการผลิตหรือการนำเข้าเป็นตัววัดแทนที่จะใช้ความร้ายแรงของสารเคมีเป็นตัววัดในการกำหนดให้สารเคมีเข้าสู่ระเบียบ REACH

แม้ว่าระเบียบ REACH จะส่งผลกระทบเท่าๆ กันต่อผู้ผลิตใน EU และผู้ส่งออกสารเคมีเข้ามาใน EU แต่ในทางปฏิบัติแล้วผู้ส่งออกอาจต้องคำนวณผลกำไรในการส่งออกสารเคมีมายัง EU มากขึ้นว่าจะคุ้มทุนกับการนำสารเคมีเข้าสู่ระบบ REACH หรือไม่

คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่าจะมีสารเคมีราว 1-2% ที่มีอยู่ในปัจจุบันถูกยุติการผลิตเนื่องจากไม่คุ้มทุน ทั้งนี้ การประเมินผลกระทบได้สรุปค่าใช้จ่าย ดังนี้

- ค่าใช้จ่ายในการทดสอบและการจดทะเบียนจะมีมูลค่าประมาณ 2.3 bn ยูโร ในช่วง 11 ปี รวมถึงค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบของสหภาพยุโรปประมาณ 0.3 พันล้านยูโร
- ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้สารเคมีลำดับถัดไป (Downstream users) ประมาณ 2.8 – 3.6 bn ยูโร ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมอาจต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการปรับห่วงโซ่การขาย อีกประมาณ 4.0 – 5.2 bn ยูโร ซึ่งบางส่วนภาคการผลิตอาจผลักให้ downstream users ร่วมรับผิดชอบ
- ค่าใช้จ่ายโดยรวมสำหรับภาคอุตสาหกรรมเคมีและผู้ใช้สารเคมีลำดับถัดไปจะมีมูลค่าประมาณ 2.8 – 5.2 bn ยูโร

อย่างไรก็ดี EC ประเมินว่าอุตสาหกรรมโดยรวมจะได้รับผลประโยชน์จากการใช้ระบบ REACH ร้อยละ 10 ของค่าใช้จ่ายรวม หรือคิดเป็นมูลค่า 150 – 500 ล้านยูโรในปี 2560 (ค.ศ. 2017) หรือ 2,800 – 9,000 ล้านยูโรในระยะ 25 ปีข้างหน้า

ในส่วนที่เกี่ยวกับสารเคมีที่อยู่ในสินค้า (Articles) ซึ่งต้องได้รับการจดทะเบียนเฉพาะในกรณีที่สารเคมีถูกจัดว่าเป็นสารอันตราย และเกิดการแพร่ออกไปยังผู้ใช้ในระหว่างการใช้สินค้าหรือทิ้งทำลายตามการใช้ปกติจะต้องได้รับการจดทะเบียนนั้น อาจทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าในขอบเขตใดจะถือว่าเกิดการแพร่ และในกรณีใดอยู่ในขอบข่ายอาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายสารเคมีอันตรายในระหว่างการใช้ ซึ่งในกรณีหลังไม่ต้องมีการจดทะเบียนสารเคมีดังกล่าวเพียงแต่ต้องแจ้งให้หน่วยงานกลางทราบ

ผลกระทบต่อไทยหากมีการใช้ระเบียบ REACH
แม้ว่าไทยจะมิใช่ประเทศผู้ผลิตสารเคมีแต่สารเคมีก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของไทย ซึ่งหากผู้ส่งออกของไทยในฐานะ downstream users ต้องการส่งออกสินค้าที่มีสารเคมีเข้ามาใน EU ก็จะต้องตรวจสอบว่าสารเคมีประเภทนั้นๆ ได้รับการจดทะเบียนสำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะของสินค้าประเภทนั้นหรือไม่ ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายและเสียเวลาในการตรวจสอบเพิ่มขึ้น

การเลิกผลิตสารเคมีจากร้อยละ 1-2 ของสารเคมีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจก่อให้กิดผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าไทยที่ต้องการใช้สารเคมีเหล่านั้น และยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าสารเคมีทดแทน (substitute) ที่อาจได้รับการคิดค้นเพื่อนำมาใช้ใหม่จะมีราคาสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของไทยเพียงใด

การจดทะเบียนมีหลักการแบ่งปันข้อมูล (data sharing principle) ซึ่งอนุญาตให้ผู้จดทะเบียนรายแรกคิดค่าใช้จ่าย 50% ของค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนซึ่งถือเป็นค่าลิขสิทธิ์จากผู้ต้องการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีประเภทนั้นรายอื่นได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแก่ผู้ผลิตสินค้าของไทย

ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถเตรียมความพร้อมและดูขั้นตอนการจดทะเบียน REACH อย่างละเอียดได้ ที่นี่


แหล่งข้อมูล
http://www.thaibe.net
http://europa.eu.int/eur-lex/en/com/pdf/2003/act0644en03/1.pdf (ร่างระเบียบฉบับแก้ไขล่าสุด)

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. Only Representatives อีกหนึ่งปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบ REACH
  2. การปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับ Only Representative ในการปฏิบัติตามระเบียบ REACH ของ EU
  3. ECHA จะลงพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยสำหรับประชาชน
  4. ECHA จัดกิจกรรม Stakeholders' day ครั้งที่สาม
  5. ECHA เผยแนวทางปฏิบัติใหม่สำหรับการหลีกเลี่ยงการทดลองสัตว์
Last Updated ( Friday, 01 June 2007 )
host by colorpack.net