กฎระเบียบ RoHS และ WEEE ของสหภาพยุโรป Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประคมยุโรป   
Wednesday, 28 June 2006

โดยที่ประเด็นเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อม การใช้ทรัพยากรให้มีค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด การลดปริมาณเศษซากผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการป้องกันอันตรายแก่มนุษย์และสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากสารเคมีอันตรายบางประเภททำให้สหภาพยุโรปได้ประกาศระเบียบในเรื่องดังกล่าวออกมา 2 ฉบับ ได้แก่ 1) ระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารที่เป็นอันตรายบางประเภท (RoHS) และ 2) ระเบียบว่าด้วยเศษซากของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) ลงใน Official Journal ฉบับที่ L37 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งระเบียบทั้ง 2 ฉบับมีความเกี่ยวเนื่องระหว่างกัน

วัตถุประสงค์

ในหลักการกว้างๆ ระเบียบ RoHS เป็นระเบียบที่มุ่งให้ประเทศสมาชิก EU ออกกฎหมายภายในเพื่อจำกัดการใช้สารเคมีอันตรายในสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเป็นการคุ้มครองสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ WEEE เป็นระเบียบที่มุ่งให้ลดปริมาณการทิ้งเศษซากผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยส่งเสริมให้มีการนำกลับมาใช้อีกครั้ง (reuse) ผ่านกระบวนการเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle) และการฟื้นฟูแบบอื่นๆ (recovery) โดยการปรับปรุงการออกแบบของผู้ผลิตให้คำนึงถึงการนำผลิตภัณฑ์และส่วนประกอบกลับมาใช้ใหม่ ให้ผลิตภัณฑ์ฯ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้หน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้บริโภค รวมทั้งผู้ที่ทำหน้าที่จัดการเศษซากผลิตภัณฑ์มีความรับผิดชอบร่วมกันเกี่ยวกับการทิ้งเศษซากผลิตภัณฑ์

ความเกี่ยวเนื่องระหว่าง RoHS กับ WEEE อยู่ที่ ระเบียบ RoHS กำหนดรายชื่อสารเคมีอันตรายที่ EU ต้องการจำกัดปริมาณการใช้ในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้สารประเภทอื่นที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นการทดแทน (หากเป็นไปได้) ในขณะที่บางส่วนของระเบียบ WEEE กำหนดให้มีการถอดถอน (removed) สารเคมีอันตรายตามระเบียบ RoHS ก่อนที่จะนำเศษซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปทิ้ง

สาระสำคัญของ RoHS

ประเทศสมาชิก EU ต้องรับรองว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่วางขายใหม่ในท้องตลาดตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2549 เป็นต้นไป ต้องไม่มีสารที่เป็นอันตราย 6 ประเภท ได้แก่ Lead, Mercury, Cadmium, Hexavalent Chromium, Polybrominated biphenyls (PBB) และ Polybrominated diphenyl Ethers (PDBE) เป็นส่วนประกอบ โดยมีข้อยกเว้นบางประการ เช่น
- สามารถใช้ Mercury ในหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์แบบ compact ในปริมาณไม่เกิน 5 mg ต่อหนึ่งหลอด
- สามารถใช้ Mercury ในหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์แบบ straight สำหรับการใช้งานธรรมดาได้ โดยจะต้องมีปริมาณ halophospate ไม่เกิน 10 mg ปริมาณ triphosphate ที่อายุการใช้งานปกติ ไม่เกิน 5 mg อายุการใช้งานนานไม่เกิน 8 mg
- สามารถใช้ Lead ในหลอดแก้ว cathode ray, ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ และหลอดฟลูออเรสเซนต์ได้ เป็นต้น (รายละเอียดข้อยกเว้นปรากฏใน Annex ของ Directive 2002/95/EC 1)

การใช้สารเคมีเพื่อทดแทนสารที่เป็นอันตราย 6 ประเภทในข้อ 1. สามารถได้รับการยกเว้นหากทำไม่ได้ในทางปฏิบัติทางด้านเทคนิคหรือวิทยาศาสตร์ หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคมากเกินกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ ทั้งนี้จะมีการทบทวนข้อยกเว้นการใช้สารเคมีในข้อ 1. ทุกๆ 4 ปี หรือภายหลังทุกๆ 4 ปีที่มีการเพิ่มชื่อการใช้สารที่ได้รับข้อยกเว้นใน Annex ดังกล่าว โดยจะมีการหารือกับผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ผลิต ผู้จัดทำกระบวนการ recycle และ treatment operators ตลอดจนองค์การด้านสิ่งแวดล้อม

ประเทศสมาชิก EU ต้องประกาศกฎหมาย กฎระเบียบ มาตรการในการควบคุมที่จำเป็นที่สอดคล้องกับระเบียบ RoHS ก่อนวันที่ 31 ส.ค. 2547 และจะต้องกำหนดมาตรการลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว ซึ่งการลงโทษต้องมีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสมและช่วยยับยั้งการไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว

สถานะล่าสุด

คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้รับคำร้องจากภาคอุตสาหกรรมของ EU ขอเพิ่มข้อยกเว้น นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ใน Annex ในขณะนี้ EC จึงประกาศเริ่มการปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตระหว่างวันที่ 15 มี.ค. – 15 พ.ค. 2549 ที่เวบไซต์ http://europa.eu.int/comm/environment/waste/weee_index.htm หรือในรูปแบบ e-mail ที่ ก่อนที่จะมีการพิจารณาเพิ่มข้อยกเว้นใน Annex ดังกล่าวต่อไป

สาระสำคัญของ WEEE หรือเศษซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

กำหนดให้ประเทศสมาชิก EU ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่ดลดปริมาณการทิ้งเศษซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Waste Electrical and Electronic Equipment: WEEE) และมีระบบการแยก WEEEออกจากขยะประเภทอื่นๆ โดยมีสถานที่คัดแยก WEEE ที่เหมาะสม ผู้บริโภคในครัวเรือนสามารถนำ WEEE ไปคืนต่อผู้จัดจำหน่ายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ผลิตสามารถจัดตั้งและดำเนินการจัดแยก WEEE ในลักษณะเฉพาะรายหรือรวมกลุ่มกันเพื่อรับคืน WEEE เป็นต้น

สินค้าที่จัดเป็นผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical and Electronic Equipment: EEE) ปรากฏใน Annex IA และ IB ของ Directive 2002/96/EC (เอกสารแนบ 2) ดังนี้

ประเภทสินค้า (Categories) และรายการสินค้า (List of Products)

1. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ที่ใช้ในครัวเรือน เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ เครื่องทำความเย็น ฯลฯ
2. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ใช้ในครัวเรือน เช่น เครื่องดูดฝุ่น เตารีด เครื่องปิ้งขนมปัง เครื่องเป่าผม นาฬิกา ฯลฯ
3. อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม เช่น คอมพิวเตอร์ (รวมทั้งจอภาพ แป้นพิมพ์ เมาส์) เครื่องพิมพ์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ
4. อุปกรณ์สำหรับผู้บริโภค เช่น โทรทัศน์ กล้องถ่ายวิดีโอ ลำโพง ฯลฯ
5. อุปกรณ์ให้ความสว่าง เช่น หลอดไฟประเภทต่างๆ
6. เครื่องมือไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สว่านไฟฟ้า จักรเย็บผ้า ฯลฯ
7. ของเล่นเด็ก อุปกรณ์สันทนาการและกีฬา เช่น รถไฟฟ้า วิดีโอเกมส์ ฯลฯ
8. อุปกรณ์การแพทย์ เช่น เครื่องตรวจหัวใจ เครื่องฉายรังสี ฯลฯ
9. เครื่องมือตรวจสอบและควบคุม เช่น เครื่องดักควัน อุปกรณ์ปรับความร้อน ฯลฯ
10. เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เช่น เครื่องจำหน่ายเครื่องดื่ม ฯลฯ

ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2549 ประเทศสมาชิก EU จะต้องดำเนินการให้มีอัตราการแยก WEEE ออกจากขยะประเภทอื่นๆ โดยเฉลี่ยอย่างน้อย 4 kg ต่อประชากร 1 ราย ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวจะได้รับการปรับแก้อีกครั้งหนึ่งภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2551 โดยคำนึงถึงประสบการณ์ด้านเทคนิคและเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ซึ่งอาจใช้การคำนวณจากร้อยละของปริมาณอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคในครัวเรือนในช่วงปีก่อนหน้านั้น

ก่อนที่ WEEE จะถูกนำไปผ่านกระบวนการใดๆ จะต้องนำของเหลวหรือส่วนประกอบต่างๆ เช่น แบตเตอรี่ หมึกพิมพ์ หลอด cathode ray เป็นต้น ออกมาจาก WEEE ก่อน (รายละเอียดของเหลวหรือส่วนประกอบปรากฏใน Annex II ของระเบียบฯ)

ประเทศสมาชิก EU ต้องกำหนดให้สถานที่ที่ใช้ในการจัดการ (treatment operations) แยก WEEE ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานรับผิดชอบ และมีการตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ สถานที่จัดการดังกล่าวต้องมีความสามารถด้านเทคนิคตามที่ปรากฏใน Annex III ของระเบียบ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสำหรับ WEEE จากผู้บริโภคในครัวเรือน
- ภายในวันที่ 13 ส.ค. 2548 ประเทศสมาชิก EU ต้องกำหนดให้ผู้ผลิตออกค่าใช้จ่ายสำหรับการรวบรวม WEEE การจัดการ (treatment) การฟื้นฟูสภาพ (recovery) และการจำกัด WEEE จากครัวเรือนในสถานที่จัดแยกขยะอย่างเหมาะสม
- สำหรับสินค้าที่วางจำหน่ายในตลาดหลังจากวันที่ 13 ส.ค. 2548 ผู้ผลิตแต่ละรายจะต้องรับผิดชอบสำหรับการออกค่าใช้จ่ายในกระบวนการจัดการตามข้อ 6.1 ที่เป็น WEEE ที่ตนเป็นผู้ผลิต ซึ่งผู้ผลิตสามารถเลือกได้ว่าจะออกค่าใช้จ่ายดังกล่าวในลักษณะแยก (individual scheme) หรือรวม (collective scheme)
- ประเทศสมาชิก EU ต้องกำหนดให้ผู้ผลิตแต่ละรายให้การรับรอง (guarantee) ในขณะที่วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดว่าจะออกค่าใช้จ่ายในการจัดการ WEEE และประทับตราบนผลิตภัณฑ์ของตนเองที่ระบุว่าสินค้าดังกล่าววางตลาดภายหลังวันที่ 13 ส.ค. 2548 ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจัดการ WEEE อาจอยู่ในรูปของแผนการเงินที่เหมาะสม การประกันการรีไซเคิล หรือการ block บัญชีธนาคาร เป็นต้น ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการเก็บ การจัดการ และจำกัด WEEE จะต้องไม่แสดงให้ผู้ซื้อได้เห็นแยกต่างหากในขณะที่มีการจำหน่ายสินค้าใหม่นั้นๆ
- สำหรับผลิตภัณฑ์ที่วางตลาดก่อนวันที่ 13 ส.ค. 2548 ค่าใช้จ่ายในการจัดการจะอยู่ที่ผู้ผลิตทุกรายที่ดำเนินธุรกิจอยู่ ณ เวลาที่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นโดยแบ่งตามสัดส่วน เช่น ตามสัดส่วนของส่วนแบ่งการตลาดของประเภทผลิตภัณฑ์นั้นๆ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสำหรับ WEEE ที่มิได้มาจากครัวเรือน สำหรับผลิตภัณฑ์ที่วางตลาดภายหลังวันที่ 13 ส.ค. 2548 กำหนดให้ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด แต่ผลิตภัณฑ์ที่วางตลาดก่อนวันที่ 13 ส.ค. 2548 สามารถกำหนดให้ผู้ใช้ที่มิใช่ครัวเรือนรับผิดชอบบางส่วนหรือทั้งหมดของค่าใช้จ่ายในการรวบรวม จัดการ ฟื้นฟูสภาพ และกำจัด WEEE ได้

ประเทศสมาชิกจะต้องกำหนดมาตรการเพื่อให้ผู้บริโภครับทราบข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ เช่น ข้อห้ามไม่ให้ทิ้ง WEEE รวมในขยะทั่วไป ระบบการคืนและรวบรวมที่ผู้บริโภคสามารถใช้บริการได้ บทบาทของผู้บริโภคในการนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล และการฟื้นฟูสภาพรูปแบบต่างๆ สำหรับ WEEE ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมนุษย์อันเกิดจากสารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นต้น โดยกำหนดให้มีเครื่องหมายระบุตาม Annex IV ของระเบียบอย่างชัดเจน

ประเทศสมาชิก EU ต้องออกกฎหมายภายในเพื่อให้มีผลการบังคับใช้ภายในวันที่ 13 ส.ค. 2547 ซึ่งจะต้องมีวัตถุประสงค์เฉพาะตามที่ระเบียบกำหนดไว้ มีผลและการควบคุมตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ และหากไม่มีการปฏิบัติตามระเบียบจะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายบังคับให้มีการปฏิบัติตามระเบียบต่อไป และภายใน 5 ปี ภายหลังการประกาศระเบียบนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำรายงานโดยมีพื้นฐานจากข้อมูลด้านเทคโนโลยี ประสบการณ์ที่ได้รับ ฯลฯ ซึ่งอาจจัดทำเป็นข้อเสนอในการปรับปรุงระเบียบนี้ต่อไป

ข้อสังเกต

1. ระเบียบดังกล่าวเป็นระเบียบที่กำหนดให้ประเทศสมาชิก EU ออกกฎหมายภายในของตนมารองรับให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดในมาตราต่างๆ ของระเบียบดังกล่าว ซึ่งประเทศสมาชิก EU มีสิทธิที่จะออกกฎหมายให้มีความเข้มงวดมากขึ้นได้ หรือมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้หากไม่ขัดกับระเบียบดังกล่าว

2. ผู้ที่จะต้องดำเนินการตามระเบียบ WEEE คือ ผู้ผลิต (producer) และผู้จัดจำหน่าย (distributor) ใน EU ตามระเบียบดังกล่าว (Article 3 (i)) ระบุว่า ผู้ผลิตหมายถึง
- ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้ยี่ห้อของตน
- ผู้ที่ขายผลิตภัณฑ์ฯ ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการอื่น (other suppliers) โดยใช้ยี่ห้อของตน
- ผู้นำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์ฯ ใน EU เป็นอาชีพ ส่วนผู้จัดจำหน่าย หมายถึง ผู้จัดหาผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการค้าสำหรับผู้ที่นำผลิตภัณฑ์ฯ นั้นไปใช้ประโยชน์

ดังนั้น หากตีความตามคำจำกัดความข้างต้น ผู้ผลิตของไทยที่มิได้ผลิตสินค้าประเภทอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ยี่ห้อของตน มิได้ขายผลิตภัณฑ์ฯ ใน EU โดยตรง และมิได้ประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์ฯ ดังกล่าวภายใน EU เป็นอาชีพ จะมิได้รับผลกระทบโดยตรงต่อระเบียบดังกล่าว อย่างไรก็ดี หากไทยเป็นผู้ประกอบการอื่น (suppliers) ที่ผลิตสินค้าประเภทอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้ยี่ห้อของผู้อื่นเพื่อนำไปขายใน EU ก็จะต้องปฏิบัติตาม RoHS ที่ระบุข้อจำกัดการใช้สารเคมีอันตราย นอกจากนี้ อาจเป็นไปได้ว่าผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ที่นำผลิตภัณฑ์ฯ ที่ผลิตในไทยไปขายต่อใน EU อาจผลักภาระบางส่วนในการกำจัด WEEE ให้แก่ผู้ผลิตของไทยได้

3. ระเบียบดังกล่าวอาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของการจัดทำนโยบายในการรักษาสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งในส่วนของไทยน่าจะมีการกระตุ้นให้ผู้ผลิตและนักออกแบบของไทยคิดค้นการใช้สารเคมีอื่นที่สามารถทดแทนสารที่เป็นอันตรายได้ รวมทั้งการออกแบบอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เน้นให้มีอายุการใช้งานในระยะเวลานาน สะดวกต่อการนำกลับมาใช้ หรือนำไปรีไซเคิล หรือฟื้นฟูสภาพ เพื่อลดปัญหาภาวะขยะล้นเมือง หรือปัญหาการทิ้งส่วนประกอบที่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายและก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่ไปสัมผัสกับส่วนประกอบนั้นๆ เป็นต้น

แหล่งข้อมูล
www.thaieurope.net
http://www.thaibe.net
http://europa.eu.int/eur-lex/pri/en/oj/dat/2003/l_037/l_03720030213en00190023.pdf
http://europa.eu.int/comm/environment/waste/weee_index.htm
http://europa.eu.int/eur-lex/lex/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=CELEX:32003L0108:EN:HTML
http://europa.eu.int/comm/environment/waste/pdf/faq_weee.pdf




Reddit! livescore Mixx! Web design Google! Free site builder Facebook! Yahoo! health

Related Items:

  1. Electrolux ยุโรปชี้ผลกระทบร่างทบทวน WEEE & RoHS พร้อมแนะธุรกิจไทยควรจับตาระเบียบอียู
  2. การจำกัดการใช้สารอันตรายในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (RoHS online consultation)
  3. แจ้งเตือน: อียูเปิดรับฟังความเห็นการทบทวน WEEE
  4. เดนมาร์กพบสินค้าผิดระเบียบ RoHS
  5. ทบทวนระเบียบ RoHS อียูกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบผู้ผลิต
Last Updated ( Monday, 24 July 2006 )

 

ระเบียบสินค้าอุตสาหกรรม

ระเบียบด้านมาตรฐานความปลอดภัย

ระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

ระเบียบ RoHS และ WEEE

ระเบียบ Eco-Design

REACH

REACH

 

 

ThaiEurope

 

Monitor EU Environment Regulations

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ