|
สหภาพยุโรปได้มีการปรับปรุงแนวทางการปรับระบบอุดหนุนสินค้าเกษตรในภาคผักและผลไม้ของ EU เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2549 ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้
1. แนวทางในการปรับระบบการอุดหนุนสินค้าเกษตรในภาคผักและผลไม้ 1.1ระบบที่ยังล้าสมัย การอุดหนุนช่วยเหลือในภาคผักผลไม้สดและแปรรูปของ EU รวมถึงการจ่ายช่วยเหลือเกษตรกรที่ผ่านกลุ่มการจัดตั้งองค์กรผู้ผลิต (Producer Organisation หรือ POs) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อน ทั้งนี้ กลไกการช่วยเหลือของ EU ได้รวมถึงการแทรกแซงทางด้านราคา การควบคุมการค้า มาตรการคุ้มครองพิเศษสำหรับสินค้าที่มีความอ่อนไหว รวมถึงการอุดหนุนส่งออก (รายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ ตามเอกสารที่แนบ) 1.2 ความกดดันทางการค้าในระดับสากล การเตรียมความพร้อมในการปรับการอุดหนุนภายใน (domestic support) ที่ต้องลดหรือยกเลิกการจ่ายช่วยเหลือที่มีผลต่อการบิดเบือนตลาดการค้าตามกฎระเบียบองค์การการค้าโลก ทั้งนี้ จากรายงานของ Agra Europe ชี้ว่า ในปี 2548 การจ่ายช่วยเหลือการผลิตและแปรรูปสินค้าผัก ผลไม้กระป๋อง และน้ำผักผลไม้เข้มข้น เช่น น้ำมะเขือเทศ ที่มีมูลค่า 854 ล้านยูโร ยังจัดได้ว่าเป็นการจ่ายช่วยเหลือในรูป amber box ซึ่งในบริบทของ WTO อาจต้องมีการลดลงอีกเพื่อทำให้อยู่ภายใต้เพดานจำกัดในการตกลงใหม่ของโดฮา 1.3 ปัญหาด้านการแข่งขัน ปริมาณการค้าขายผักผลไม้ที่ลดลงและปัญหาสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง มีผลทำให้ทาง EU จำเป็นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงและจัดทำให้ระบบการอุดหนุนสินค้าผักและผลไม้ของ EU เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับสินค้าอื่นๆ ตามการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วม โดยการจ่ายอุดหนุนจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการผลิตสินค้าในแต่ละพื้นที่มากกว่าการใช้ฐานตามผลผลิต (ที่เป็นอยู่ในขณะนี้) หรือตามจำนวนพื้นที่เกษตร (การจ่ายแบบ decoupling) 2. แนวทางในการปฏิรูประบบการอุดหนุนสินค้าผักและผลไม้ 2.1 การสร้างเสถียรภาพให้แก่ผู้ผลิตผักและผลไม้ เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องมาจากการผันแปรของสภาพอากาศและกลไกด้านตลาดที่ไม่แน่นอน ดังนั้น การปฏิรูปอาจต้องมีการนำแผนงานการประกันความเสี่ยงมาปรับใช้ เช่น EU อาจเป็นผู้จ่ายเงินประกันช่วยเหลือที่จะจ่ายให้แก่เกษตรกรณีที่มีเหตุการณ์หรือวิกฤตที่เกิดจากธรรมชาติ หรือการจัดตั้งกองทุนในประเทศสมาชิกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการช่วยเหลือ 2.2 การแข่งขันกับตลาดสมัยใหม่ (modern marketplace) กลุ่มผู้ผลิต POs ของ EU ต้องประสบปัญหาการขายสินค้าที่ลดลง เนื่องจากซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่มีระบบเครือข่ายลูกโซ่ (เช่น Tesco หรือ Carrefour) ซื้อสินค้าในปริมาณมากและราคาถูก ช่องทางตลาดของกลุ่ม POs โดยปกติมีแนวโน้มอยู่ในรูปของสัญญาการขายตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก ทั้งนี้ กลุ่ม POs ไม่ประสบผลสำเร็จที่จะดึงดูดผู้ผลิตภายนอกกลุ่มที่เป็นผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่ต้องการการขายตรง (รวมทั้ง เกษตรกรอินทรีย์) ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องร่วมกันของกลุ่ม POs ในประเทศสมาชิกต่างๆ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว 2.3 การลดผลกระทบของการเพาะปลูกผักและผลไม้ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการเพาะปลูกผักผลไม้ มีผลกระทบในด้านต่างๆ เช่น การเก็บเกี่ยวที่ทำให้มีการใช้น้ำ พลังงานความร้อน และการใช้สารปราบศัตรูพืชในปริมาณมาก โดย EU จะนำมาตรการการจ่ายช่วยเหลือที่มีเงื่อนไข หรือ cross-compliance มาปรับใช้ (ซึ่งหมายถึง ระดับของกองทุนที่ให้แก่ POs จะต้องขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นในแต่พื้นที่ของแต่ละประเทศสมาชิก EU) 2.4 การขยายส่วนแบ่งตลาดผักผลไม้ในตลาด EU แม้ว่าทาง EU ได้มีการรณรงค์ด้านสุขภาพว่า ประชากรควรบริโภคผักผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วน (portion) ต่อวัน แต่สัดส่วนในประเทศสมาชิกยังไม่บรรลุเป้าหมาย เช่น ในสหราชอาณาจักรมีปริมาณการบริโภคเท่ากับ 3.7 ส่วน (1 ส่วนประมาณ 80 กรัม) กรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขและคุ้มครองผู้บริโภคได้เสนอการส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนการบริโภคผักผลไม้ใน EU โดยชี้ว่า ควรมีการช่วยเหลือไปพร้อมกันทั้งจากเอกชนและภาครัฐในบริบทด้านการตลาดและด้านการส่งเสริมสุขภาพ โดยอาจต้องมีการกำหนดแผนปฏิบัติงาน (Europe Action Plan) ที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพในระดับ EU ต่อไป 3. กรรมาธิการยุโรปได้ประกาศแจ้งการเปิดการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ จากสาธารณชนในเรื่องภาคตลาดสินค้าผักผลไม้ในอนาคต (จนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2549) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงระบบการอุดหนุนช่วยเหลือสินค้าในภาคผักและผลไม้ของ EU โดยจะมีการประชุมและพิจารณาในลำดับต่อไป ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับระบบต่างๆ ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2549 นี้ อนึ่ง ภายใต้นโยบายเกษตรร่วม (Common Agriculture Policy = CAP) เมื่อกลางปี 2546 EU ได้มีการปฏิรูประบบการอุดหนุนช่วยเหลือสินค้าเกษตรในภาคต่างๆ โดยได้มีการปรับการจ่ายช่วยเหลือที่ขึ้นอยู่กับผลผลิตไปยังการจ่ายช่วยเหลือที่มีเงื่อนไขในการทำการเกษตรที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานสุขภาพสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์ อย่างไรก็ดี ยังคงมีสินค้าเกษตรบางประเภทที่ยังไม่ได้มีการปรับระบบไปสู่แนวทางเดียวกัน ซึ่งในปีนี้ ได้มีการพิจารณาปรับปรุงสินค้าในภาคต่างๆ เพิ่มเติม ได้แก่ สินค้าเกษตรในภาคน้ำตาล (เกี่ยวข้องกับพืชบีทที่ใช้ผลิตน้ำตาล) สินค้าเกษตรในภาคไวน์ (องุ่นและผู้ผลิตไวน์) รวมทั้ง สินค้าในภาคผักและผลไม้ (รวมถึงสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เกี่ยวข้อง) ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับใช้ในต้นปี 2550 ทั้งนี้ จากปัญหาของการใช้งบอุดหนุนช่วยเหลือด้านเกษตรของ EU ที่ส่งผลกระทบในด้านต่างๆ เช่น การทำให้ราคาสินค้าเกษตร-อาหารใน EU สูงกว่าตลาดโลก (ในมุมมองผู้บริโภคใน EU) การนำเงินภาษีประชาชนไปใช้ในการอุดหนุนเกษตรที่ไม่จำเป็น (ในมุมมองของผู้จ่ายภาษี) และการบิดเบือนการค้าในตลาดโลก (ในมุมมองของประเทศคู้ค้า) ขณะเดียวกัน ทางกลุ่มหรือองค์กรด้านสุขภาพ ได้ออกมาเรียกร้องให้ทาง EU ปรับเปลี่ยนแนวทางการอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรในปัจจุบัน โดยควรหันมาสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตร-อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชนมากขึ้น (ในปัจจุบันประชากร EU มีแนวโน้มปัญหาสุขภาพและโรคอ้วนเพิ่มขึ้น) รวมทั้ง ควรยกเลิกการอุดหนุนสินค้าบางประเภทที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การอุดหนุนการผลิตยาสูบ ไวน์ หรือน้ำตาล ซึ่ง EU ควรให้การส่งเสริมการผลิตผักผลไม้สด (ที่ควบคู่ไปกับมาตรการสิ่งแวดล้อมและพัฒนาชนบท) เพื่อทำให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคได้อย่างสะดวกและทำให้เกิดการบริโภคผักผลไม้ที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อทำให้ประชากร EU มีสุขภาพที่ดี ทั้งนี้ จากการประชุมเพื่อหาแนวทางการปฏิรูปการอุดหนุนผักและผลไม้ของ EU ได้มีการให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวด้วย ซึ่งการเสนอการใช้มาตรการในการส่งเสริมตลาดหรือขยายส่วนแบ่งตลาดสินค้าผักและผลไม้สดในภาพรวม จะช่วยทำให้เกษตรกรใน EU มีเสถียรภาพที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดี การกระตุ้นให้ประชากร EU หันมาบริโภคสินค้าผักผลไม้สดมากขึ้น จะเป็นประโยชน์ในทางอ้อมต่อการส่งออกสินค้าผักผลไม้ไทยมายัง EU โดยเฉพาะสินค้าผักและผลไม้เมืองร้อนอื่นๆ ที่ไม่สามารถผลิตได้ใน EU (เช่น เงาะ ลำไย) สำหรับประเด็น การแข่งขันการค้าสินค้าเกษตรในระดับสากล ขณะนี้ ทาง EU พยายามลดระดับการอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรที่มีผลต่อการบิดเบือนทางการค้าเพื่อทำให้การอุดหนุนไม่ขัดต่อกฎระเบียบของ WTO โดยพยายามปรับไปยังการช่วยเหลือในรูปของมาตรการ green box (สิ่งแวดล้อม) ซึ่งรวมถึงสินค้าในภาคสินค้าผักและผลไม้ เป้าหมายดังกล่าวจะทำให้ EU สามารถยังคงใช้งบประมาณจำนวนมากช่วยเหลือเกษตรกรของตนได้ต่อไป ทั้งนี้ จากบทวิเคราะห์เรื่อง Rich countries will continue to subsidise post-Doha Round ชี้ว่า ในการวางกรอบการค้าโลกด้านการเกษตร ไม่ว่าจะตกลงกันอย่างไรในเรื่องการลดระดับภาษีหรือการอุดหนุนส่งออก เกษตรกรในยุโรปและอเมริกายังคงได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน โดยผ่านการอุดหนุนภายในจากรัฐบาลด้วยจำนวนเงินมหาศาล สำหรับ EU การปฏิรูปนโยบายเกษตรที่ปรับใช้ Single Farm Payment นั้น สินค้าทุกประเภทที่ได้รับการช่วยเหลือ จะได้รับประโยชน์ในการแข่งขันจากการลดต้นทุนการผลิตและสามารถแข่งขันกับการนำเข้าจากประเทศที่สามได้ และทำให้ EU สามารถที่จะเสนอการปรับลดระดับการอุดหนุนส่งออกและการลดภาษีตามการตกลง WTO โดยไม่มีผลกระทบต่อ EU อย่างแท้จริง |