แนวทางในการปรับระบบการอุดหนุนสินค้าผักและผลไม้ของ EU Print E-mail
Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป   
Wednesday, 21 June 2006

สหภาพยุโรปได้มีการปรับปรุงแนวทางการปรับระบบอุดหนุนสินค้าเกษตรในภาคผักและผลไม้ของ EU เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2549 ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้

1. แนวทางในการปรับระบบการอุดหนุนสินค้าเกษตรในภาคผักและผลไม้

1.1ระบบที่ยังล้าสมัย การอุดหนุนช่วยเหลือในภาคผักผลไม้สดและแปรรูปของ EU รวมถึงการจ่ายช่วยเหลือเกษตรกรที่ผ่านกลุ่มการจัดตั้งองค์กรผู้ผลิต (Producer Organisation หรือ PO’s) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อน ทั้งนี้ กลไกการช่วยเหลือของ EU ได้รวมถึงการแทรกแซงทางด้านราคา การควบคุมการค้า มาตรการคุ้มครองพิเศษสำหรับสินค้าที่มีความอ่อนไหว รวมถึงการอุดหนุนส่งออก (รายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ ตามเอกสารที่แนบ)

1.2 ความกดดันทางการค้าในระดับสากล การเตรียมความพร้อมในการปรับการอุดหนุนภายใน (domestic support) ที่ต้องลดหรือยกเลิกการจ่ายช่วยเหลือที่มีผลต่อการบิดเบือนตลาดการค้าตามกฎระเบียบองค์การการค้าโลก ทั้งนี้ จากรายงานของ Agra Europe ชี้ว่า ในปี 2548 การจ่ายช่วยเหลือการผลิตและแปรรูปสินค้าผัก ผลไม้กระป๋อง และน้ำผักผลไม้เข้มข้น เช่น น้ำมะเขือเทศ ที่มีมูลค่า 854 ล้านยูโร ยังจัดได้ว่าเป็นการจ่ายช่วยเหลือในรูป amber box ซึ่งในบริบทของ WTO อาจต้องมีการลดลงอีกเพื่อทำให้อยู่ภายใต้เพดานจำกัดในการตกลงใหม่ของโดฮา

1.3 ปัญหาด้านการแข่งขัน ปริมาณการค้าขายผักผลไม้ที่ลดลงและปัญหาสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง มีผลทำให้ทาง EU จำเป็นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงและจัดทำให้ระบบการอุดหนุนสินค้าผักและผลไม้ของ EU เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับสินค้าอื่นๆ ตามการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วม โดยการจ่ายอุดหนุนจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการผลิตสินค้าในแต่ละพื้นที่มากกว่าการใช้ฐานตามผลผลิต (ที่เป็นอยู่ในขณะนี้) หรือตามจำนวนพื้นที่เกษตร (การจ่ายแบบ decoupling)

2. แนวทางในการปฏิรูประบบการอุดหนุนสินค้าผักและผลไม้

2.1 การสร้างเสถียรภาพให้แก่ผู้ผลิตผักและผลไม้ เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องมาจากการผันแปรของสภาพอากาศและกลไกด้านตลาดที่ไม่แน่นอน ดังนั้น การปฏิรูปอาจต้องมีการนำแผนงานการประกันความเสี่ยงมาปรับใช้ เช่น EU อาจเป็นผู้จ่ายเงินประกันช่วยเหลือที่จะจ่ายให้แก่เกษตรกรณีที่มีเหตุการณ์หรือวิกฤตที่เกิดจากธรรมชาติ หรือการจัดตั้งกองทุนในประเทศสมาชิกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการช่วยเหลือ

2.2 การแข่งขันกับตลาดสมัยใหม่ (modern marketplace) กลุ่มผู้ผลิต PO’s ของ EU ต้องประสบปัญหาการขายสินค้าที่ลดลง เนื่องจากซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่มีระบบเครือข่ายลูกโซ่ (เช่น Tesco หรือ Carrefour) ซื้อสินค้าในปริมาณมากและราคาถูก ช่องทางตลาดของกลุ่ม PO’s โดยปกติมีแนวโน้มอยู่ในรูปของสัญญาการขายตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก ทั้งนี้ กลุ่ม PO’s ไม่ประสบผลสำเร็จที่จะดึงดูดผู้ผลิตภายนอกกลุ่มที่เป็นผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่ต้องการการขายตรง (รวมทั้ง เกษตรกรอินทรีย์) ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องร่วมกันของกลุ่ม PO’s ในประเทศสมาชิกต่างๆ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว

2.3 การลดผลกระทบของการเพาะปลูกผักและผลไม้ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการเพาะปลูกผักผลไม้ มีผลกระทบในด้านต่างๆ เช่น การเก็บเกี่ยวที่ทำให้มีการใช้น้ำ พลังงานความร้อน และการใช้สารปราบศัตรูพืชในปริมาณมาก โดย EU จะนำมาตรการการจ่ายช่วยเหลือที่มีเงื่อนไข หรือ cross-compliance มาปรับใช้ (ซึ่งหมายถึง ระดับของกองทุนที่ให้แก่ PO’s จะต้องขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นในแต่พื้นที่ของแต่ละประเทศสมาชิก EU)

2.4 การขยายส่วนแบ่งตลาดผักผลไม้ในตลาด EU แม้ว่าทาง EU ได้มีการรณรงค์ด้านสุขภาพว่า ประชากรควรบริโภคผักผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วน (portion) ต่อวัน แต่สัดส่วนในประเทศสมาชิกยังไม่บรรลุเป้าหมาย เช่น ในสหราชอาณาจักรมีปริมาณการบริโภคเท่ากับ 3.7 ส่วน (1 ส่วนประมาณ 80 กรัม) กรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขและคุ้มครองผู้บริโภคได้เสนอการส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนการบริโภคผักผลไม้ใน EU โดยชี้ว่า ควรมีการช่วยเหลือไปพร้อมกันทั้งจากเอกชนและภาครัฐในบริบทด้านการตลาดและด้านการส่งเสริมสุขภาพ โดยอาจต้องมีการกำหนดแผนปฏิบัติงาน (Europe Action Plan) ที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพในระดับ EU ต่อไป

3. กรรมาธิการยุโรปได้ประกาศแจ้งการเปิดการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ จากสาธารณชนในเรื่องภาคตลาดสินค้าผักผลไม้ในอนาคต (จนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2549) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงระบบการอุดหนุนช่วยเหลือสินค้าในภาคผักและผลไม้ของ EU โดยจะมีการประชุมและพิจารณาในลำดับต่อไป ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับระบบต่างๆ ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2549 นี้

อนึ่ง ภายใต้นโยบายเกษตรร่วม (Common Agriculture Policy = CAP) เมื่อกลางปี 2546 EU ได้มีการปฏิรูประบบการอุดหนุนช่วยเหลือสินค้าเกษตรในภาคต่างๆ โดยได้มีการปรับการจ่ายช่วยเหลือที่ขึ้นอยู่กับผลผลิตไปยังการจ่ายช่วยเหลือที่มีเงื่อนไขในการทำการเกษตรที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานสุขภาพสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์ อย่างไรก็ดี ยังคงมีสินค้าเกษตรบางประเภทที่ยังไม่ได้มีการปรับระบบไปสู่แนวทางเดียวกัน ซึ่งในปีนี้ ได้มีการพิจารณาปรับปรุงสินค้าในภาคต่างๆ เพิ่มเติม ได้แก่ สินค้าเกษตรในภาคน้ำตาล (เกี่ยวข้องกับพืชบีทที่ใช้ผลิตน้ำตาล) สินค้าเกษตรในภาคไวน์ (องุ่นและผู้ผลิตไวน์) รวมทั้ง สินค้าในภาคผักและผลไม้ (รวมถึงสินค้าผักและผลไม้แปรรูปที่เกี่ยวข้อง) ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับใช้ในต้นปี 2550

ทั้งนี้ จากปัญหาของการใช้งบอุดหนุนช่วยเหลือด้านเกษตรของ EU ที่ส่งผลกระทบในด้านต่างๆ เช่น การทำให้ราคาสินค้าเกษตร-อาหารใน EU สูงกว่าตลาดโลก (ในมุมมองผู้บริโภคใน EU) การนำเงินภาษีประชาชนไปใช้ในการอุดหนุนเกษตรที่ไม่จำเป็น (ในมุมมองของผู้จ่ายภาษี) และการบิดเบือนการค้าในตลาดโลก (ในมุมมองของประเทศคู้ค้า) ขณะเดียวกัน ทางกลุ่มหรือองค์กรด้านสุขภาพ ได้ออกมาเรียกร้องให้ทาง EU ปรับเปลี่ยนแนวทางการอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรในปัจจุบัน โดยควรหันมาสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตร-อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชนมากขึ้น (ในปัจจุบันประชากร EU มีแนวโน้มปัญหาสุขภาพและโรคอ้วนเพิ่มขึ้น) รวมทั้ง ควรยกเลิกการอุดหนุนสินค้าบางประเภทที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การอุดหนุนการผลิตยาสูบ ไวน์ หรือน้ำตาล ซึ่ง EU ควรให้การส่งเสริมการผลิตผักผลไม้สด (ที่ควบคู่ไปกับมาตรการสิ่งแวดล้อมและพัฒนาชนบท) เพื่อทำให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคได้อย่างสะดวกและทำให้เกิดการบริโภคผักผลไม้ที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อทำให้ประชากร EU มีสุขภาพที่ดี ทั้งนี้ จากการประชุมเพื่อหาแนวทางการปฏิรูปการอุดหนุนผักและผลไม้ของ EU ได้มีการให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวด้วย ซึ่งการเสนอการใช้มาตรการในการส่งเสริมตลาดหรือขยายส่วนแบ่งตลาดสินค้าผักและผลไม้สดในภาพรวม จะช่วยทำให้เกษตรกรใน EU มีเสถียรภาพที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดี การกระตุ้นให้ประชากร EU หันมาบริโภคสินค้าผักผลไม้สดมากขึ้น จะเป็นประโยชน์ในทางอ้อมต่อการส่งออกสินค้าผักผลไม้ไทยมายัง EU โดยเฉพาะสินค้าผักและผลไม้เมืองร้อนอื่นๆ ที่ไม่สามารถผลิตได้ใน EU (เช่น เงาะ ลำไย)

สำหรับประเด็น การแข่งขันการค้าสินค้าเกษตรในระดับสากล ขณะนี้ ทาง EU พยายามลดระดับการอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรที่มีผลต่อการบิดเบือนทางการค้าเพื่อทำให้การอุดหนุนไม่ขัดต่อกฎระเบียบของ WTO โดยพยายามปรับไปยังการช่วยเหลือในรูปของมาตรการ green box (สิ่งแวดล้อม) ซึ่งรวมถึงสินค้าในภาคสินค้าผักและผลไม้ เป้าหมายดังกล่าวจะทำให้ EU สามารถยังคงใช้งบประมาณจำนวนมากช่วยเหลือเกษตรกรของตนได้ต่อไป ทั้งนี้ จากบทวิเคราะห์เรื่อง “Rich countries will continue to subsidise post-Doha Round” ชี้ว่า ในการวางกรอบการค้าโลกด้านการเกษตร ไม่ว่าจะตกลงกันอย่างไรในเรื่องการลดระดับภาษีหรือการอุดหนุนส่งออก เกษตรกรในยุโรปและอเมริกายังคงได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน โดยผ่านการอุดหนุนภายในจากรัฐบาลด้วยจำนวนเงินมหาศาล สำหรับ EU การปฏิรูปนโยบายเกษตรที่ปรับใช้ Single Farm Payment นั้น สินค้าทุกประเภทที่ได้รับการช่วยเหลือ จะได้รับประโยชน์ในการแข่งขันจากการลดต้นทุนการผลิตและสามารถแข่งขันกับการนำเข้าจากประเทศที่สามได้ และทำให้ EU สามารถที่จะเสนอการปรับลดระดับการอุดหนุนส่งออกและการลดภาษีตามการตกลง WTO โดยไม่มีผลกระทบต่อ EU อย่างแท้จริง

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Last Updated ( Wednesday, 21 June 2006 )