|
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลิสบอน สาธารณรัฐโปรตุเกสได้รายงานสถานการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจของโปรตุเกสมา ดังนี้
1. สถานะทางเศรษฐกิจและมาตรการของรัฐบาล
ล่าสุดปรากฏรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจโปรตุเกสในรอบปี 2548 ออกมาอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าในปี 2548 เศรษฐกิจโปรตุเกสเติบโตเพียง 0.3% ในขณะที่ในปี 2547 เติบโตถึง 1.1% ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยต่างๆ อาทิ อุปสงค์ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้าเพียง 0.7% ในขณะที่ ปี 2547 เพิ่มขึ้นถึง 2.2% การส่งออกสูงขึ้นเป็นมูลค่า 30,653 ล้านยูโร แต่การนำเข้าก็สูงขึ้นเป็นมูลค่าถึง 49,146 ล้านยูโร ขาดดุลการค้า 18,493 ล้านยูโร สูงขึ้นกว่าปี 2547 ถึง 10% นอกจากนั้น ในปี 2548 หนี้สาธารณะของโปรตุเกสเพิ่มขึ้นเป็น 94,000 ล้านยูโร เท่ากับ 63.9% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดของ EU ที่ระบุว่าไม่ควรเกิน 60% ของ GDP
สำหรับการลงทุนโดยรวม (ไม่รวมการค้าหุ้น) ปรากฏตัวเลขลดลง 3.6 % แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนในเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม อัตราการขาดดุลงบประมาณเท่ากับ 6 % ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2548 ทั้งนี้เนื่องจากมาตรการต่างๆ ในความพยายามรัดเข็มขัดของรัฐบาลในรายจ่ายภาครัฐ รวมทั้งภาระด้านการประกันสังคม ตลอดจนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และจะดำเนินมาตรการต่างๆ ต่อไปอีกในปีนี้ อัตราการว่างงาน 7.6 % อัตราเงินเฟ้อ 2.1 และเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ประธานธนาคารแห่งชาติของโปรตุเกสประกาศว่าเศรษฐกิจโปรตุเกสแสดงสัญญาณว่ามีแนวโน้มในทางที่ดี แต่ก็เป็นสัญญาณที่ยังอ่อนไหว ไม่แน่นอน โดยตัวเลขในแง่ดีล่าสุดไ ด้แก่อัตราการว่างงานในเดือนเมษายน 2549 ลดลง 2% (year on year) (ในเดือนมีนาคม ลดลง 0.9%) นับว่าเป็นการลดลงของการว่างงานที่สูงที่สุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 โดยในอัตราเทียบกับเดือนมีนาคม ปรากฏว่าลดลงถึง 2.3% ส่งผลให้จำนวนผู้ว่างงานลดลงเหลือ 469,253 คน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีโสคราตีสกล่าวว่า รัฐบาลยังไม่พอใจกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะนี้ และยังมีภาระหนักอยู่เบื้องหน้า โดยจำต้องดำเนินมาตรการเข้มงวดด้านการคลังต่อไป ถึงแม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นมากก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดการขาดดุลงบประมาณลงจาก 6% ให้เหลือ 4.6% ของ GDP ในปี 2549
ในบรรดามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการนั้น มี อาทิ
1.1 การปฏิรูประบบบริหารและบริการภาครัฐ
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2549 รัฐบาลได้ประกาศโครงการใหญ่ๆ ของการปฏิรูประบบการบริหารภาครัฐ สองโครงการ ได้แก่ 1) โครงการ Restructuring of the State Central Administration หรือ PRACE (Programa de Reestruturacao da Administracao Central do Estado)โดยมุ่งหมายในการลดจำนวนหน่วยงานของรัฐ 246 หน่วยงาน จากทั้งหมด 518 หน่วยงานในปัจจุบัน ในจำนวนที่ลดลงนั้น 187 หน่วยงานจะถูกยุบ ที่เหลือจะถูกรวมกับหน่วยอื่น หรือให้เอกชนทำแทน นอกจากนั้น ยังมีเป้าหมายในการลดจำนวนเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมาตรการต่างๆ อาทิ การยุติระบบขึ้นเงินเดือนโดยอัตโนมัติ โดยใช้ระบบประเมินผลงานแทน และการย้ายเจ้าหน้าที่รัฐข้ามกระทรวง เป็นต้น นอกจากนี้ ในระยะยาว PRACE ยังมุ่งหมายที่จะลดจำนวนเทศบาลลง และกระจายอำนาจจากส่วนกลางให้องค์กรบริหารประจำภูมิภาค 5 แห่ง ที่จะก่อตั้งขึ้นใหม่ 2) โครงการ Simplex 2006 มีจุดมุ่งหมายที่จะลดความล่าช้าในระบบบริการของรัฐ บริการประชาชนและนักธุรกิจให้รวดเร็วขึ้นในด้านต่างๆ อาทิ การขอปิดบริษัท (ในปี 2548 รัฐบาลได้ประกาศมาตรการตั้งบริษัทภายใน 1 ชั่วโมงแล้ว) การขอภาษีคืน และการออกบัตรอเนกประสงค์ โดยจะรวมใบอนุญาตต่างๆ เช่น ใบขับขี่ บัตรประชาชน ใบอนุญาตทำงาน และข้อมูลประกันสังคม เข้าไว้ภายในบัตรใบเดียว เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม โครงการทั้งสองเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมาก จึงยังจะต้องรอดูต่อไปว่ารัฐบาลจะสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด
1.2 การลดภาระการจ่ายเงินประกันการว่างงาน
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2549 ผู้แทนไตรภาคี (รัฐบาล นายจ้าง และแรงงาน) ได้ตกลงเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การจ่ายเงินประกันการว่างงาน โดยระบุว่าในกรณีที่มีการเลิกจ้างโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ในกรณีบริษัทที่มีพนักงานน้อยกว่า 250 คน ให้สามารถจ่ายเงินประกันได้เพียงไม่เกิน 3 คนหรือ 25 % ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด สำหรับบริษัทที่มีพนักงานตั้งแต่ 250 คนขึ้นไป ให้จ่ายเงินประกันได้ไม่เกิน 62 คน หรือ 20% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด
อนึ่ง กระทรวงการคลังของโปรตุเกสอยู่ในระหว่างการพิจารณาออกกฎใหม่ในการจ่ายเงินบำนาญเกษียณอายุ โดยมีแนวคิดว่า หากจะจ่ายบำนาญในอัตราเดิม คนทำงานจะต้องขยายระยะเวลาทำงานจาก 65 ปีออกไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ได้ข้อสรุป
2. แนวโน้มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจภาคต่างๆ
สถิติตัวเลขในด้านผลผลิตของประเทศแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจโดยรวมได้รับการพยุงรักษาไว้โดยส่วนใหญ่โดยภาคการค้าปลีก พลังงาน และอุตสาหกรรมในไตรมาศที่ 4 ของปี 2548 อย่างไรก็ตาม ผลผลิตในภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมงหดตัวลง 8.8% ในไตรมาศที่ 4 ดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบจากภัยแล้งที่รุนแรงที่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2547 จนกระทั่งตลอดปี 2548 ซึ่งประสบปัญหาไฟป่าในฤดูร้อนและต้นฤดูใบไม้ร่วง สำหรับตัวเลขสถิติตลอดทั้งปีชี้ว่าผลผลิตในภาคนี้ลดลง 8.5 % ในขณะที่ในปี 2547 เพิ่มขึ้น 0.8%
สำหรับภาคการก่อสร้าง มีการเติบโตเล็กน้อยในช่วงไตรมาศที่ 4 ของปี 2548 แต่ในภาพรวมของปี 2548 พบว่าหดตัว ซึ่งนับเป็นการหดตัวอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 แล้ว
ผลผลิตอุตสาหกรรม ไม่รวมภาคพลังงาน ในไตรมาศที่ 4 เติบโต 0.6% หลังจากลดลง 1.7% ในสามไตรมาศแรก อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนวณตลอดทั้งปี ผลผลิตอุตสาหกรรมลดลง 1.6% ซึ่งเป็นการตอกย้ำความจริงที่ว่าภาคอุตสาหกรรมของโปรตุเกสได้สลายตัวลงเรื่อยๆ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาและเสียพื้นที่ทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคบริการแทน ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะปัจจัยความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมของโปรตุเกสที่เสื่อมถอยลง
ผลผลิตภาคพลังงานในไตรมาศที่ 4 ของปี 2548 เติบโตในอัตรา 1% ลดลงจาก 1.7% ในไตรมาศที่ 3 แต่เมื่อคำนวณตลอดทั้งปีปรากฏว่าเติบโตถึง 2.1%
ในปี 2548 ผลผลิตภาคการบริการการเงินและอสังหาริมทรัพย์เติบโตเพียง 1.2% ในขณะที่ปี 2547 หดตัว 0.4% ทั้งนี้เป็นผลกระทบจากความรู้สึกในแง่ลบในภาคการก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวยังคงเติบโตอย่างมั่นคง จำนวนการพักโรงแรมต่อคืนเพิ่มขึ้น 4.3% ในปี 2548 รายได้ในภาคโรงแรมเพิ่มขึ้น 1.4% โดยลูกค้า 58% ของทั้งหมด เป็นชาวต่างประเทศ โดย 78.2 % มาจากสหราชอาณาจักร เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สเปน และฝรั่งเศส รายได้จากการท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้น 1%
เมื่อเดือนมกราคม 2549 รัฐบาลประกาศแผน 10 ปีเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มสัดส่วนของรายได้จากการท่องเที่ยวใน GDP และเพิ่มจำนวนบุคลากรที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายที่พื้นที่ต่างๆ 7 แห่ง ได้แก่ Alqueva (แม่น้ำและเขื่อน) ชายฝั่งของอเลนเตชู (Alentejo) ภาคตะวันตก (ตะวันตกเฉียงเหนือของลิสบอน) ลุ่มน้ำโดรู (Douro) เทือกเขาแซร่า ดา เอสเตรล่า (Serra da Estrela) เกาะปอร์ตู ซานตู (Porto Santo) ของหมู่เกาะมาไดร่า (Madeira) และหมู่เกาะอซอเรส (Azores) และมีนโยบายเสริมสร้างแบรนด์ Portugal Tourism ในต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นตลาดในภาคต่างๆ ได้แก่ผู้สูงอายุ การเดินทางสั้นๆ อาหารและไวน์ วัฒนธรรม สุขภาพ ธรรมชาติ กอล์ฟ กีฬาทางทะเล และ หาดทรายและแสงแดด
3. ปรากฏการณ์ด้านลบทางเศรษฐกิจ
ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่าเศรษฐกิจโปรตุเกสจัดได้ว่ายังอยู่ในสภาวะตกต่ำ อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการของโปรตุเกสสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จึงทำให้ความสามารถในการแข่งขันของโปรตุเกสลดลง ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่างๆ พากันพิจารณาปิดโรงงาน อาทิ บริษัท GM Europe มีนโยบายจะประกาศปิดโรงงานผลิตรถยนต์ Opel ที่เมือง Azambuja ของโปรตุเกส ซึ่งมีคนงานประมาณ 1,100 คน เนื่องจากเห็นว่าต้นทุนการผลิตต่อคันสูงกว่าการผลิตที่อื่นๆ ถึง 500 ยูโร ในขณะที่บริษัทโฟล์คสวาเก็นท์ของเยอรมนี ก็มีนโยบายลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโรงงานโฟล์คสวาเก็นท์ในโปรตุเกสในไม่ช้านัก
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2549 อัตราการว่างงานยังคงสูง การใช้จ่ายของประชาชนถูกจำกัดเนื่องจากรายได้ไม่เพิ่มขึ้นแต่รายจ่ายสูงขึ้น รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารสำหรับซื้อบ้านก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคาดกันว่าจะสูงถึง 4.5% ในสิ้นปีนี้ (ขณะนี้ 3.75%) ส่งผลให้ประชากรโปรตุเกสต้องจ่ายเป็นค่าผ่อนบ้านเพิ่มอีกประมาณ 10%
สัญญาณอีกประการที่แสดงถึงสถานะทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสที่ยังตกต่ำก็คือตัวเลขปริมาณการค้างชำระหนี้ โดยตามรายงานของบริษัทบริหารเครดิตของยุโรป Intrum Justitia ระบุว่าบริษัทต่างๆ ของโปรตุเกสตกอยู่ในสถานะยากลำบากเนื่องจากลูกค้าค้างชำระหนี้จำนวนมหาศาล นับเป็นปริมาณประมาณ 1 ใน 3 ของใบเรียกเก็บเงินของบริษัททั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านยูโร
ในภาครัฐ ปรากฏว่ารัฐบาลโปรตุเกสจ่ายหนี้ช้าที่สุดในบรรดาประเทศยุโรป 22 ประเทศ โดยใช้เวลาโดยเฉลี่ย 150.8 วัน ในขณะที่ภาครัฐของเอสโตเนียชำหนี้ภายในเวลาเพียง 19.6 วัน ทำให้ดัชนีความเสี่ยงการจ่ายหนี้ของโปรตุเกสอยู่ในอันดับที่ 184 (สูงกว่าอันดับสูงสุดที่อันตราย คือ 175) จึงส่งผลกระทบในด้านลบต่อการค้าระหว่างประเทศของโปรตุเกส
สำหรับในระยะยาว ปรากฏรายงานฉบับหนึ่งของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า เนื่องจากอัตราการเกิดต่ำ และประชากรสูงอายุมากขึ้น ประกอบกับการผลิตที่ตกต่ำ โปรตุเกสจะประสบปัญหามากใน 40 ปีข้างหน้า โดย GDP ต่อหัวในปี 2548 ที่คิดเป็น 68% ของอัตราเฉลี่ยในยุโรปจะสูงขึ้นเป็น 73% ในปี 2573 แต่จะลดลงมาเหลือ 68% อีกครั้งในปี 2593 แต่โปรตุเกสจะสามารถป้องกันแนวโน้มนี้ได้โดยการนำเข้าทรัพยากรมนุษย์จากต่างประเทศ
ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ประชากรในวัยทำงานของโปรตุเกสจะลดลง 15.2 % ภายในปี 2593 เมื่อเทียบกับปี 2547 โดยอัตราการเพิ่มจำนวนประชากรในวัยทำงานจะสูงสุดในปี 2556 หลังจากนั้น จำนวนผู้สูงอายุก็จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศยุโรปตะวันออกสมาชิกใหม่ 7 ประเทศ ของสหภาพฯ มีอัตราการเพิ่มของคนสูงอายุเช่นเดียวกัน แต่การผลิตมีอัตราที่สูงกว่า จึงไม่ก่อปัญหาเท่าโปรตุเกส โดยคาดว่าในปี 2593 ประเทศเหล่านี้จะมีสถานะทางเศรษฐกิจสูงกว่าโปรตุเกส
4. ระบบการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีผลต่อโปรตุเกส
คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอร่างกฎเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการเก็บที่แหล่งผลิตเป็นเก็บที่สถานที่บริโภค โดยมีเหตุผลว่า หากทำตามกฎเดิมต่อไปธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจทางอินเตอร์เน็ตและโทรคมนาคมจะพากันไปลงทุนเฉพาะในประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่มีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำ อาทิ เกาะมาไดร่าของโปรตุเกส เยอรมนี และลักเซ็มเบอร์ก โดยตามข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เกาะมาไดร่าของโปรตุเกสมีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำสุดในยุโรปแห่งหนึ่ง คือ 15% ซึ่งส่งผลให้บริษัทธุรกิจบริการทางอินเตอร์เน็ตพากันไปลงทุนตั้งบริษัทที่นั่น หากกฎระเบียบใหม่นี้ผ่านความเห็นชอบของประเทศในสหภาพยุโรปทั้งหมด ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของมาไดร่า และของโปรตุเกสโดยรวม
อย่างไรก็ตาม การผ่านกฎระเบียบทำนองนี้ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากประเทศสมาชิกทั้ง 25 ประเทศ โดยล่าสุด ทั้งเยอรมนี ลักเซ็มเบอร์ก และโปรตุเกส ได้แสดงความเห็นคัดค้านต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีคลังของโปรตุเกสแสดงท่าทีว่า หากจะให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะต้องมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านการเงินอื่น ๆ ของสหภาพยุโรปไปพร้อมๆ กันด้วย
5. กระแสการควบรวมกิจการธุรกิจขนาดใหญ่
ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาปรากฏกระแสความเคลื่อนไหวในความพยายามควบรวมกิจการระหว่างบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่และมีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของชาติในโปรตุเกส หลายกิจการ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ที่มีต่อความพยายามในการเปิดเสรีด้านธุรกิจและการขจัดอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของรัฐบาลปัจจุบัน
กรณีแรก เป็นกรณีที่กลุ่มบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ Sonae ของนาย Paulo Belmiro de Azevedo พยายามประมูลซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท Portugal Telecom (PT) ของรัฐ โดยรัฐบาลไม่ขัดขวางเพียงแต่คงไว้ซึ่งสิทธิวีโต้ แต่คณะผู้บริหารของ PT คัดค้านข้อเสนอประมูล โดยอ้างว่า Sonae เสนอราคาหุ้นต่ำกว่าราคาตลาด (9.5 ยูโร/หุ้น ในขณะที่ ในสิ้นเดือนมีนาคม ราคาซื้อขายเท่ากับ 10ยูโร/หุ้น) ในขณะเดียวกัน ก็มีนักธุรกิจรายอื่นได้ยื่นประมูลด้วย แต่ยังไม่ปรากฏผลตอบรับจาก PT กระบวนการประมูลขายหุ้นนี้จึงยังไม่ยุติ อย่างไรก็ตาม หาก Sonae สามารถควบรวมกิจการ PT ได้ ก็จะสามารถขยายตลาดของธุรกิจโทรศัพท์มือถือ Optimus ของตน โดยตัดบริษัท TMN ของ PT ออกจากการเป็นคู่แข่งขันได้
กรณีที่สอง เป็นกรณีที่เมื่อเดือนมีนาคม 2549 ธนาคาร Millennium BCP ได้ยื่นประมูลเพื่อซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของธนาคาร BPI (Portuguese Investment Bank) ซึ่งเป็นธนาคารที่ดึงดูดใจนักลงทุนมานานแล้ว โดยได้เสนอซื้อหุ้นในราคา 5.7 ยูโร/หุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,300 ล้านยูโร แต่ธนาคาร BPI ยังเห็นว่าต่ำกว่าราคาที่ควรเป็น
หากการเข้าควบคุมกิจการ BPI ครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ จะทำให้ ธนาคาร Millennium BCP กลายเป็นเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโปรตุเกส แทนที่ธนาคาคาร Caixa Geral de Depositos ของรัฐบาล และจะเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 3 ในคาบสมุทรไอบีเรีย
ความเคลื่อนไหวเพื่อควบรวมกิจการของธุรกิจขนาดใหญ่ดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของโปรตุเกส (PSI-20) ในไตรมาศแรกของปี 2549 สูงขึ้นไปถึง 10,263 เท่ากับสูงขึ้น 19% จากสิ้นปี 2548 และเป็นการขึ้นสูงพ้นระดับ 10,000 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ หุ้นที่มีราคาเพิ่มขึ้นมากเป็นหุ้นของบริษัทใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้ง 4 บริษัท โดยราคาหุ้นของบริษัท Portugal Telecom สูงขึ้น 17% และของธนาคาร BPI สูงขึ้น 12.9% ของบริษัท Sonae สูงขึ้น 15% และของธนาคาร Millenium BCP สูงขึ้น 52.3%
6. ข้อสังเกต
ปัญหาทางเศรษฐกิจที่โปรตุเกสประสบอยูในปัจจุบันเป็นปัญหาด้านโครงสร้างที่สั่งสมมานานปี โดยเฉพาะพื้นฐานการศึกษาของประชาชนในชาติที่นายกรัฐมนตรีโสคราตีสระบุว่ามีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่จบชั้นมัธยมปลาย อีกทั้งระบบการบริการภาครัฐที่เชื่องช้าและซับซ้อน เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของเอกชน และการบริการประชาชนโดยทั่วไป ส่งผลเสียหายต่อความสามารถในการแข่งขันของโปรตุเกสในทุกๆ ด้าน การแก้ปัญหาโดยนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลอาจต้องใช้เวลายาวนาน
----------------------------
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน
Related Items:
- รัฐบาลตุรกีประกาศลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้าสิ่งทอเพื่อช่วยเหลือผู้ผลิต
- สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโปรตุเกส
- สถานการณ์เศรษฐกิจโปรตุเกส
|