|
Eurodac เป็นระบบเพื่อการเปรียบเทียบลายนิ้วมือของผู้สมัครขอลี้ภัยและผู้เข้าเมืองที่ผิดกฎหมายซึ่งเป็นการปฏิบัติตาม Dublin Convention ซึ่งต่อมาได้มีการออกเป็น Council Regulation (EC) 2725/2000 และมีการเริ่มใช้Eurodac ครั้งแรกเมื่อ 15 มกราคม 2546
Eurodac ประกอบด้วย Central Unit ซึ่งเป็นฐานข้อมูลกลางตั้งอยู่ที่ประเทศลักเซมเบิร์กและควบคุมดูแลโดยคณะกรรมาธิการยุโรปและระบบการส่งข้อมูลอิเลคโทรนิคส์ระหว่างประเทศสมาชิก โดยปกติ Central Unit จะทำการเปรียบเทียบข้อมูลลายนิ้วมือภายใน 24 ชั่วโมง (ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน) และแสดงสถิติเกี่ยวกับบุคคลที่ได้รับการตอบรับให้เป็นผู้ขอลี้ภัยหรือสมัครขอลี้ภัยมากกว่า1ประเทศหลังจากการใช้ระบบ4ปี สำหรับข้อมูลนั้นจะมีการเก็บไว้นาน 10 ปีกรณีการขอลี้ภัย ยกเว้นว่าผู้ขอลี้ภัยจะได้รับการโอนสัญชาติเป็นพลเมืองของประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งระหว่างเวลานั้นข้อมูลในระบบก็จะถูกลบทิ้งไป ส่วนข้อมูลของชาวต่างชาติที่ข้ามแดนมายังสหภาพยุโรปอย่างผิดกฎหมายนั้นมีการเก็บไว้เป็นเวลา 2 ปี แต่อาจมีการลบข้อมูลได้ก่อนถ้าชาวต่างชาติผู้นั้นได้รับใบอนุญาตเข้าเมืองหรือเดินทางออกนอกประเทศสมาชิก
ระบบฐานข้อมูล Eurodac เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถตรวจสอบผู้สมัครขอลี้ภัยที่มีอายุมากกว่า 14 ปีและผู้ข้ามแดนมาจากนอกสหภาพยุโรปในลักษณะที่ผิดกฎหมายว่าเคยเป็นผู้ขอลี้ภัยในประเทศสมาชิกอื่นมาแล้วหรือไม่โดยใช้การเปรียบเทียบลายนิ้วมือ เริ่มจากการสแกนลายนิ้วมือของผู้ขอลี้ภัยและมีการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นรหัสและส่งไปยัง Central Unit ที่ลักเซมเบิร์กเพื่อทำการตรวจสอบว่าไม่ได้มีลายนิ้วมือซ้ำกับข้อมูลในฐานข้อมูลที่ส่งมาจากประเทศสมาชิกต่างๆ หลังจากนั้นก็จะส่งผลกลับไปยังประเทศสมาชิก แต่ถ้า Eurodac พบว่ามีการบันทึกลายนิ้วมือนั้นไว้แล้วในฐานข้อมูล ก็จะมีการส่งผู้ขอลี้ภัยกลับประเทศที่ได้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ในครั้งแรก
ด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ประเทศสมาชิกต้องดำเนินการเพื่อให้แน่ใจได้ว่าการเก็บลายนิ้วมือนั้นได้กระทำอย่างถูกต้องตามกฎหมายและตามหลักสิทธิมนุษยชนที่กำหนดไว้ใน European Convention on Human Rights และ United Nations Convention on the Rights of the Child ซึ่งรวมถึงทุกขั้นตอนของกระบวนการที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น การใช้ การส่ง การเก็บรักษาหรือการลบข้อมูล ข้อมูลที่เก็บไว้จะไม่มีการระบุชื่อของบุคคลแต่จะใช้เพียงตัวเลขอ้างอิง บุคคลหรือประเทศสมาชิกใดที่ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายมีสิทธิ์ที่จะได้รับค่าชดเชยความเสียหาย
คณะกรรมาธิการยุโรปเป็นผู้ดูแลให้มีการปฏิบัติที่เหมาะสมและระวังรักษาความปลอดภัยในส่วน Central Unit โดยคณะกรรมาธิการฯต้องรายงานมาตรการที่ปฏิบัติต่อรัฐสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป โดยจะต้องเสนอรายงานหลังจากเริ่มใช้ Eurodac 1 ปี และ 3 ปี หลังจากนั้นจะต้องรายงานทุกๆ 6 ปี นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้งคณะทำงานอิสระเพื่อดูแล Central Unit โดยเฉพาะ คือ EDPS (European Data Protection Supervisor)ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจำนวนไม่เกิน 2 คนจากแต่ละประเทศสมาชิกเพื่อติดตามเฝ้าระวังกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Central Unit เพื่อมิให้มีการละเมิดด้านสิทธิ์เกิดขึ้นและช่วยแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติการของ Eurodac ด้วย
หลังการใช้ระบบ Eurodac แล้วพบว่าในปี 2547 บุคคลที่สมัครขอลี้ภัยมากกว่า 1 ประเทศมีจำนวน 13% ของผู้ขอลี้ภัยทั้งหมดซึ่งบุคคลเหล่านี้จะต้องถูกส่งกลับไปยังประเทศเดิมก่อนการเดินทางเข้ามายังสหภาพยุโรปและให้ดำเนินเรื่องเกี่ยวกับเอกสารในประเทศนั้น Eurodac ยังช่วยทำให้ระบบการขอลี้ภัยของยุโรปผ่อนคลายลงเนื่องจากไม่เกิดความซ้ำซ้อนในด้านค่าใช้จ่ายการบริหารงานสำหรับการจัดการใบสมัครผู้ขอลี้ภัย นอกจากนั้นประเทศสมาชิกยังประหยัดเงินในส่วนของสวัสดิการที่จ่ายซ้ำซ้อนแก่ผู้ลี้ภัยที่ได้สถานะผู้ลี้ภัยมากกว่า 1 ประเทศEurodac จึงนับเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับโครงการสารสนเทศขนาดใหญ่ เช่น โครงการ Schengen Information System ระยะที่สอง (SIS II)ซึ่งจะนำเสนอในตอนต่อไป
Related Items:
- 30 มีค. เลิกตรวจที่สนามบินระหว่างสมาชิกเชงเกนเดิมกับสมาชิกใหม่
- ข้อแนะนำสำหรับผู้ถือ passport ไทย ภายหลังเช็กร่วม Schengen
- เขตเชงเกน (Schengen Area)
- นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรแถลงนโยบายที่สำคัญของสหภาพยุโรป
- ประเทศสมาชิกใหม่เลื่อนกำหนดการเข้าร่วมในเขตเชงเก้น
|