ประสบการณ์ของยุโรปและอเมริกาในภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Tuesday, 04 April 2006

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2549 ศูนย์นโยบายยุโรป (European Policy Centre หรือ EPC) ได้จัดการสัมมนาเรื่อง “Public Health in Emergencies: Transatlantic Experiences” โดยมีวิทยากรทั้งจากหน่วยงานในยุโรปและสหรัฐฯ มาให้ความรู้และข้อมูลที่น่าสนใจในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ การป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค และการเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของยุโรปและสหรัฐฯ

วิทยากรที่เข้าร่วมการสัมมนา ได้แก่ (1) นาย Frank Rapoport จากบริษัท McKenna Long & Aldridge (บริษัทกฎหมายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ) (2) นาย Robert Shotton ผู้อำนวยการในหน่วยงานของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านสุขภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค (3) นาง Moya Wood-Heath จากองค์การกาชาดสากลประจำกรุงบรัสเซลส์ (4) นาย Steve Bice จาก Battelle Corp. และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองที่ดูแลเกี่ยวกับการสำรองวัคซีนและยา ในศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบาดของสหรัฐฯ (5) นาย Marc Ostfield ที่ปรึกษาด้านการก่อการร้ายชีวภาพ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (6) นาย Dan Gold จากสถาบันผู้ผลิตยา Human Genome Sciences และมีผู้กล่าวปิดการสัมมนา 2 คน ได้แก่ นาย John Martin ผู้อำนวยการ WHO ประจำ EU และนาย Mark Rhinard นักวิจัยอาวุโส สถาบันด้านการต่างประเทศของสวีเดน สรุปประเด็นสำคัญในการสัมมนาดังกล่าวได้ดังนี้

การป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค

อเมริกา: นาย Rapoport กล่าวว่าแม้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีบุชจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากว่ายังดำเนินการในเรื่องการรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (เช่น ในกรณีเกิด Dirty Bomb) ยังไม่ดีเพียงพอเท่าที่ควร แต่สิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ การรับรองกฎหมายจากสภาสหรัฐฯ เมื่อปี 2548 เรื่อง Bioshield ซึ่งข้อกฎหมายนี้อนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐฯ รับรองแก่บริษัทผู้ผลิตยาและวัคซีนว่าถ้าหากได้มีการวิจัยและพัฒนาวัคซีนหรือยาที่ต่อต้านสารชีวภาพหรือโรคระบาดเกิดใหม่ที่สำคัญได้ รัฐบาลสหรัฐฯ การันตีว่าจะเป็นผู้รับซื้อยาเหล่านั้น (งบประมาณทั้งหมดราว 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งรัฐบาลหวังว่าจะกระตุ้นให้บริษัทผู้ผลิตทำ R&D ด้านวัคซีนหรือยาใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มมากขึ้น และในกรณีฉุกเฉินอย่างมาก สามารถใช้วัคซีนหรือยานั้นก่อนได้รับอนุญาตจากหน่วยงานอาหารและยา (FDA) ของอเมริกาได้ นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้การพัฒนายาต่อต้าน Ebola, Anthrax และ Smallpox ใช้ผลการรับรองที่ทดลองแล้วกับสัตว์แล้วใช้ได้ผลอีกด้วย

ยุโรป: นาย Shotton ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยุโรปกำลังจัดตั้งศูนย์ควบคุมและป้องกันการระบาดของโรค (Centre for Disease Control and Prevention) ที่กรุงสตอกโฮล์ม ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการวิจัยและแสวงหาข้อตกลงร่วมกันสำหรับการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข รวมทั้งทบทวนแผนการเตรียมการณ์ของประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกัน และรัฐบาลของประเทศสมาชิก EU กำลังเจรจากับอุตสาหกรรมเภสัชกรรมในเรื่องการผลิตวัคซีน ทั้งนี้ EU ใช้การสำรองวัคซีนฉุกเฉินเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยุโรปได้มีการจัดทำแบบจำลอง (simulation) สถานการณ์ฉุกเฉินในกรณีเกิดโรคระบาดซึ่งสิ่งที่ต้องปรับปรุงหากเกิดโรคระบาดหรือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขใน EU ได้แก่ การวางระบบสำหรับ staff สำหรับการปฏิบัติงานในภาวะเกิดโรคระบาด การให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนเพื่อที่จะได้อธิบาย และลดภาวะแตกตื่นของประชาชน และการกำหนดช่องทางในการติดต่อระหว่างประเทศสมาชิกและองค์กร/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ที่ผ่านมายุโรปได้เข้าร่วมในการประชุมเกี่ยวกับไข้หวัดนกที่กรุงปักกิ่ง ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาไข้หวัดนก และในขณะนี้มีหลายประเทศสมาชิก EU ซึ่งพบการระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีกป่า และแต่ละประเทศก็มีความเตรียมพร้อมในการกำจัดการระบาดของโรคแตกต่างกัน

EU ยังไม่มีข้อกฎหมายหรือกฎเกณ์ที่จะบังคับให้ทุกประเทศสมาชิกดำเนินการในเรื่องสาธารณสุข (public health) ในลักษณะเป็นหนึ่งเดียวกันได้ แตกต่างจากเรื่องสุขภาพสัตว์ (animal health) ที่ EU สามารใช้ข้อกฎหมายให้มีการปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน

NGO:นาง Wood-Heath ได้ให้ความเห็นว่าในส่วนการทำงานขององค์การกาชาดสากลมีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน โดยมองว่าการร่วมมือกับหน่วยงานและประชากรท้องถิ่นเพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคมีประสิทธิผลรวดเร็วกว่าการดำเนินการแบบ top-down การช่วยเหลือในภาวะเกิดการระบาดของโรคควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่นั้นๆ ต้องการอะไรและจะมีส่วนในการแก้ไขปัญหาได้อย่างไรด้วย

การเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉิน

ตามความเห็นของ นาย Bice จาก Battelle Corp. การสำรองวัคซีนและยา (stockpiling) และการเตรียมการณ์ที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังต้องมองภาพรวมเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การจัดเตรียมยาสำหรับผู้ป่วยโรคอื่น การจัดหาไซริงค์ที่เพียงพอ เป็นต้น

ในขณะที่นาย Ostfield จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่าการรับมือกับภาวะฉุกเฉินสามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ แนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศ ความร่วมมือในต่างสาขาวิชา (multi-discipline approach) และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยจะต้องมีการหารือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้รับรู้ถึงประสิทธิภาพและความต้องการของแต่ละฝ่าย

มาตการต่อภาวะฉุกเฉินควรประกอบด้วย 4 สาขาหลัก ได้แก่ (1) การเฝ้าระวังภัยที่อาจเกิดขึ้น (2) การป้องกันและการรักษา (3) การตรวจสอบและติดตาม และ (4) การตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินนั้น

นาย Ostfield ได้ให้ข้อสังเกตว่าเมื่อมาถึงเรื่องการสาธารณสุขเพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินแล้ว ประเทศต่างๆ มีแนวโน้มที่จะใช้แผนการณ์ระดับชาติ หรือแก้ไขปัญหาในประเทศของตนโดยมิได้คำนึงถึงประเทศอื่นมากนัก

ระบบระหว่างประเทศยังเป็นที่พึ่งได้อยู่หรือไม่

นาย Martin ได้ให้ความเห็นในช่วงท้ายของการสัมมนาว่า แม้ว่าแต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาคจะมีแนวทางรับมือกับปัญหาแยกเฉพาะ แต่อยากให้มองในภาพกว้างด้วยว่าองค์การระหว่างประเทศเป็นเวทีที่สำคัญที่แต่ละประเทศจะสามารถร่วมมือกันในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านการสาธารณสุขและเป็นประโยชน์ในการเป็นกลไกประสานความร่วมมือได้ ทั้งนี้จะมีการทบทวนกฎระเบียบด้านการสาธารณสุขระหว่างประเทศในปี 2550 ภายหลังการเจรจาระหว่างรัฐบาลของประเทศสมาชิก UN นอกจากนี้ สมัชชาแห่งชาติของ UN ได้รับรองมติที่เสนอแนะให้ประเทศสมาชิกปรับปรุงมาตรการด้านความมั่นคงและความปลอดภัยในห้องแล็บด้านสาธารณสุข และในส่วนของ WHO ได้วางระบบในการติดตามข้อมูล 24 ชั่วโมง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขได้ต่อไป

ข้อสังเกต

จากผลการสัมมนาได้เห็นความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนว่าสหรัฐฯ ดำเนินการแบบเชิงรุก มากกว่ายุโรปในเรื่อง R&D โดยเน้นให้บริษัทผู้ผลิตยาสร้างวัคซีนหรือตัวยาใหม่โดยให้เงินสนับสนุนในทางอ้อม (การันตีว่าจะรับซื้อวัคซีนหรือยาหากการวิจัยประสบความสำเร็จ) ซึ่งในทางหนึ่งทำให้บริษัทผู้ผลิตมีแรงจูงใจในการทำวิจัย ในขณะที่ฝั่งยุโรปยังใช้มาตรการ stockpiling และเพิ่งจัดตั้งศูนย์เพื่อควบคุมและการป้องกันการระบาดของโรค ซึ่งยังไม่เปิดใช้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ การเตรียมการณ์รับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในยุโรปยังมีลักษณะแยกกันกำหนดนโยบายรายประเทศ ซึ่งคาดว่าภายหลังการทำแบบจำลองอาจมีการกำหนดมาตรการและสร้างช่องทางการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก EU ได้ชัดเจนมากขึ้น

ในส่วนของไทยอาจปรับใช้ประสบการณ์ทั้งสองแบบเพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข โดยในทางหนึ่งการสำรองวัคซีนหรือยาให้เพียงพอ และการกำหนดแผนงานเพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินมีความจำเป็น และในอีกทางหนึ่งนั้นการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาวัคซีนหรือตัวยาใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุนและกระตุ้นให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่มวลชนเพื่อการปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธีในการป้องกันและรับมือกับการระบาดของโรคก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ซึ่งจะช่วยทำให้ประชาชนมีความมั่นใจและมีส่วนช่วยในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินได้อีกทางหนึ่งด้วย

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. EC เตรียมใช้มาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมสัตว์ปีก
  2. EU กำหนดแบบฟอร์มใบรับรองสุขอนามัยสัตว์ และสุขอนามัยสำหรับสินค้าเนื้อสัตว์บางประเภท
  3. EU แก้ไขแบบฟอร์มใบรับรองสุขอนามัยสัตว์และสุขอนามัยสินค้าเนื้อสัตว์
  4. EU ผลักดันความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อป้องกันการระบาดของไข้หวัดนก
  5. EU มอบเงินจำนวน 214 ล้านยูโร ให้แก่นานาชาติเพื่อต่อสู้กับไข้หวัดนก
Last Updated ( Tuesday, 04 April 2006 )
host by colorpack.net