เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา ทางทีมงานไทยยุโรป.เน็ต ได้ไปสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ ของสภายุโรป (International Trade Committee) ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งได้แสดงให้เห็นท่าทีของสภายุโรปในเรื่องการค้าต่างประเทศ ซึ่งโน้มเอียงไปทางปกป้องทางการค้า
เมื่อสหภาพยุโรปเดินหน้าผลักดันเปิดเสรีการบริการและการลงทุน ทั้งในกรอบพหุภาคีในเวที WTO และในกรอบเขตการค้าเสรี หรือ FTA สหภาพยุโรปจึงผลักดันเรื่องนโยบายการแข่งขันทางการค้าในระดับนานาชาติควบคู่กันไป เพื่อปกป้องธุรกิจและการลงทุนของตนในต่างแดน การศึกษาเปรียบเทียบระเบียบว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าของสหภาพยุโรปกับกฏหมายของไทย และท่าทีที่สหภาพยุโรปเคยมีในการมีความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวกับประเทศที่สามที่ผ่านมาอย่างละเอียด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยในการการเจรจา ทั้งเพื่อคาดการณ์ท่าทีของสหภาพยุโรปในการปกป้องธุรกิจของตน และเพื่อหาทางปกป้องธุรกิจของไทย ที่จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น หากจะต้องเปิดเสรีการบริการและการลงทุน
หลังจากที่ EU ได้เปิดการเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ FTA กับเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ (6 พ.ค. 50) และเจรจารอบแรกไปแล้ว (11 พ.ค. 50) เมื่อวันที่ 16 - 20 ก.ค. 50 คณะเจรจาของ EU-เกาหลีใต้ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองฝ่าย 180 คน ได้เริ่มการเจรจารอบที่ 2 แล้ว ณ กรุงบรัสเซลส์ โดย EU ได้ยื่นข้อเสนอ (initial offer) โดยจะยอมเปิดตลาดยุโรปโดยการยกเลิกและลดอัตราภาษีให้แก่สินค้าอุตสาหกรรมจากเกาหลีใต้เป็น 0% ภายใน 7 ปี หากเกาหลีใต้ยอมเปิดตลาดของตนอย่างเท่าเทียม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ EU ยื่นข้อเสนอที่สูง (ambitious) ดังกล่าวในการเจรจา FTA แบบทวิภาคี
EU ได้เริ่มการเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ FTA อย่างเป็นทางการกับเกาหลีใต้ (6 พ.ค. 50) และอินเดีย (28 มิ.ย. 50) ไปแล้ว และคาดว่าจะเริ่มการเจรจา FTA กับอาเซียน คู่ค้าสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งของ EU ในไม่ช้านี้ ภาคธุรกิจยุโรปต่างเร่งผลักดันท่าทีในการเจรจาของคณะกรรมาธิการยุโรป หวังให้การเจรจา FTA ครั้งนี้ช่วยธุรกิจยุโรปเปิดตลาดเอเชีย ส่งเสริมและปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจยุโรปในเอเชียให้ได้มากที่สุด
EU เริ่มเปิดการเจรจาเขตการค้าเสรี FTA กับอินเดียแล้ว โดย EU มุ่งเน้นเรื่องการลดภาษี และความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้เปิดกว้างสำหรับบริษัทยุโรปมากขึ้น ในขณะที่อินเดียเน้นให้ EU เปิดตลาดสำหรับสินค้าอินเดียมากขึ้น โดยจะตกลงกันในเรื่องมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัย อาหาร และเภสัชภัณฑ์ คาดว่าจะใช้เวลาเจรจามากกว่า 2 ปี